วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บิ๊กทส.ลั่นใช้กม.เข้มสกัดรุกป่า ไผ่ชะลอคลื่นฟื้นคืนป่าชายเลน

         Talonnew : พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวระหว่างติดตามโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่นบริเวณศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก สถานตากอากาศบางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการว่าการดำเนินงานการปักไม้ไผ่แบบ 5 แถว และสร้างแนวป้องกันชายฝั่งโดยการปลูกต้นโกงกาง ระยะเวลา 7 ปี สามารถฟื้นคืนป่าชายเลนได้ประมาณ 60 ไร่ ซึ่งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งร่วมกับกองทัพบกเพื่อให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สถานการณ์การกัดเซาะชายฝั่งพื้นที่ทะเล 23 จังหวัด มีความยาวทั้งสิ้น 3,148 กิโลเมตร มีการป้องกันและแก้ไขแบบโครงสร้างแข็ง เช่น กำแพงกันคลื่น เขื่อนหินทิ้ง ประมาณ 236 กิโลเมตร และแบบโครงสร้างอ่อน เช่น เสริมทราย ปักไม้ไผ่ อีกประมาณ 90 กิโลเมตร ทั้งนี้ การบุกรุกป่าต่างๆของนายทุนจะต้องใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการบุกรุกให้ได้
***********************************

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ทช.เสริมเขี้ยวเล็บนำเรือพะยูนประจำการ อนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง

                 Talonnew : วันนี้ ( 24 ก.พ.) ที่อู่ต่อเรือ บริษัทอิตัลไทย มารีน จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ รองศาตราจารย์ นราพร  จันทร์โอชา ภรรยานายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประกอบพิธีกล่าวเชิญมิ่งขวัญสู่เรือ เจิมหัวเรือ ปิดทอง คล้องพวงมาลัย ผูกผ้าสามสี โปรยข้าวตอกดอกไม้ และตัดเชือกปล่อยขวดแชมเปญกระทบหัวเรือทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 804 หรือนามเรียกขานว่า "พะยูน" ลงน้ำ เป็นครั้งแรกตามขนมธรรมเนียมประเพณีทางเรืออันศักสิทธิ์ที่มีมายาวนาน พร้อมกับพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา บรรเลงเพลงมหาฤกษ์ เพื่อเป็นขวัญและความเป็นสิริมงคล โดยมี พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปล่อยเรือลงน้ำ พร้อมทั้งรับมอบเรือและขึ้นระวางประจำการเรือทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 804 (พะยูน) พร้อมทั้งข้าราชการจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานต่างๆเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก ณ อู่ต่อเรือ บริษัทอิตัลไทย มารีน จำกัด จ.สมุทรปราการ
พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า รือลำนี้จะใช้ในภารกิจส่งเสริมเผยแพร่ความรู้การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมถึงการตรวจสอบและควบคุมป้องกันการบุกรุกทำลายระบบนิเวศทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน
ด้านน.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า "เรือพะยูน"  เป็นเรือกลเดินทะเลความเร็วสูง  มีเครื่องอำนวยความสะดวกพร้อมอุปกรณ์ความปลอดภัย สำหรับสนับสนุนนักประดาน้ำ การฝึกดำน้ำ เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรใต้ทะเลอ่าวไทย
*****************************************

