วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ในหลวงนักวิจัย ราษฎรอยู่ดีกินดี

             ากการบอกเล่าถึงการน้อมนำแนวทางการทำงานพัฒนาประเทศด้วยการนำข้อมูลความรู้แบบอย่างงานวิจัยนำสู่การพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อคราวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ และได้รู้ว่าพระองค์นอกจากจะเป็นนักวิจัยแล้ว พระองค์ยังทรงริเริ่มดำเนินงานพัฒนาต่างๆ มากมาย เพื่อให้ชาวบ้านบนดอยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
            คุณลุงสุปอย บรรพตวนา ผู้จัดการการท่องเที่ยวและวิจัยฝ่ายท้องถิ่นบ้านผาหมอน วัย 58 ปี เล่าว่า เคยรับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จมาที่หลายหมู่บ้านบนดอยอินทนนท์ ช่วงปี พ.ศ.2517 ซึ่งตอนนั้นพระองค์มาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟแทนการปลูกฝิ่น จากนั้นพระองค์ได้เสด็จมาอีกหลายครั้ง ซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้นอย่างมาก เพราะพระองค์ได้นำความรู้ทางด้านการเกษตรมาถ่ายทอดให้กับชาวบ้าน พร้อมทั้ง


พระราชทานข้าวและสิ่งของต่างๆ ให้กับชาวบ้านด้วย ซึ่งชาวบ้านรำลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณที่หาสุดมิได้ แม้หนทางที่พระองค์เสด็จมาจะแสนยากลำบากก็ตาม
         ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านชุมชนและพื้นที่ บอกว่า การทำงานวิจัยของ สกว.นับเป็นแนวทางเดียวกับการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งทรงเสด็จไปทั่วทุกภูมิภาค ทั้งทรงทอดพระเนตรสภาพพื้นที่จริง พูดคุยกับชาวบ้านถึงชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ซึ่งหากมองในกระบวนการทำงานวิจัย ถือเป็นการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลอย่างแท้จริง หลังจากนั้นพระองค์ก็จะนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาวางแผนว่าจะพัฒนาอย่างไรต่อที่จะทำให้ราษฎรของพระองค์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และนำไปสู่การแก้ปัญหาการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้ชาวบ้านยังคงดูแลกาแฟต้นแรกของดอยอินทนนท์ ที่เกิดจากเมล็ดพันธุ์พระราชทานของในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างดี มีธนาคารข้าว เพื่อความมีอยู่มีกินของชาวบ้านในยามขัดสน ทำนาขั้นบันไดรักษาพันธุกรรมข้าว อันเป็นการทำนาเฉพาะถิ่นของพื้นที่ มีกิจกรรมการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยน้อมนำแนวทางการทำงานพัฒนาประเทศด้วยการทำข้อมูลความรู้แบบอย่างงานวิจัย นำสู่การพัฒนาของในหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นกระบวนการทำงานที่ชาวบ้านได้นำมาใช้ในการทำงานเพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนตามปณิธานของพระองค์...
                                              "นายตะลอน"
**************************************************

