วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

บุกเกาะช้างต้านโกง สร้างเครือข่ายข้าราชการไทย ใจสีขาว

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"เกาะช้าง" เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในบรรดา 52 เกาะของบรรดาหมู่เกาะทั้งหมด ถือเป็นเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย รองจาก "ภูเก็ต"  อาจเรียกได้ว่าเป็น "เกาะสวรรค์แห่งสุดท้ายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ก็ว่าได้ 
           เพราะเป็นสถานที่อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความเขียวขจีของธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ "อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง" จังหวัดตราด จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศนิยมแห่แหนมาเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ "เกาะช้าง" ตั้งอยู่ทิศตะวันออกของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง 330 กม. ใช้เวลาเดินทางเพียง 4 ชม. และข้ามฟากจากท่าเรือเฟอร์รี่ ประมาณ 20 นาที
            การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเกาะช้าง ทำให้มีนักลงทุนจากภายในประเทศ และภายนอกประเทศ ต่างเดินทางมาลงทุนทำกิจการต่างๆ มากมาย ทั้งร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท ที่พัก เป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลมาจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้เกินกว่าศักยภาพของเกาะช้างจะรองรับได้ทัน
              การจัดวางผังเมืองและโซนนิ่ง เพื่อให้ "เกาะช้าง" เติบโตเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีคุณภาพ และยั่งยืน จึงถือมีความจำเป็นในการพัฒนา "เกาะช้าง" ในอนาคต
            ด้วยเหตุที่ "เกาะช้าง" มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกขณะ ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จึงกลายเป็นผลพวงตามมา จนนำมาสู่การทุจริตออกเอกสารสิทธิ์ที่ดิน การบุกรุกพื้นที่ป่าอุทยานฯ เพื่อสร้างรีสอทร์ และนำมาสู่การร้องเรียน จนเกิดข้อพิพากขึ้นมา หลายครั้งหลายครา
          ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท.) กระทรวงยุติธรรม เองก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบรีสอร์ทหรู แห่งหนึ่งที่ถูกระบุว่า รุกพื้นที่อุทยานฯ  และมีคนของรัฐอยู่ในข่ายที่จะต้องถูกตรวจสอบว่ามีการทุจริตคอรัปชั่น ในการออกเอกสารสิทธิ์มิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หลังจากประชาชนได้ร้องเรียนมาที่สำนักงานป.ป.ท.
          ผมหยิบยกเรื่องราวของ "เกาะช้าง" มาเขียนถึง เพราะเมื่อช่วงปลายๆเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (30 มิ.ย.55) มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงาน "โครงการสร้างเครือข่ายข้าราชการไทย ใจสีขาว" 
 ณ ห้องสวัสดีคอนแวนชั่นฮอล โรงแรมเกาะช้างแอนด์สปา อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ซึ่งจัดโดยสำนักงานป.ป.ท. นอกจากจะมีข้าราชการ  ผู้ประกอบการภาคเอกชน ประชาชน ในพื้นที่อำเภอเกาะช้าง และนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ต่างเดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ภายในงานกันเป็นจำนวนมากแล้ว
        การเดินหน้า "สร้างเครือข่ายข้าราชการไทย ใจสีขาว"  ของสำนักงานป.ป.ท.ที่ "เกาะช้าง" ยังถือเป็นครั้งแรก ที่หวังให้ "ข้าราชการไทย ใจซื่อ มือสะอาด" จึงได้รับความสนใจจากประชาชนทุกหมู่เหล่า
 ในพื้นที่ "เกาะช้าง" ซึ่งเสมือนเป็นมิติ ในการสร้างความตระหนัก ถึงปัญหาการทุจริต คอรัปชั่นของบ้านเราก็ว่าได้
          "พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ" เลขาธิการ ป.ป.ท. บอกว่า ทุกวันนี้ไปที่ไหนจะพบแต่ปัญหาเรื่องของการทุจริต สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีข้าราชการเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้กระทำความผิด หรือผู้สนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นการโกงทรัพยากรธรรมชาติ หรือการโกงงบประมาณแผ่นดิน สำนักงานป.ป.ท. ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ท่านนายกฯยิ่งลักษณ์ ที่ได้ประกาศนโยบายรัฐบาลไว้ว่า จะดำเนินการต่อต้านทุจริตในภาครัฐ และความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีข้าราชการ
ในท้องถิ่น ให้ความร่วมมือในการทำงานร่วมกับทางสำนักงานป.ป.ท. และที่ขาดไม่ได้คือภาคประชาชน เพราะประชาชนจะรู้เห็นการทุจริตของเจ้าหน้าที่อยู่ตลอดเวลา ถึงเวลาแล้วที่ภาคประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือ ร่วมใจกัน ที่สำคัญข้าราชการด้วยกันเอง จะร่วมมือกันขนาดไหน ทำจริงจังแค่ไหน เพราะยิ่งร่วมมือกันมาก ประชาชนก็จะเล็งเห็น และให้ความร่วมมือตอบกลับมา
       "อย่างไรก็ตามจะขาดพี่น้องสื่อมวลชนไม่
 ได้ เพราะคนที่กระทำความผิด ข้าราชการที่ทุจริต กลัวสื่อมวลชน กลัวคนอย่างพวกท่านที่ตรงไปตรงมา ที่ดึงเอาข้าราชการที่กระทำผิดเหล่านั้น ออกจากมุมมืดมาสู่ที่สว่าง นี่ไม่ใช่คำพูดของผม แต่เป็นคำพูดที่ผมนำมาจาก "ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล" เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือก "ข้าราชการไทย ใจสีขาว" ซึ่งรางวัลนี้ สำนักงานป.ป.ท. จัดมอบให้กับข้าราชการที่ทุ่มเทเสียสละในการทำงาน" 
         "พ.ต.อ.ดุษฎี" บอกด้วยว่า งานวันนี้จะสำเร็จได้มากน้อย แค่ไหน ทางป.ป.ท.จำเป็น
 ที่จะได้รับข้อมูล จำเป็นที่จะต้องได้พยาน หลักฐานเอกสารต่างๆ จำเป็นที่จะได้รับการคุ้มครอง ในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งจะต้องพึ่งพาทางจังหวัด อำเภอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชน และอุทยานฯ  เพราะรู้ดีว่าอันไหน คือแนวเขตป่า ตรงไหนคือแนวเขตอุทยานฯ ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะประกาศเจตนารมย์ร่วมกันว่าจะต่อต้านทุจริตคอรัปชั่น
         "คุณประธีป จงสืบธรรม" รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ในฐานะตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และประธานเปิดงาน บอกว่า การเปิด 

