วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

อิ่มบุญ "มาฆบูชา" วันสำคัญชาวพุทธ

          ม้ในวงการพระสงฆ์ หรือวงการผ้าเหลืองของบ้านเราขณะนี้ จะมีข่าวคราวความขัดแย้งให้ได้ยิน ได้ฟังจนเกรียวกราว รวมถึงข่าวคราวของพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ที่สร้างความฉาว ความเสื่อมให้กับวงการพระพุทธศาสนาออกมาเป็นระยะๆ ก็ตามที
           แต่นั่นก็คงเป็นเพียงส่วนน้อยนิดในหมู่ของพระสงฆ์จำนวนมากที่เกิดขึ้นกับวงการพระสงฆ์ไทย "วันมาฆบูชา" ซึ่งตรงกับวันพุธที่ 4 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ตามปฏิทินทางจันทรคติของไทยนั้น จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งของชาวพุทธ และเป็นวันดีๆ ที่ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไปทําบุญตักบาตร ทำให้เกิดความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก

         ช่วงเช้าของวันนั้นผมเลือกที่จะเดินทางมาทำบุญที่ "วัดนาวง" หรือวัดราษฎร์นาวง หรือแต่เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ถนนนาวงประชาพัฒนา ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ติดกับท้องที่เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ที่สำคัญ ผมไม่ต้องเตรียมข้าวของจากบ้านมาใส่บาตรที่วัด คือ มาเลือกซื้อจากพ่อค้า แม่ขาย ที่มาขายของกินต่างๆ ภายในวัดนาวงเพื่อใส่บาตร ก็สะดวกสบายดีครับ สำหรับวัดนาวง หรือวัดราษฎร์นาวง เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ประวัติชื่อนี้เรียกตามที่ตั้งของวัด ซึ่งเคยเป็นโรงหีบอ้อย และบริเวณ
ของวัดโดยรอบก็เคยเป็นไร่อ้อยเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ต่อมาภายหลังเลิกกิจการปลูกอ้อยมาทำนาแทน ชาวบ้านจึงเรียก "วัดราษฎร์นาวงษ์" เป็น "วัดนาวง" ตามสภาพแวดล้อมตั้งแต่นั้นมา
 จากการสืบค้นข้อมูลมีการกล่าวกันว่าไร่อ้อยในท้องทุ่งหลักหก-ดอนเมืองนั้น ปลูกโดยพระพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมท่าซ้าย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์เป็นพ่อค้าเชื้อสายจีน เดินทางขึ้นล่องค้าขายในแถบประเทศ
ใกล้เคียง โดยอาศัยสำเภาขนส่งสินค้าทางทะเล ท่านประสงค์จะปลูกสร้างบ้านพักอาศัยที่ท่านเป็นผู้ออกแบบเอง โดยใช้ประสบการณ์ที่ท่านได้เคยเห็นมาระหว่างเดินทางค้าขายไปในที่ต่างๆ บ้านที่ท่านต้องการสร้างมีลักษณะเป็นอาคารก่อด้วยอิฐ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีปูนซิเมนต์ใช้ การก่ออิฐจะเชื่อมประสานด้วยทราย ปูนขาว ผสมน้ำอ้อย ฉะนั้นจะต้องใช้น้ำอ้อยในปริมาณมาก ท่านจึงนำชาวจีนมาทำไร่อ้อยในทุ่งหลักหก-ดอนเมือง และตั้งโรงหีบอ้อยขึ้นมาในทุ่งหลักหก-ดอนเมืองแห่งนี้

         พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ หรือโต สนใจทางเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าว จึงได้ว่าจ้างคนจีนจากเมืองจีน โดยใช้เรือสำเภาของท่านเองมาไว้ที่ทุ่งรังสิต ให้ทำงานขุดคลองส่งน้ำทำนา เพื่อทำนาให้ได้สองครั้งตามท่านต้องการ แต่โอกาสไม่อำนวย ท่านได้สิ้นชีวิตเสียก่อนงานสำเร็จ ต่อมาพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ได้แต่งงานกับคุณหญิงสิน มีธิดาชื่อ คุณปุก ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับท่านเจ้าสัวกิมซัว มีบุตรและธิดา 2 คน คือ คุณนายอุ่น และคุณหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง และต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุล
 "โปษยะจินดา" คุณหลวงนาวาเกนิกรได้ทำการสมรสกับคุณนายนวม ก่อนพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์สิ้นชีวิต ท่านได้ปลูกอ้อยในท้องนาจำนวนมากและส่งเข้าโรงหีบอ้อย นำน้ำอ้อยส่งไปที่ท้องที่ราชวงค์ เพื่อผสมกับทรายและปูนขาว สร้างบ้านราชวงค์ ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีปูนซิเมนต์ พื้นที่ที่เป็นโรงหีบอ้อยนี้ ปัจจุบันเป็นวัดนาวง ซึ่งพื้นที่ที่ใช้ปลูกอ้อยก็คือ พื้นที่บริเวณรอบวัดนาวง และบริเวณวัดทั้งหมดนั่นเอง
หลังจากเลิกกิจการปลูกอ้อยแล้ว ลูกหลานของพระยาพิสณห์

นำโดยหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง โปษยะจินดา ครอบครัวและญาติมิตรได้สร้างวัดนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2443 เพื่อสืบต่อพุทธพระศาสนาไว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของสาธุชนต่อไปภายภาคหน้า และเมื่อสร้างวัดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ตั้งชื่อวัดที่ที่ได้สร้างขึ้นนี้ว่า "วัดราษฎร์นาวง" พร้อมทั้งได้ถวายทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในที่นี้ไว้เป็นสมบัติของวัด โดยเฉพาะที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่รวม 377 ไร่เศษ และได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จากสำนักวัดใกล้เคียงมาอยู่จำพรรษาบำเพ็ญสมณกิจตั้งแต่ พ.ศ.2443 นั้น
เป็นต้นมา เมื่อเจ้าอาวาสวัดโรงหีบรูปแรกมรณภาพลง พระอุปัชฌาย์ส่ง "พระครูเหมือน" ไปเป็นเจ้าอาวาส ท่านทำการบูรณะวัดให้ดีขึ้น จัดการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรและศิษย์ อุบาสก อุบาสิกาให้อยู่ในธรรมวินัย โดยได้รับการสนับสนุนจากลูกหลานพระยาพิสณห์
"หลวงปู่เหมือน" ได้ใช้วิช าที่ศึกษามาทั้งแพทย์แผนโบราณ ดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยโดยไม่คิดมูลค่า เพราะสมัยนั้นทุ่งหลักหกอยู่ห่างไกลความเจริญมาก ท่านใช้วิชาวิปัสสนากรรมฐานช่วยปัดเป่าทุกข์ สร้างสุขให้แก่ประชาชน