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

หนองประจักษ์ แหล่งพบปะคนอุดรฯ

           จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นศูนย์กลางการคมนาคม ทั้งอากาศและทางถนนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นศูนย์กลางหน่วยงานราชการและด้านเศรษฐกิจแห่งหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมทั้งมีศูนย์ประชุมและวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และเป็นจังหวัดที่ตั้งของมณฑลอุดรในสมัยรัตนโกสินทร์ มีอาณาเขตปกครองกว้างใหญ่ที่สุดในประเทศอีกด้วย
         ช่วงหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อคราวที่มาเยือน จ.อุดรธานี ผมมีโอกาสมาเดินทอดน่องชมสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี และหากไม่เอ่ยถึงสวนสาธารณะแห่งนี้ ดูเหมือนจะมาไม่ถึงอุดรฯ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน "หนองประจักษ์" เป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งเมืองอุดรธานี เดิมเรียกว่า "หนองนาเกลือ" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตัวเมือง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "หนองประจักษ์" เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่พลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ผู้ทรงก่อตั้งเมืองอุดรธานี
         นอกจากนี้ จากข้อมูลยังระบุว่าเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในปี พ.ศ.2530 เทศบาลเมืองอุดรธานีได้ทำการปรับปรุงหนองประจักษ์ขึ้นใหม่ เพื่อถวายเป็นราชสักการะแก่พระองค์ท่าน บริเวณเกาะกลางน้ำได้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับหลายชนิด จัดทำสวนหย่อมดูสวยงาม และยังได้ทำสะพานเชื่อมเกาะ มีหอนาฬิกา น้ำพุ และสวนเด็กเล่น แต่ละวันจะมีประชาชนเข้าไป
พักผ่อนและออกกำลังกายกันเป็นจำนวนมาก และถือเป็นสถานที่สำคัญ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุดรธานีแห่งหนึ่งก็ว่าได้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในแต่ละวันมีการบอกเล่าว่าจะมีประชาชนมาพักผ่อนและออกกำลังกายกัน เฉลี่ยแล้วนับพันๆ คนเลยทีเดียว อาจจะเป็นเพราะว่าสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมมีพื้นที่กว้างขวางกว่า 300 ไร่ มีพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่ร่มรื่นและดูสวยงาม เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ซึ่งประชาชนมาพบปะพูดคุยกัน อีกทั้งบริเวณรอบสวนสาธารณะแห่งนี้ ยังมีร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายมากมาย จึงไม่แปลกที่หลายคนมักจะพูดตรงกันว่าพอได้มาที่ "หนองประจักษ์" แล้วรู้สึกคลายความเครียดได้มากเลยทีเดียว...
"นายตะลอน"

"เมื่อคราวที่มาเยือนจ.อุดรธานี ผมมีโอกาสมาเดินทอดน่องชมสวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคมตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี และหากไม่เอ่ยถึงสวนสาธารณะแห่งนี้ดูเหมือนจะมาไม่ถึงอุดรฯ หรือขาดอะไรไปสักอย่างเหมือนกัน"

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เยือนวนอุทยานปราณบุรี หาดทรายขาวศึกษาป่าชายเลน

           นห้วงเวลาหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเยือนวนอุทยานปราณบุรี ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีโอกาสมาเยือนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ก็ว่าได้ ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
         โดยพื้นที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าคลองเก่า คลองคอย มีพื้นที่ประมาณ 1,984 ไร่ ประกอบด้วย ป่าชายเลน และมีแม่น้ำปราณบุรีไหลผ่านตอนกลางของพื้นที่ป่า และได้ประกาศให้เป็นวนอุทยานมีพื้นที่ 700 ไร่ อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 4 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งวนอุทยานปราณบุรีจัดได้ว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีหาดทรายขาวสะอาดร่มรื่นด้วยแนวสนทอดยาวตลอดระยะทาง 1 กิโลเมตร อยู่ทางด้านตะวันออกของวนอุทยาน สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของทะเล
เกาะสิงห์โต เขาตะเกียบและเขาเต่า
    นอกจากนี้ การมาท่องเที่ยวที่วนอุทยานปราณบุรีก็มีจุดที่น่าสนใจต่างๆ มากมาย อาทิ เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน มีสะพานไม้ยกระดับ สามารถเดินเที่ยวชมและศึกษาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศป่าชายเลนได้อย่างใกล้ชิดทีเดียว ตลอดบริเวณทางเดินความยาวประมาณ 1 พันเมตร จะเห็นป้ายต่างๆ ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับป่าชายเลน บอกเล่าเรื่องต้นไม้ และสัตว์น้ำนานาชนิดอีกด้วย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถทำกิจกรรมล่องเรือ เพราะมีจุดที่พักเรือเป็นท่าเรือขนาดเล็กเชื่อมกับสะพานทางเดิน ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสัมผัสกับความงามตามธรรมชาติและศึกษาระบบนิเวศของป่าชายเลนทางน้ำ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด รวมทั้งชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองด้วย
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือนวนอุทยานปราณบุรี แม้จะมีเวลาไม่มากในการอยู่กับธรรมชาติที่นี้ แต่ก็ได้สัมผัสน้ำทะเลและ
หาดทรายขาว รวมถึงได้เดินทอดน่องดูป่าชายเลน รวมถึงปล่อยปู ปล่อยปลา ก็ทำให้รู้สึกเพลิดเพลินและสุขใจดี และหากนักท่องเที่ยวต้องการพักแรมค้างคืน ก็สามารถกางเต็นท์พักแรมได้ ซึ่งทางวนอุทยานก็มีบริการบ้านพัก และร้านสวัสดิการอีกด้วย
                    "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อ่างเก็บน้ำคลองลำกง แหล่งท่องเที่ยวเพชรบูรณ์