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559

เสน่ห์ชุมชนเก่าแก่ ริมคลองบางหลวง

           เสียงของผู้คนและรถยนตร์ที่เซ็งแซ่อยู่ตามฟุตปาธทางเท้า ป้ายรถประจำทาง ร้านค้าตึกแถว รวมถึงเสียงเครื่องจักร คนงานก่อสร้างที่กำลังเร่งสร้างเส้นทางรถไฟฟ้า อันจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ยืนยันว่าเมืองไทยไม่น้อยหน้าประเทศอื่นๆในโลก
เรื่องของความเจริญทางคมนาคมต่างๆ บนท้องถนนสายจรัญสนิทวงศ์ ฝั่งธนบุรี ที่แข่งกับเวลาหมุนไปอย่างรวดเร็วของของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอีกวันที่ผมอยู่บนรถโดยสารประจำทาง หรือรถเมล์ร้อน เป็นรถไม่ปรับอากาศ ผู้โดยสารไม่มากนักพอมีที่นั่งให้ผมได้ชมวิวข้างถนนได้อย่างเพลิดเพลินทีเดียว
แม้บางช่วงบางตอนของการเดินจะมีหลับๆตื่นๆพักสายตา เหมือนนักมวยพักยกบ้างก็ตาม แต่การนั่งรถเมล์ร้อนชมวิวกรุงเทพฯ ก็ทำให้ผมซึมซาบวิถีชีวิตส่วนหนึ่งของ
คนกรุงเทพฯได้อย่างดี เพราะทั้ง เสียงรถยนตร์ เสียงผู้คนที่ด่าทอกันตามท้องถนน และควันจากท่อไอเสียรถยนตร์ ไอร้อนจากแสงแดดช่วงเที่ยงบ่ายๆ สิ่งเรานี้ไม่สามารถสัมผัสได้ในห้องแอร์แน่นอนครับ
    ขณะที่นั่งคิดอะไรเพลินๆเรื่อยเปื่อยบนรถเมล์อันแสนอบอุ่นไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนไปแล้ว กระเป๋ารถเมล์คันที่ผมนั่งก็เดินมาบอกว่า "ป้ายหน้าจรัญสนิทวงศ์ซอย 3 ค่ะ เตรียมตัวลงได้เลยค่ะ" ผมลุกจากที่นั่งและพร้อมจะลงรถเมล์เพื่อไปยังที่
หมายแล้ว อ่อ..ตอนที่ขึ้นรถเมล์คันนี้มาผมบอกกับพี่กระเป๋ารถเมล์ว่า ถ้ายังไงถึงจรัญฯซอย 3 ช่วยบอกทีเถอะเพราะกลัวนั่งเลยป้าย ต้องขอขอบคุณจริงๆ เพราะถ้าไม่บอกผมวันนั้นนั่งเลยป้ายไปไกลแน่นอน แต่การเดินทางของยังไม่จบแค่นั่งรถเมล์ครับ เพราะยังต้องนั่งรถสองแถวแดงจากปากซอยจรัญฯซอย 3 เข้าไปอีกระยะหนึ่งทางเข้าซอยไปไม่ลึกมาก ผมนั่งชมวิวผู้คนการค้าการขายต่างๆตามหน้าตึกแถวระหว่างทางบนรถสองแถวก็ดูเพลิดเพลินและได้อรรถรสในการเดินทางวันนี้พอสมควรทีเดียว
             จนกระทั่งรถสองแถววิ่งมาจนสุดสายเพราะเป็นซอยตัน พอลงจากรถสองแถวผมเดินเท้าต่อเข้าซอยเล็กๆมานิดเดียวก็เจอสะพานปูนเล็กๆข้ามคลองบางกอกใหญ่ หรือ "คลองบางหลวง" ซึ่งตรงจุดละที่ผมจะมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ชุมชนคลองบางหลวง แขวงคูหาสวรรค์ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ หรือจะเรียกตลาดน้ำคลองบางหลวงก็คงไม่ผิดอะไร เพราะบ้านเรือนที่ปลูกเป็นห้องแถวไม้เรียงรายบริเวณริมคลองตั้งแต่สมัยโบราณจนกระทั่งปัจจุบันก็มี
สภาพของความเก่าตามกาลเวลา ให้เห็นร่องรอยของวิถีของคนยุคโบราณ และความเก่าแก่ของบ้านไม้ห้องแถวที่เห็นอยู่เบื้องหน้าในวันนั้นก็ทำให้ผมอยากจะก้าวเท้าผ่านอย่างช้าๆเพื่อสัมผัสกลิ่นไอวัฒนธรรมความเก่าแก่ของคนโบราณที่ยังพอหลงเหลือให้สัมผัสอยู่
          แม้ในวันนี้ห้องแถวแต่ละบ้านจะปรับเปลี่ยนมาค้าขายสิ่งต่างๆ ทั้งอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้า ร้านตัดผม เสริมสวย นวดฝ่าเท้า ร้านกาแฟนั่งชิวๆ ร้านโชห่วยพื้นบ้าน รวมถึงงานศิลปะต่างๆ สิ่ง