และได้สร้างเหรียญหลวงปู่เหมือน เพื่อหารายได้สร้างโรงเรียนวัดนาวงจนสำเร็จ ทำให้เด็กๆ ได้รับการศึกษา เป็นกำลังของชาติในอนาคต
  "หลวงปู่เหมือน" เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้ตั้งอยู่ในคุณธรรม มีเมตตา กรุณา เป็นนิจต่อบุคคลและสัตว์ทั่วไป แต่ชีวิตของท่านก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป เพราะเป็นธรรมดาของสังขารย่อมตกอยู่ในไตรลักษณ์ ต่อมาท่านก็ได้เริ่มอาพาธเรื่อยๆ มา แม้จะมีแพทย์ปัจจุบันและแผนโบราณที่ดี ก็ไม่ทำให้ท่านหายได้ ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงในคืนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2502 เวลา 23.30 น. ด้วยอาการอันสงบที่วัดนาวง ซึ่งท่านได้อยู่ในสมณเพศ 59 พรรษา รวมอายุของท่านได้ 80 ปี
สำหรับความหมาย "วันมาฆบูชา" หมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน 3 เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ และมีความสำคัญ คือ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 1,250 รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกัน ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส
ส่วนประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือนขณะนั้น
เมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน 3 ในเวลาบ่าย
         พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้ามาประชุมพร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ 1.วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3, 2.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย, 3.พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6, และ 4.พระสงฆ์ทั้งหมด
เป็นผู้ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เพราะเหตุที่มีองค์ประกอบสำคัญดังกล่าว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต และในโอกาสนี้พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประกาศหลักการอุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันมาฆบูชาที่ผ่านมา นอกจากผมจะได้มาทำบุญตักบาตรที่วัดนาวงแล้ว ช่วงตอนหัวค่ำวันเดียวกัน ก็มีโอกาสได้มาประกอบพิธีเวียนเทียนที่วัดแห่งนี้อีก
ด้วย ซึ่งการเตรียมตัวก่อนประกอบพิธีเวียนเทียน ก็ควรอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่ เตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องบูชาให้เรียบร้อย เมื่อถึงวัดแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอันไม่เหมาะสม ที่สำคัญ ความหมายการเวียนเทียน "วันมาฆบูชา"  เวียนเทียน รอบที่ 1 ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาบทอิติปิโส ภะคะวาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ เวียนเทียน รอบที่ 2 ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม ภาวนาบทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ และเวียนเทียน รอบที่ 3 ให้รำลึกคุณพระสงฆ์ ภาวนาบทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ ระหว่างนั้นต้องทำจิตใจให้สงบ แน่วแน่กับบทบูชา...
            "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้คงต้องกล่าวอำลากันไปก่อน ส่วนครั้งหน้าผมจะนำเรื่องราวอะไรมาเขียนบอกเล่านั้น อย่าลืมติดตามกันครับ...!!!
นวย เมืองธน
**********************************************