          ช่วงนี้เกือบทุกภาคของไทยยังได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนัก ขณะที่อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ต.วังท่าดี อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ น้ำเต็มทำให้ต้องเฝ้าระวังด้วยเช่นกัน ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อ่างเก็บน้ำคลองลำกงแห่งนี้ ในช่วงน้ำยังน้อยอยู่ แม้ตอนที่มาเยือนจะมีเวลาไม่มากในการสัมผัสแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้ แต่ผมก็บอกตัวเองว่าถ้ามีโอกาสจะเขียนถึงสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้หน่อย ไหนๆก็ได้มาและถ่ายรูปเก็บไว้ประกอบเรื่องราวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          สำหรับอ่างเก็บน้ำคลองลำกง ถูกสร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภคและเกษตรกรรม การบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลากของพื้นที่ ตามแนวสองฝั่งลำน้ำคลองลำกง และพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำป่าสักในเขตอ.หนองไผ่  และเป็นการสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำในบริเวณต้นน้ำเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ช่วยลดปัญหาอุทกภัย และมีน้ำไว้ใช้เพื่อทำการเกษตรได้มากขึ้น เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีความจุในระดับเก็บกักสูงสุดได้ 57.30 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในเขต ต.ท่าแดง ต.วังท่าดี ต.วังโบสถ์ และต.บ่อไทย อ.หนองไผ่ ในจ.เพชรบูรณ์ และเป็นแหล่งแพร่และเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกด้วย
อ่างเก็บน้ำคลองลำกง ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งใหม่ของจ.เพชรบูรณ์และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อของต.วังท่าดี ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวขึ้นมาทำให้ชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพเสริมและมีรายได้เพิ่ม
ขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวของจ.เพชรบูรณ์ด้วยครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำคลองลำกงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสถานที่ซึ่งมีบรรยากาศสวยงามถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาทั้งสองฟากฝั่ง เหมาะสำหรับการมาเที่ยวพักผ่อนเป็นครอบครัวและสามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ถือได้ว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของจ.เพชรบูรณ์...!!!
                                                                             นายตะลอน
************************************************

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

เดินเล่นผ่อนคลาย ตลาดต้นไม้จตุจักร

            ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่คนทั่วโลกตื่นตัวและให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม และการปลูกต้นไม้ก็คือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดโลกร้อนได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งต้นไม้ปล่อยก๊าซออกซิเจนที่คนและสัตว์จำเป็นต้องใช้ในการหายใจ ช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ นอกจากนี้ ต้นไม้ยังเป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย
          ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสไปเดินดูต้นไม้เพลินๆ ที่ตลาดนัดจตุจักร ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตลาดนัดที่ใหญ่โตเก่าแก่และมีชื่อเสียงระดับโลกเลยก็ว่าได้ เพราะนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต่างรู้จักแหล่งช็อปปิ้งที่นี่เป็นอย่างดี
   ปี พ.ศ.2521 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น มีนโยบายใช้สนามหลวงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และจัดงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้มอบที่ดินย่านพหลโยธิน จึงจัดที่ดินสวนจตุจักรด้านทิศใต้ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ และกรุงเทพมหานครได้ปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย และย้ายผู้ค้าจากสนามหลวงมาด้วย จนดำเนินการสำเร็จ โดยใช้ชื่อว่าตลาดนัดย่านพหลโยธิน ต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ตลาดนัดจตุจักร" ให้สอดคล้องกับสวนสาธารณะจตุจักรในบริเวณใกล้เคียง ปัจจุบันตลาดนัดสวนจตุจักรได้ให้การรถไฟแห่งประเทศไทยดูแลแทนกรุงเทพมหานคร
            สำหรับตลาดต้นไม้ที่ตลาดนัดจตุจักร นอกจากจะขายสินค้าต่างๆ อาทิ เสื้อผ้าแฟชั่น รองเท้า หรือแฟชั่นอื่นๆ แล้ว ยังถือได้ว่าเป็นศูนย์รวมตลาดต้นไม้ใจกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุดก็ว่าได้ และจะวางขายกันในวันพุธ วันพฤหัสบดี ส่วนใหญ่จะเน้นขายแต่ต้นไม้ ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้มงคล ไม้ล้อม พืชผักสวนครัว อุปกรณ์ตกแต่งสวน ดิน กระถาง และอุปกรณ์การเกษตร มีทั้งขายปลีกและส่ง ซึ่งส่วนมากชาวสวนจากทั่วทุกภูมิภาคจะนำต้นไม้ต่างๆ มาขายเอง
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับคนที่ชอบ
ปลูกต้นไม้ ทั้งไม้ดอกและไม้ประดับ ตลาดต้นไม้จตุจักร ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะเป็นศูนย์กลางที่มีต้นไม้เยอะที่สุดใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร และผมเชื่อว่าเป็นอีกมุมหนึ่งที่เราสามารถมาเดินเล่นผ่อนคลายได้ดีทีเดียว...!!!
                                                                                  "นายตะลอน"
***************************************************