ต่างๆเหล่านี้ เมื่อมองรวมๆกันแล้วล้วนเติมเต็มเสน่ห์ให้ "ชุมชนคลองบางหลวง" เมื่อได้มาเยือนแล้วก็อยากจะกลับมาเดินดูวิถีชุมชนและนั่งมองสายน้ำคลองบางหลวงให้สุขใจอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนประวัติ "คลองบางหลวง" หรือคลองบางกอกใหญ่ มีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตรเป็นคลองที่กว้างใหญ่กว่าคลองที่อยู่ละแวกใกล้เคียง เพราะเป็นทางออกของแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิม หรือแยกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งขวาของป้อมวิชัยประสิทธิ์ไปสิ้นสุดที่
คลองมอญ ตรงข้ามปากคลองชักพระ ในสมัยพระชัยราชาธิราช พ.ศ. 2065 โปรดเกล้าให้ขุดคลองลัด เรียกว่า "ลัดบางกอก" ระหว่างคุ้งแม่น้ำที่เคยเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมตั้งแต่ปากคลองบางกอกน้อย  ตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปจนถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน
โดยแม่น้ำเจ้าพระยาสายเดิมจะอ้อมเลียวจากหน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นคุ้งกว้างมาทะลุออกข้างวัดท้ายตลาด จากปากคลองบางกอกน้อยมาบรรจบบริเวณปากคลองบางกอกใหญ่ ทำให้เกิดแม่น้ำ
สายใหม่ขึ้นตั้งแต่บริเวณโรงพยาบาลศิริราชถึงหน้าวัดอรุณราชวราราม และเพื่อเป็นการย่นระยะทางในการเดินทางและอำนวยความสะดวกให้กับพ่อค้า รวมถึงบรรดาต่างชาติทูตชาวตะวันตกที่เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายกับไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในสมัยนั้น
            ส่วนแม่น้ำเจ้าพระยาเดิมก็เล็กลงกลายเป็นคลองบางกอกน้อยและคลองบางกอกใหญ่ ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน ราชสำนักย้ายมาอยู่ที่กรุงธนบุรี คลองบางกอกใหญ่กลาย
มาเป็นชุมชนของข้าหลวง และโปรดเกล้าให้บรรดาคนจีนซึ่งได้เคยช่วยเหลือพระองค์มาตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกกันติดปากว่า "คลองบางข้าหลวง" หรือ "คลองบางหลวง" สืบมาถึงในปัจจุบัน และต่อมารัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร กำหนดให้คลองบางกอกใหญ่เป็นคลองสำคัญซึ่งจะต้องอนุรักษ์ไว้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2510 ปากคลองบางกอกใหญ่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางฝั่งขวาของป้อมวิไชยประสิทธิ์ ไปสิ้นสุดที่คลองมอญ ตรง
ข้ามปากคลองชักพระมีความยาวประมาณ 6 กิโลเมตร
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนอำลากันและกล่าวคำว่าสวัสดี ในวันที่มาเยือน "ชุมชนคลองบางหลวง" นอกจากผมจะได้ทำบุญด้วยการซื้ออาหารให้ปลาในคลองแล้ว ยังมีโอกาสได้เข้าไปนั่งพักผ่อนกินกาแฟ รวมถึงเดินดูงานศิลปะต่างๆภายในบ้านศิลปินก็เพลินทีเดียว บ้านศิลปินเป็นบ้านตระกูลช่างทองเก่าแก่ และยังคงสภาพเก่าของตัวอาคารไว้ได้อย่างสมบูรณ์ ด้านบนของตัวอาคารเปิดเป็น แกลเลอรี่ แสดงงานศิลปะทั้ง
ภาพวาดและภาพถ่ายให้ ได้ชมกัน ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อโปสการ์ดต่างๆ ของที่ระลึกต่างๆ สมุดทำมือ หรือถ้าเมื่อยก็นั่งพักผ่อนตรงมุมร้านกาแฟ เหมือนผมนั่งจิบกาแฟ ชมวิวทิวทัศน์ ริมคลอง และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอย่าง เรียบง่ายริมน้ำที่หาดูได้ยากเต็มทีในยุคสมัยนี้ วันนั้นขณะนั่งดื่มน้ำอารมณ์ศิลป์ขึ้นก็เลยนั่งวาดรูปในสมุดบันทึกของตัวเองได้งานศิลปะกลับบ้านชิ้นนึงก็ถือว่าคุ้มค่ากับการได้มาเยือน "ชุมชนคลองบางหลวง" จริงๆ...!!!
"นายตะลอน"
*************************************************