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

เร่งสางงาช้างผิดกม. หวัง"ไซเตส"เข้าใจ

         "งาช้าง" (Ivory) จัดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของช้าง ซึ่ง "งาช้าง" ก็คือฟันหน้าหรือฟันเขี้ยวของช้างที่งอกออกจากขากรรไกรบนข้างละอัน จะปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อช้างอายุ 2 ปีขึ้นไป มีลักษณะยาวรี สีเหลืองอ่อนๆ หรือสีครีม จากเหตุความเชื่อและค่านิยมของมนุษย์ ส่งผลให้ "งาช้าง" มีราคาแพง ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง และเครื่องตกแต่งบ้านเป็นอย่างมาก จนทำให้ช้างจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากทวีปแอฟริกา ถูกล่าฆ่าชีวิตเพื่อเอา "งาช้าง" 
             การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES) ได้มีข้อตกลงเรียกร้องให้ประเทศไทยออกกฏหมายเพื่อปกป้องประชากรช้าง ด้วยการสกัดกั้นการค้างาช้างผิดกฏหมายจากทวีปแอฟริกาไม่ให้เข้ามาภายในประเทศไทย โดยทางไซเตสเองก็ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยจัดทำระบบการลงทะเบียนสำหรับงาช้างภายในประเทศ และการลงทะเบียนผู้ค้าขายสินค้าจากงาช้าง เพื่อเพิ่มความรัดกุมในการแก้ปัญหา ซึ่งหากประเทศไทย
ไม่ตื่นตัวก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจคว่ำบาตรทางการค้ากับประเทศไทย แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าขายชนิดพันธุ์ต่างๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงประเภทไม้ประดับ อาทิ กล้วยไม้และเครื่องหนังจากสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย
  จากข้อมูลของต่างประเทศ ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลไทยก็คงต้องตื่นตัวกัน เพราะมีข้อกล่าวหาที่ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดค้างาช้างที่ไม่มีการควบคุมขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งการค้าขายงาช้างในไทยจำนวนมากเป็นการค้างาช้างที่ได้จากการฆ่าช้างแอฟริกาแล้วถูกลักลอบนำเข้ามายังตลาดภายในประเทศ แถมยังระบุว่า ที่ผ่านมากฏหมายไทยอนุญาตให้งาช้างที่ได้มาจากช้างบ้านนั้น สามารถค้าขายได้อย่างถูกกฏหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้เกิดการนำงาช้างแอฟริกามาสวมขายผ่านร้านค้าต่างๆ ในประเทศไทย
  ผมหยิบยกเรื่อง "งาช้าง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงานกิจกรรมรณรงค์การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้าง เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมายค้างาช้าง โดยมี
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน
และมี "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน นอกจากนี้ ยังมี "มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) "นิพนธ์ โชติบาล" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อช.) พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
ที่ผ่านมา ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บอกว่า ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ช่วยเหลือการสู้รบในอดีตของบรรพบุรุษไทย มีความสำคัญต่อบ้านเมือง ช้างศึกสมัยโบราณ ถ้าเปรียบเทียบก็คงเหมือนรถถังในปัจจุบัน และในอดีตก็เคยมีรูปช้างบนธงชาติไทย ซึ่งไซเตสได้ให้ความสำคัญและแนะนำการแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องดีที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้ การแก้ปัญหางาช้างที่ผ่านมา
ถือว่าดีแล้ว และอยากให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ช่วยแก้ปัญหาสัตว์ป่าอื่นๆ นอกจากช้างด้วย อยากขอให้ทุกคนรักช้าง อยู่ร่วมกับช้างให้ได้ แม้บางครั้งจะมีปัญหาในการอยู่ร่วมกันก็ตาม
  "นายกรัฐมนตรี" บอกอีกว่า ไซเตสแจ้งเตือนปัญหาการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2556 แล้ว แต่ในปี 2557 ประเทศไทยมีปัญหาการทะเลาะกัน จึงไม่มีใครสนใจแก้ปัญหาช้าง ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขให้ได้ เพราะปัญหางาช้างใน
ประเทศไทยมีมานานแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว โดยรัฐบาลเน้นแก้ปัญหาการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทย ด้วยการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันรักษาและหยุดการลักลอบซื้อขายงาช้างบ้านผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และได้แก้ไขกฏกระทรวงหลายฉบับ ทั้งการปรับแก้กฎหมายเดิม และออกกฎหมายใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จึงขอบคุณคนไทยทุกคน และผู้ประกอบการค้างาช้างที่ให้ความร่วมมืองด
ลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมาย และขอให้แจ้งการครอบครองงาช้างอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านจูวล์รีให้หาวัสดุประเภทอื่นเป็นเครื่องประดับทดแทนงาช้าง
"หากแก้ไขไม่ได้ จะกระทบต่อการค้า การลงทุน และประเทศไทยต้องไม่มีการค้างาช้างอีก ผมจะมอบหมายหน่วยงานเดียวดูแลไม่ได้ ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือลงทะเบียน และปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะไม่ว่าจะแก้กฎหมาย หากคนไม่มีจิตสำนึก ก็ไม่เกิดประโยชน์ ขอสัญญากับช้างว่าจะดูแลให้ดีที่สุด" นายกรัฐมนตรี กล่าว