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

ท่องเที่ยวบางปู ถิ่นนี้มีมนต์ขลัง

             าพยนตร์ "2499 อันธพาลครองเมือง" กำกับโดย "นนทรีย์ นิมิบุตร" แสดงนำโดย "ติ๊ก-เจษฎาภรณ์ ผลดี" รับบทเป็น "แดงไบเล่" และ "แชมเปญ เอ็กซ์" รับบทเป็น "วัลลภา" แฟนของ "แดงไบเล่" ซึ่งฉายเมื่อปี 2540 เนื้อหาในภาพยนตร์เรื่อง 2499 อันธพาลครองเมือง เป็นการเล่าย้อนถึงกรุงเทพมหานครยุคก่อน พ.ศ.2500 ที่เหล่านักเลงอันธพาลวัยรุ่นมีอิทธิพลและครองเมืองอย่างไม่หวั่นเกรงกฎหมาย
            ฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีการพูดถึง "สถานตากอากาศบางปู" แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตในสมัยโบราณ ที่ "วัลลภา" เมียของ "แดงไบเล่" รบเร้าชวนแดงไปเที่ยว ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" แม้จะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่ปลายจมูก แต่ผมเพิ่งมีโอกาสมาเยือนสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งแรก
         สำหรับ "สถานตากอากาศบางปู" หรือบางปู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในแบบพักผ่อนตากอากาศทางชายทะเลด้านอ่าวไทยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ อยู่ริมทะเลและป่าชายเลน มีพื้นที่ทั้งหมด 639 ไร่ เป็นสถานที่พักผ่อนยอดนิยม และแหล่งดูนกที่สำคัญแห่งหนึ่ง เพราะมีนกน้ำและนกชนิดอื่นๆหลากหลายสายพันธุ์กว่า 200 ชนิด อาทิ นกนางนวล นกแว่นตาขาวสีเหลือง นกตีนเทียน นกตะขาบทุ่ง นกกะติ๊ดขี้หมู ฯลฯ
   สถานตากอากาศบางปู ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2480 ตามดำริของจอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรีขณะนั้น ต่อมามีการสร้างสะพานสุขตาขึ้นมา ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของบางปู และอาคารศาลาสุขใจในเวลาต่อมา และบริเวณปลายสะพานศาลาสุขใจ ภายในจะมีร้านอาหาร ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสอาหารทะเลสดๆ จากเมนูต่างๆ อย่างมากมายทีเดียว
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การมาเยือนบางปูนอกจากจะได้เพลิดเพลินในการเดินสัมผัสธรรมชาติ ชมป่าชายเลน และชมนกนางนวลนับหมื่นตัวแล้ว การได้ชมพระอาทิตย์ตกดินที่ค่อยๆ คล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงและจางลงเรื่อยๆ สู่ทะเล ภาพที่เห็นก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของบางปูที่นักท่องเที่ยวสามารถมาสัมผัสธรรมชาติเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง...!!!
                                         "นายตะลอน"
***************************************************