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เสน่ห์ศิลปะ ร้านกาแฟบันดาลใจ

         เรื่องราวของภาพประกอบถือได้ว่ามีความสำคัญต่อสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด อาทิ หนังสือต่างๆ พ๊อกเก็ตบุ๊ค นิตยสาร หนังสือพิมพ์ ตลอดจนงานสิ่งพิมพ์ทุกชนิด รวมถึงสื่อออนไลน์ เว็บไซต์  การออกแบบโฆษณาและอื่นๆ อีกมากมาย เพราะภาพประกอบมีความหมายทั้งความงาม และจิตวิทยา ที่ศิลปิน นักออกแบบ และนักวาดภาพประกอบได้สร้างสรรค์งาน ทำให้มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ สามารถรับรู้การสื่อสารได้ง่าย น่าสนใจ และถูกสื่อไปถึงข้อความเรื่องราวในสื่อนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงทำให้เกิดความน่าเชื่อถืออีกด้วย
            ย้อนกลับไปในอดีตสมัยโบราณ มนุษย์เราก็มีการขีดเขียนภาพลงบนวัสดุต่างๆ เท่าที่หาได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งผนังถ้ำวาดเป็นรูปต่างๆ เพื่อบอกเล่าถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะนั้น ซึ่งภาพเหล่านั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็นภาพประกอบบอกเล่าเพื่อการสื่อสารของมนุษย์ยุคนั้นๆ ก็ว่าได้ ขณะที่นักวาดภาพประกอบในปัจจุบันจะมีวิธีการสร้างงานของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป ทั้งเทคนิคและวิธีการ รวมถึงการสร้างแรงบันดาลใจด้วย

             ช่วงแดดร่มๆ ตอนเย็นๆ ตรงกับวันศุกร์ (15 ธ.ค.58) และเป็นวันที่การจราจรหนาแน่นอย่างมาก สำหรับเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนกำลังเลิกงานกลับบ้านกัน แถมยังเป็นวันศุกร์กลางเดือนด้วย ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกวันนี้ว่าเป็นวันศุกร์แห่งชาติ เนื่องจากถูกเปรียบเปรยว่าเป็นวันที่รถติดมาก ผู้คนแย่งชิงกันขึ้นรถโดยสารประจำทาง ทั้งรถเมล์ รถตู้กันอย่างเนืองแน่น ภาพเหตุการณ์เหล่านี้คงไม่ต้องวาดภาพประกอบให้ดูกัน เพราะแค่นึกภาพตามที่ผมบอกเล่า
ผ่านตัวหนังสือ เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงนึกออกกันแล้ว
วันนั้นผมมีโอกาสไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านปทุมวัน เพื่อร่วมงานเปิดนิทรรศการ Cafe Puzzle: นิทรรศการภาพวาดประกอบของ "จิริ ซลิว่า" (Jiri Sliva) นักวาดภาพประกอบ และนักเขียนการ์ตูน ผู้มีชื่อเสียงชาวเชก ที่จัดแสดงขึ้นระหว่างวันที่ 15-30 ธ.ค.58 บริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดโดยฝ่ายกิจกรรมเครือข่าย หอศิลป

วัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเชกประจำประเทศไทย
โดยการจัดนิทรรศการประกอบด้วยภาพวาดที่ขบขันเทคนิคลิโธกราฟฟี สู่กระบวนการภาพพิมพ์หินหลายสิบชิ้นที่ "จิริ ซลิว่า" หลงใหลมานานเกือบ 40 ปี เพื่อถ่ายทอดให้เห็นถึงบรรยากาศ ความอบอวลของร้านกาแฟ และเพื่อให้คนไทยได้สัมผัสถึงเสน่ห์ของการทำงานศิลปะภาพพิมพ์หิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ร้านกาแฟ เพื่อถ่ายทอดให้เห็นถึงบรรยากาศ ความอบอวลของ