       "พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้น นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการงาช้างฉบับแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานตามแผนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (บางมาตรา) การออกกฎกระทรวงที่กำหนดให้ช้าง
แอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และการตราพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมีผลให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองและผู้ประสงค์ค้างาช้างที่ถูกกฎหมายต้องแจ้งการครอบครองและขออนุญาตค้า ภายในวันที่ 21 เมษายน 2558 โดยท้องที่กรุงเทพมหานครแจ้งการครอบครองที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และท้องที่ต่างจังหวัดแจ้งการครอบครองได้ที่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 หรือทางไปรษณีย์ที่ตู้ ปณ.555 ปณศ.จตุจักร กทม. 10900 หรือดาวน์โหลดแบบแจ้งการครอบครองที่เว็บไซต์
www.dnp.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1362 หรือโทร 098-950-5436, 088-206-1223, 099-563-6658 ตลอด 24 ชั่วโมง และโทร/โทรสาร 02-579- 4621, 02-2561-4838 ในวันและเวลาราชการ สำหรับผู้ฝ่าฝืนไม่แจ้งการครอบครองงาช้างบ้านต่อเจ้าหน้าที่มีโทษปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท และสำหรับร้านค้างาช้างมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" บอกอีกว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้างในครั้งนี้
นอกจากเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมาย และแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการแจ้งครอบครองและการขออนุญาตค้าแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้ชาวต่างชาติงดซื้องาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ช้าง และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาไซเตสได้ตระหนักว่าประเทศไทยได้มีความมุ่งมั่นและจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายในประเทศมาโดยตลอด

         "มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ได้ประทับตรารับรองลงบนเอกสารครอบครองงาช้างบ้านลงในจอแอลซีดีจอยักษ์ในระหว่างเปิดงานอย่างเป็นทางการนั้น เพื่อสร้างความน่าสนใจในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองทุกภาคส่วนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของข้อบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ.2558 ตลอดจนประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว กลุ่มเป้าหมายผู้ซื้องาช้างในประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ได้รับทราบข้อควรปฏิบัติและบทลงโทษผ่านกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานวันดังกล่าว นอกจากจะมีการแสดงบนเวที เพื่อให้เห็นความสำคัญของช้างแล้ว ยังมีการเปิดตัวและเผยแพร่สปอตโฆษณาชุด "มีงาช้างต้องแจ้งครอบครอง" เพื่อเป็นการรณรงค์ตามวัตถุประสงค์แบบครบวงจร และต้องการกระตุ้นให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองมาแจ้งลงทะเบียนครอบครองให้ได้มากที่สุด และจากความพยายามดังกล่าวของประเทศไทย ในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ทางไซเตสจะมีการประเมินผล และคงคาดหวังว่าจะเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ปัญหางาช้างของรัฐบาลไทย เพราะหากผลการประเมินยังไม่เป็นที่พอใจ ประเทศไทยอาจถูกมาตรการลงโทษทางการค้าได้ และการประชุมอนุสัญญาไซเตสครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 2558 เชื่อว่าประเทศไทยคงมีโอกาสได้เข้าประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไซเตสที่ได้รับการแจ้งเตือนแล้ว...!!!
                               นวย เมืองธน
**********************************************

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อส.ชายแดนใต้ ฝึกเพิ่มเขี้ยวเล็บ

        วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถือเป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน (อส.) และวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 61 ปี กองอาสารักษาดินแดน "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" รมว.มหาดไทย ในฐานะ "นายกองใหญ่" กองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน ได้เดินทางมาเป็นประธานในพิธี โดยมี "นายกองเอกกฤษฎา บุญราช" อธิบดีกรมการปกครอง ในฐานะหัวหน้าฝ่ายอำนวยการกองบัญชาการกองอาสารักษาดินแดน นำข้าราชการฝ่ายปกครอง และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนให้การต้อนรับ นอกจากนี้ "พล.อ.อนุพงษ์" ยังมอบโล่ห์รางวัลให้กับ อส. ณ สโมสรกองทัพบก อีกด้วย
          ในสมัยโบราณยุคก่อน พ.ศ.2454 เมื่อเกิดภาวะสงครามจะมีราษฎรที่ไม่ใช่ทหารรวมตัวกันต่อสู้กับข้าศึกเพื่อรักษาแผ่นดิน อาทิ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ศึกบางระจัน ชาวบ้านบางระจันที่ไม่ใช่ทหารพยายามต่อสู้กับพม่าจนสิ้นกำลัง ประมาณ พ.ศ.2308-2309 สมัยการสู้รบที่เมืองถลาง จังหวัดภูเก็ต คุณหญิงจันและนางมุก หรือท้าวเทพกษัตรี และท้าวศรีสุนทร สมัยกู้อิสรภาพเมืองนครราชสีมา โดยการนำของคุณหญิงโม หรือท้าวสุรนารี

           สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนากองเสือป่าขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2454 เป็นกองพลอาสาสมัครเพื่ออบรมข้าราชการและประชาชนให้รู้จักรักชาติ รู้จักหน้าที่ในการป้องกันรักษาประเทศชาติระยะตั้งแต่ พ.ศ.2454-2487 มีความพยายามที่จะจัดตั้งหน่วยพลเรือนอาสาขึ้นให้เป็นระบบ ทั้งในยามปกติและสงคราม มีการนำแนวคิดจากต่างประเทศมาใช้หลังจากมีการจัดตั้งกองเสือป่าขึ้น สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายก
รัฐมนตรี ได้มีพระราชบัญญัติกำหนดหน้าที่คนไทยในเวลารบ พ.ศ.2481 และพระราชบัญญัติให้อำนาจในการเตรียมการป้องกันประเทศ พ.ศ.2484 ขึ้น เพื่อฝึกอบรมคนไทยให้รู้จักหน้าที่ในการที่จะป้องกันรักษาประเทศชาติในเวลาสงคราม โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ดำเนินการ
กระทั่ง พ.ศ.2497 ถึงปัจจุบัน ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกองอาสารักษาดินแดน พ.ศ.2497 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2497 ทำให้การดำเนินการด้านพลเรือนอาสามีรูปแบบและระบบที่
ชัดเจน ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน วันที่ 10 กุมภาพันธ์ของทุกปี จึงเป็นวันคล้ายวันสถาปนากองอาสารักษาดินแดน
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อาสารักษาดินแดน" หรือ อส. มาเขียนถึง เพราะจำได้ว่าครั้งหนึ่งจะเรียกว่าควันหลงก็ได้น่ะ ช่วงที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะของกรมการปกครอง เพื่อดูความพร้อมของ อส. ในการรับภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีโอกาสไปเยี่ยมชมการฝึก อส.จำนวน 900 นาย ที่กอง
กำกับการ 9 กองบังคับการฝึกพิเศษ ค่ายท่านมุก (หน่วยฝึก ตชด.) อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่ง อส.แม้จะได้รับการฝึกฝนยุทธวิธีการรบต่างๆ จากที่โรงเรียนการกำลังสำรอง ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ กองทัพบก อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ มาแล้วก็ตาม แต่เพื่อให้ อส.มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ จึงต้องมาฝึกเพิ่มเติมอีก
นอกจากนี้ คนที่จะเข้ามาเป็น อส.จะต้องเป็นคนในพื้นที่หรือในตำบลนั้นเท่านั้น ซึ่งการขอเพิ่มอัตรากำลัง อส.ลักษณะนี้ จึงถือเป็นการหาแนวร่วม โดยมีเงินค่า
ตอบแทนให้ เพราะมีการตั้งงบประมาณเบิกจ่ายตรง และแต่ละรุ่นจะได้รับการฝึกฝนยุทธวิธีการรบต่างๆ และการใช้อาวุธชนิดต่างๆ เพื่อปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ฝ่ายปกครองในการรองรับภารกิจต่อจากฝ่ายทหารที่ค่อยๆ ถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่สถานการณ์เบาบาง หรือพื้นที่สีเขียว แล้วให้ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเป็นหน่วยรับผิดชอบหลัก และมีทหารเป็นหน่วยสนับสนุน
ครั้งนั้น "พ.ต.อ.สถาพร แก้วสนิท" ผู้กำกับการ 9 กอง
บังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในฐานะเป็นผู้ดูและและควบคุมการฝึก อส.ดังกล่าว บอกว่า นอกจากการฝึกยุทธวิธีให้กับ อส.แล้ว ทาง ตชด.ก็ยังเพิ่มเติมเรื่องของหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหลักสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงาน และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีหยิบยกมาเป็นเงื่อนไขในการสร้างสถานการณ์ต่างๆ ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าผู้เข้ารับการฝึกจะได้นำเอาความรู้ ความชำนาญไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปฏิบัติงาน และนำความ
สันติสุขสู่พื้นที่ ซึ่งการฝึกแต่ละสถานีเราได้วิเคราะห์ และนำมาประยุกต์ เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกนำไปปฏิบัติ สิ่งไหนที่จะต้องใช้มากในการปฏิบัติหน้าที่ประจำวัน เราก็จะจำลองสถานการณ์ตรงนั้นมาเป็นสถานีฝึก และจะใกล้เคียงกับการปฏิบัติงานจริงๆ ทั้งการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด วิธีการตรวจค้นรถ ค้นบุคคล การปิดล้อมเป้าหมาย การซุ่มโจมตี ทั้งแนวรุกและแนวรับ
         สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้บริหารในส่วนยุทธการและการข่าว กองบัญชาการอาสารักษาดินแดน กรมการปกครองว่า การฝึก อส.เพื่อเตรียมพร้อมรับภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากสมาชิก อส.ภาคใต้ถือเป็นกำลังหลักของฝ่ายปกครอง มีภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงภายในประเทศ ซึ่งจะต้องปฏิบัติหน้าที่ในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดย อส.จะต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และการให้ อส.ชุดใหม่เข้ารับการอบรมในโครงการฝึกทบทวนยุทธวิธีที่หน่วยฝึก ตชด. ค่ายท่านมุก เพื่อเป็นการเพิ่มพูน
ศักยภาพและขีดความสามารถของ อส. เพื่อทำให้ อส.เรียนรู้ยุทธวิธีต่างๆ อาทิ การตั้งด่านตรวจค้นสิ่งผิดกฎหมาย และยาเสพติด, การเผชิญเหตุในการปะทะกันด้วยอาวุธปืน, การปิดล้อมพื้นที่ ฯลฯ จากครูฝึกตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อเพิ่มทักษะและความมั่นใจให้กับสมาชิก อส.ในการปฏิบัติหน้าที่
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครั้งนั้น ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ประจำกองร้อย อส.ที่ 8. อ.เทพา จ.สงขลา คนหนึ่งที่เข้ารับการฝึกที่ค่ายแห่งนี้ โดย อส.นายนี้ บอกว่า จากการฝึกครั้งนี้
ถือว่าได้ความรู้หลายเรื่อง และเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งวิธีป้องกันตัว การตั้งด่าน การสกัด อาทิ การถูกแย่งปืนจะแก้ปัญหาอย่างไร หรือแย่งปืนคนร้ายจะทำอย่างไร กรณีถูกซุ่มโจมตีป้องกันตัวอย่างไร ฯลฯ และจากการเข้ารับการฝึกที่ค่ายแห่งนี้ ตนก็พร้อมที่จะนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จริง และอยากจะเชิญชวนพี่ๆ น้องๆ ที่รักประเทศชาติ อยากให้เข้ามาเป็น อส. เพื่อดูแลพื้นที่ถิ่นเกิดและประเทศของเรา ดีกว่าไปติดยาเสพติด เพราะปลายด้ามขวานของเรากำลังมีปัญหาความไม่สงบเกิดขึ้น...
              ครั้งนั้นการฝึก อส.จึงเปรียบเสมือนการเสริมเขี้ยวเล็บ อส.ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยสนับสนุนกำลังหลักอย่างทหารและตำรวจ เพื่อดูแลความสงบจังหวัดชายแดนใต้...!!!
             นวย เมืองธน
*********************************************