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ไร่จากชุมชนขนาบนาก ภูมิปัญญาท้องถิ่นกว่า 200 ปี

               ชุมชนตำบลขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เป็นตำบลที่มีการประกอบอาชีพไร่จากอย่างจริงจัง และเป็นการสืบทอดอาชีพดั้งเดิมของชุมชนมากว่า 200 ปี "จาก" นอกจากจะมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจชุมชนแล้ว ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ไร่จากนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าชายเลน จะเห็นได้ว่าจากในพื้นที่ ต.ขนาบนาก ขึ้นกระจายบริเวณปากแม่น้ำและริมฝั่งคูคลองที่น้ำทะเลขึ้นถึงหรือบริเวณน้ำกร่อย เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญต่อวิถีชีวิตและอยู่เคียงคู่กับชาวลุ่มน้ำปากพนังอีกด้วย
            ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้ "การทำตาลจาก"(ผลผลิตจากต้นจากในป่าชายเลน) ไร่จันทรังษี เลขที่ 3 หมู่ที่2 ต.ขนาบนาก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช "โกวิทย์ จันทรังษี" ปราชญชาวบ้าน บอกว่า มีอาชีพเกษตรกรปลูกปาล์ม ยางพารา มะพร้าว ทำนาบ้าง และเมื่อปี 2544 ได้รับการติดต่อจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้มีการวิเคราะห์ดินและน้ำ ขอจัดทำแปลงสาธิตในการปลูกต้นจาก เริ่มต้นที่จำนวน 3 ไร่ แปลงสภาพจากนากุ้งร้างเป็นป่าจาก มีการขยายการปลูกต้นจากเพิ่มหลังจากเริ่มปลูกตาล 7 ปี ก็เริ่มเก็บผลผลิตจากต้นจากได้ มีการทำตาลจาก และผลผลิตหลายอย่าง ด้วยต้นจากเป็นพืชที่ทำประโยชน์ได้ทั้งต้น ตั้งแต่ใบจากนำมาผูกเป็นตับจากใช้มุงหลังคา กั้นฝาบ้าน นำใบมาทำหมวกหรือเปี้ยว นำใบมาสานใช้ตักน้ำเรียกว่า หมาน้ำ ยอดจากอ่อนนำมาทำมวนยาสูบ ลูกจากนำมาทำขนมหวาน นำผลจากอ่อนมาทำเป็นผักเหนาะกินกับขนมจีนที่เรียกว่า "ลูกจากดอง" งวงจากให้น้ำหวาน สามารถนำมาทำน้ำตาลได้ ทำน้ำผึ้งข้น (น้ำตาลปี๊บ) การทำเป็น
น้ำส้มจาก การนำมากลั่นเป็นแอลกอฮอล์เรียก "สุราชุมชน" การนำต้นมาทำเชื้อเพลิง สามารถสร้างรายได้อย่างงามจากทุกส่วนของต้นจากและมีรายได้เป็นประจำ เพราะเก็บได้บ่อย มีรายได้ยั่งยืน
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับขั้นตอนการทำตาลจาก "คุณโกวิทย์" บอกว่า เริ่มจากการคัดเลือกงวงจากที่ได้ขนาดตามอายุของทะลายจาก ทำการตีให้ช้ำด้วยไม้ จากนั้นใช้มีดคมๆ ปาดที่งวงบางๆ ในตอนเย็นใช้กระบอกไม้ไผ่มารองน้ำหวานจากงวงจาก รุ่งขึ้นตอนสายๆ ก็รวบรวมกระบอกใส่น้ำ
หวาน นำไปเคี่ยวบนเตาไฟประมาณ 3 ชั่วโมง จะได้น้ำตาลจากที่ข้นหนืดแบบน้ำตาลปี๊บ ยกลงจากเตาเทใส่ปี๊บหรือพิมพ์ ทิ้งไว้ให้เย็นจะได้น้ำตาลจากที่แข็งเป็นก้อน สามารถเก็บไว้รับประทานได้นานทีเดียว...!!!
                                 "นายตะลอน"
**************************************************