ร้านกาแฟ ที่ได้แรงบันดาลใจจากร้านกาแฟ หรือคาเฟ่ ซึ่งเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ "จิริ ซลิว่า" ชื่นชอบมากที่สุด และอีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่สำคัญคือ ดนตรีแจ๊ส เพราะตัวเขาเองก็เป็นนักดนตรีแจ๊สด้วย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในวันเปิดงานนิทรรศการของ "จิริ ซลิว่า" จะมีการแสดงดนตรีแจ๊ส จากวง Mahidol Jazz Trio มหาวิทยาลัยมหิดล จนทำให้บรรยากาศของงานวันนั้นเหมือนอยู่ในร้านกาแฟและคาเฟ่ ทำให้วันเปิดงานดูอบอุ่นจริงๆ ครับ
นอกจากนี้ การจัดนิทรรศการในครั้งนี้ ก็เพื่อให้คนไทยได้รู้จักกับผลงานภาพวาดประกอบของ "จิริ ซลิว่า" ซึ่งมีผลงานที่โดดเด่นด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความหมายและรายละเอียดที่น่าทึ่งทีเดียว และเขาเองก็เป็นนักประพันธ์เรื่องขบขัน ผู้ชื่นชอบการวาดภาพมากกว่าการบรรยาย โดย"จิริ ซลิว่า" ได้สร้างสรรค์ผลงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและโดดเด่น และเขามีผลงานการเขียนหนังสือการ์ตูน จำนวน 13 เล่ม ซึ่งได้ตีพิมพ์ทั้งในสาธารณรัฐเชก เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์
รัสเซีย และฝรั่งเศส ซึ่งผลงานภาพเขียนของ"จิริ ซลิว่า" ปรากฏอยู่ในหน้าหนังสือมากกว่า 150 เล่ม รวมทั้งหนังสือพิมพ์ของประเทศเชกหลากหลายฉบับและนิตยสารต่างประเทศด้วย
ผมมีโอกาสเดินชมงานของ "จิริ ซลิว่า" ที่จัดแสดงบริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 ของหอศิลปวัฒนธรรมฯ อยากบอกว่าช่างแสนเพลิดเพลินทีเดียว เพราะแต่ละภาพที่นักวาดภาพประกอบชาวเชกท่านนี้วาดออกมาแต่ละภาพ จะเน้นการวาดภาพ
ประกอบในการ์ตูนและภาพประกอบหนังสือ ซึ่งภาพบางภาพสามารถเล่าถึงเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ ผ่านลายเส้นเพียงไม่กี่เส้น สร้างสรรค์ผลงานที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและโดดเด่นด้วยพื้นฐานที่เรียบง่าย แต่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวด้วยลายเส้นที่เรียบง่าย และบางภาพของ "จิริ ซลิว่า" ก็เต็มไปด้วยรายละเอียดและความชัดเจน ภาพแต่ละภาพสามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากแฝงไว้ซึ่งอารมณ์ขันแล้ว หากแต่มองให้ลึกลงไปแต่ละภาพยังเป็นการ
จินตนาการที่ถ่ายทอดออกมาในลักษณะงานเซอร์เรียลลิซึม (Surrealism) เป็นงานศิลปะที่ถ่ายทอดเรื่องราวเหนือจริง หรือเหนือธรรมชาติ
ขณะที่ "จิริ ซลิว่า" พาชมงานของเขา มีอยู่ภาพหนึ่งซึ่งเป็นต้นไม้และมีหัวคนโผล่บนยอดไม้เต็มไปหมด ส่วนใต้ดินก็มีรากของต้นไม้โผล่ออกจากขวดไวน์จำนวนมาก ผมถาม "จิริ ซลิว่า" งานของคุณเป็นลักษณะเหนือจริง ในขณะที่คุณวาดภาพนี้ อะไรคือแรงบันดาลใจตอนนั้น "จิริ ซลิว่า" ก็ตอบผมว่า ตอนนั้นผมไม่ได้มีแรงบันดาลใจอะไรเลย "เพียงแต่คิดว่าในโรงงานทำไวน์ คนงานคงมีความสุขมากกับการได้ทำไวน์ ก็เลยถ่ายทอดงานออกมาในลักษณะที่เห็น" นักวาดภาพประกอบชาวเชก บอกผม


"จิริ ซลิว่า" ยังบอกว่าการทำงานภาพพิมพ์หินต้องใช้เวลาเป็น 1-3 วัน แต่พองานเสร็จแล้ว ตนเองสามารถนำชิ้นงานมาจัดแสดงในนิทรรศการได้ในหลายสถานที่ ซึ่งขณะนี้ศิลปะแนวนี้กำลังเริ่มเป็นที่นิยมเฉพาะกลุ่มมากขึ้น และแม้งานภาพพิมพ์หินจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ก็ดึงดูดเพื่อนร่วมงานให้โคจรมาพบปะกัน มาวาดภาพบนหินและวันต่อไปก็มาพิมพ์ ทำให้พวกเราเหมือนสังคมเล็กๆ อีกสังคมหนึ่ง
"เมื่อหินเข้าไปในเครื่องจักร แน่นอนว่าเราไม่สามารถนำหินกลับเข้ามาได้อีก และเมื่อเราเติมสีที่ 2 และ 3 ตามลงไป รวมถึงสีอื่นๆ อีกเกือบๆ 50 ครั้ง ซึ่งใช้เวลานาน ขณะที่ศิลปินคนอื่นๆ ก็เตรียมสีแรกบนหิน ระหว่างรองานของอีกคนออกจากเครื่องจักร มันเป็นสังคมที่สวยงาม" จิริ ซลิว่า บอกทิ้งท้าย
   นอกจากนี้ ก่อนเปิดนิทรรศการยังมีกิจกรรมเวิร์คช็อปเชิงปฏิบัติการร่วมกับนักศึกษาศิลปะ ซึ่งนักศึกษาจะได้ทำงานของตัวเองเพื่อสร้างสรรค์ภาพวาดให้ตรงกับหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย ก่อนที่ "จิริ ซลิว่า" จะตรวจดูผลงานและพูดคุยกับนักศึกษาเพื่อแนะนำให้ความคิดเห็น และปิดท้ายด้วยการวิจารณ์ผลงานแบบกลุ่ม รวมถึงพานักศึกษาชมนิทรรศการด้วยตัวเขาเองด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ขอเชิญชวนผู้สนใจให้มาชมนิทรรศการภาพวาดประกอบของ "จิริ ซลิว่า" ซึ่งจะจัดแสดงจนถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 นี้ ณ บริเวณผนังโค้ง ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร พ่วงท้ายด้วยนิทรรศการโลกแห่งเวทมนตร์: ภาพประกอบหนังสือเด็กภาษาเชก ที่จัดแสดงบริเวณผนังโค้ง ชั้น 4-5 ของหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 มกราคม 2559 โดยภาพวาดประกอบหนังสือสำหรับเด็กของศิลปินเชกที่รวบรวมมาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงภาพประกอบหนังสือเด็กที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา และภาพประกอบหนังสือเด็กหลายภาพที่นำมาจัดแสดงเป็นผลงานที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากนิทรรศการและเทศกาลหนังสือเด็กนานาชาติในหลายๆ ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
                                           นายตะลอน
*******************************************************

วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ยธ.ลุยแก้อาชีวะตีกัน ยุคก่อนทิ่มกันแค่เจ็บ

          เสียงก้อนหินหลากหลายก้อนลอยละลิ่วกระทบกับกระจกรถเมล์บางสาย (รถโดยสารประจำทาง) ดังสนั่น บริเวณย่านสามแยกไฟสาย มุ่งสู่เส้นทางถนนอิสรภาพที่เข้าสู่สี่แยกพรานนก เขตบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี กรุงเทพฯ 
ความแรงของก้อนหินที่พุ่งใส่ ทำให้กระจกหน้าต่างรถเมล์หลายบานแตกกระจาย พร้อมๆ กับเสียงของผู้โดยสารบนรถเมล์คันนั้นหลายสิบชีวิตทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ และเด็ก ที่กรีดร้องด้วยความตกใจแข่งกับเสียงของก้อนหิน ไม้ขนาดต่างๆ ที่ถาโถมเข้าใส่รถเมล์คันนี้อย่างบ้าคลั่ง โดยมีเป้าหมายที่ต้องการทำร้ายนักเรียนโรงเรียนศิลปะปิ่นเกล้ากว่าสิบชีวิตที่โดยสารมากับรถเมล์คันดังกล่าว หลังจากเลิกเรียนเพื่อกลับบ้าน โดยมีจุดหมายปลายทางที่สี่แยกบ้านแขก วงเวียนใหญ่
          ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในนักเรียนศิลปะฯ ที่อยู่บนรถเมล์ขณะนั้น วันนั้นพวกเราได้แต่หลบก้อนหิน และตั้งรับบริเวณประตูหน้า-หลังของรถเมล์คันดังกล่าว เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายขึ้นมาทำร้ายใครบนรถเมล์ได้ หลังจากพายุหินของโรงเรียนอาชีวะต่างสถาบันแห่งหนึ่งยกพวกมาเกือบๆ 60 คนเห็นจะได้ เริ่มซาลง พวกเราจึงลงจากรถทั้งหมด โชคดีที่อีกฝ่ายไม่ยอมปะทะด้วย พากันวิ่งหลบหนีเข้าตามตรอกซอกซอยกันหมด ไม่เช่นนั้นคงต้องมีคนบาดเจ็บอีกจำนวนมาก จากเหตุปะทะที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกแล้วอย่างแน่นอน พวกเรากลับมาที่รถเมล์คันเดิม เพื่อดูว่ามีใครได้รับบาดเจ็บจากการปาก้อนหินหรือไม่ ตอนนั้นดีใจมากที่ไม่มีใครหรือผู้สารคนไหนได้รับบาดเจ็บเพราะโดนลูกหลง นอกจากยังมีอาการตกใจ ซึ่งเห็นได้จากสีหน้าของผู้โดยสารบางคนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นพายุก้อนหินก็สร้างความเสียหาย ทำให้กระจกรถเมล์แตกเกือบรอบคันทีเดียว
     และนี่ก็เป็นเพียงแค่เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับผมนานกว่า 20 ปีมาแล้ว ขณะเป็นนักเรียนอาชีวะ ซึ่งสมัยนั้นไม่เหมือนกับนักเรียนอาชีวะยุคปัจจุบัน เพราะไม่มีให้เห็นกันหรอกที่จะมาเอาชีวิตกันอย่างไร้เหตุผล
ยุคก่อนการทะเลาะวิวาทกันก็แค่ทิ่มกันด้วยหมัด หวดกันด้วยไม้ ขนาดมีดยังไม่อยากพกพากันเลย ทำกันแค่พอเจ็บ แค่ให้อายกันพอ ไม่ทำกันถึงตาย หรือการเอาก้อนหินปารถเมล์ หากพวกไหนทำ ก็จะถูกประณามจากนักเรียนกลุ่มอื่นๆ ที่อยู่อาชีวะต่างสถาบัน และยังถูกมองว่าเป็นพวกพฤติกรรมของพวกกระจอก "ไม่แมน" หรือ "ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" อีกด้วย นับประสาอะไรกับอาชีวะยุคปัจจุบันที่ซิ่งรถจักรยานยนต์ใช้อาวุธปืนไล่ฆ่ากันเลียนแบบในหนังหรือภาพยนตร์นั้น ลองคิดดูเล่นๆ ว่า
พฤติกรรมดังกล่าวใช่ "ลูกผู้ชาย" หรือไม่
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ขณะที่ผมนั่งคิดอะไรเพลินๆ ถึงสมัยวัยเยาว์ช่วงเป็นนักเรียนอาชีวะ ที่บริเวณหน้าห้องประชุม กระทรวงยุติธรรม อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ เมื่อเร็วๆ นี้ ( 8 ธ.ค.58) ระหว่างรอรายละเอียดผลการประชุมพิจารณามาตรการทางกฎหมายและหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ที่มี "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม และ "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมร่วมกันในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษา ครั้งแรก (ครั้งที่ 1/2558) โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สื่อมวลชนบางคนระหว่างรอทำข่าวจะพักสายตากันเป็นทิวแถวเลยทีเดียว
   "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ศึกษาธิการ บอกว่า การประชุมในครั้งนี้
เนื่องจาก "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้ "รมว.ยุติธรรม" ศึกษาข้อกฎหมายและมาตรการแก้ไขปัญหาเหตุนักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทว่า มีกฎหมายอะไรบ้างที่จะเอื้อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถทำให้สถิตินักเรียนนักศึกษาทะเลาะวิวาทหรือตีกันลดลงได้แล้ว เป็นมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขตั้งแต่ปี 2557 และปัจจุบันเหตุทะเลาะวิวาทที่มีอยู่จะศึกษาดูอีกครั้งว่าสถาบันแต่ละแห่งไม่สามารถทำตรงไหนได้บ้าง หละหลวมตรงไหนบ้าง ซึ่งจะเข้าไปดูในเรื่องนี้
  "พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา" รมว.ยุติธรรม บอกว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้พิจารณาปรับปรุงกฎกระทรวง
ศึกษาธิการที่ออกตามความในมาตรา 63 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนนักศึกษาและสร้างความปลอดภัยในสังคม 2.สนับสนุนให้พิจารณาใช้มาตรการกำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อเยาวชนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 โดยให้ ศธ. กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน สำนักงาน


ตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ร่วมกันพิจารณาเสนอแนวทางในการดำเนินการ 3.เห็นชอบให้มีการศึกษามาตรการ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2550 ที่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทในการพัฒนานักเรียนและนักศึกษาเพิ่มเติม
  รมว.ยุติธรรม บอกอีกว่า 4.เห็นควรให้ผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบในปัญหานี้ หากปล่อยปละละเลยหรือยินยอมให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมทะเลาะวิวาท ตามนัยมาตรา 26(3) และมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และให้พิจารณาแนวทางของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 22/2558 ประกอบการปรับปรุงแก้ไขด้วย 5.ศธ.จะพิจารณาบทบาทตามกฎหมายของศูนย์เสมารักษ์ หรือสารวัตรนักเรียนเดิม ว่าจะเพิ่มอำนาจหน้าที่ได้อย่างไรบ้าง และสามารถตั้งสารวัตรนักเรียนให้เป็นผู้ช่วยพนักงานได้หรือไม่ และ 6.เห็นชอบให้พิจารณาประเด็นที่บุคคลภายนอกเข้ามามีอิทธิพลในทำนองยุยงส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษากระทำผิดว่า ควรกำหนดมาตรการขยายผลอย่างไร และควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมโทษในเรื่องนี้หรือไม่
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษานั้น ถือเป็น "ปัญหาโลกแตก" ที่มีกันมานานตั้งแต่ยุคคุณปู่ จนถึงรุ่นหลาน เหลน โหลน สู่ยุคปัจจุบัน ทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศก็พยายามแก้ไขปัญหาที่ว่า แต่ก็ดูเหมือนบางครั้งก็แก้ไม่ตรงจุด โดยเฉพาะการสั่งยุบหรือสั่งปิดโรงเรียนอาชีวะหลายแห่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ถือว่า "เกาไม่ถูกที่คันอย่างมาก" เพราะเป็นการทำงานลักษณะ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" 
ครั้งนี้ ในรัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์" จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้เป็นรูปธรรมมากน้อยแค่ไหนนั้น ขณะที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นรูปธรรมมากกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพราะ "พล.อ.ไพบูลย์" ระบุชัดการแก้ปัญหาจะเน้นไปในแนวทางของการป้องกัน เป็นมาตรการเชิงบวก ไม่ใช่ลักษณะของการบังคับใช้รุนแรง ส่วนในแง่ของกฎหมายมีอยู่ราวๆ 5-6 ประเด็น ผู้เกี่ยวข้องมีนักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา และพวกศิษย์เก่า ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่จะต้องศึกษาแต่ละเรื่องจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการหามาตรการ "ล้อมคอกแข็งแรง" ในการแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียนนักศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมเสียที...!!!
                                      "นายตะลอน"
**************************************************