 "โครงการสร้างเครือข่ายข้าราชการไทย ใจสีขาว" ถือเป็นโครงการที่เริ่มประเดิมขึ้นครั้งแรกที่เกาะช้างแห่งนี้ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราด พร้อมที่จะร่วมกันอยู่ในเครือข่ายนี้ ซึ่งเราควรเริ่มที่เครือข่ายภาครัฐก่อนเป็นอันดับแรก และต่อมาที่เครือข่ายภาคเอกชน ซึ่งมีส่วนเกี่ยวโยงกับส่วนราชการไม่มากก็น้อย ดังนั้น เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนรับรู้ข้อเท็จจริง  ทางสำนักงานป.ป.ท. จึงได้ให้ความรู้ความเข้าใจ ความร่วมมือต่างๆที่ภาคประชาชนควรรู้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน ทั้งการแจ้งเบาะแส การให้ข้อมูล
อันเป็นประโยชน์ต่อทางราชการ
      "ในนามของส่วนราชการจังหวัดตราดขอยืนยันว่าโครงการนี้ จะได้รับความร่วมมือจากทุภาคส่วน ทั้งภาคส่วนราชการ เอกชน และประชาชน จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยกันป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่อาจจะเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว ที่บ้านเกิดเมืองนอนของเราแห่งนี้ ที่สำคัญกว่านั้น ลูกหลานของเราที่มาร่วมงานใน
             วันนี้ ถือเป็นตัวแทนของภาคเยาวชนที่จะต้องมีส่วนร่วมรับรู้ ในอนาคตจะต้องมีส่วนร่วมปกป้องแผ่นดิน และผลประโยชน์ของชาติต่อไป"
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจาก "โครงการสร้างเครือข่ายข้าราชการไทย ใจสีขาว" จะสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ประชาชนในทุกพื้นที่ ร่วมเป็นหูเป็นตา คอยสอดส่องดูแลความไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐ แล้ว
              สำนักงานป.ป.ท. ยังเล็งเห็นถึงการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนในการมีส่วนร่วมแจ้งเบาะแสการทุจริต และเปิดโอกาสผู้ที่จะร่วมอาสาเป็นเครือข่ายสามารถ ลงทะเบียนผ่านช่องทาง ACEBOOK โดยกดไลค์ ใน FACEBOOK FANPAGE คนรุ่นใหม่ (เครือข่ายต่อต้านทุจริต) ได้อีกด้วย...!!!
                                                         นวย เมืองธน

วันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"มูโนะ" สร้างความมั่นคง เลื่องลือ "ตลาดนัดสองแผ่นดิน"

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงที่ผมเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเยี่ยมชมภารกิจการบูรณาการร่วมของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และสมาชิกอส.อ.สุไหงโก-ลก ในการรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก
          เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้อง ประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาที่ อ.สุไหงโก-ลก นั้น "ตำบลมูโนะ" เป็นอีกพื้นที่ซึ่งผมมีโอกาสมาเยือน และถือเป็นพื้นที่หนึ่ง ซึ่งมีความเข้มแข็งในการบูรณาการร่วมมือกันดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 2  หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 สมาชิกอส. ชุดคุ้มกันตำบล (ชกต.) ของอ.สุไหงโก-ลก ตำรวจตระเวนชายแดนที่447  และตำรวจสภ.มูโนะ  ปฏิบัติงานร่วมกับผู้นำชุมชน ดูแลความปลอดภัยและความสงบเรียบ
 ร้อยให้กับประชาชนไทย และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย
          "มูโนะ"  ถือเป็นตำบลหนึ่งของอ.สุไหงโก-ลก ห่างจากที่ว่าการอำเภอ ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทาง 8 กิโลเมตร เมื่อประมาณ 100 ปีเศษ ที่บ้านมูโนะเป็นท่าเรือ ซึ่งประชาชนสัญจรไปมาทางแม่น้ำสุไหงโกลก และแวะหยุดพักอาศัย ต่อมาชาวบ้านได้มาอาศัยบริเวณท่าเรือ และตั้งชื่อว่า "บ้านมูโนะ" ซึ่งคำว่า "มูโนะ" เป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า "กาแจมูโนะ"เป็นลักษณะไม้ยืนต้น
 เปลือกสีดำ ใบคล้ายใบเถาวัลย์ดอกเป็นฟองสีขาว ผลกลม สีเหลือง และมีรสหวาน
       สภาพภูมิประเทศทั่วไปของต.มูโนะ เป็นที่ราบลุ่ม มีน้ำท่วมขังในฤดูฝน อาณาเขตด้านทิศเหนือ ติดกับ ต.ปูโยะ อ.สุไหงโกลก และ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทิศใต้ ติดกับ ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส และ ประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันออก ติดกับ ประเทศมาเลเซีย และทิศตะวันตก ติดกับ ต.ปูโยะ ต.ปาเสมัส อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส อาชีพหลักของชาวบ้าน
     คือ ทำสวน และทำไร่ ส่วนอาชีพเสริม รับจ้างทั่วไป สถานที่สำคัญของต..มูโนะ นอกจากจะมี"มัสยิดลูโบะลือซง"แล้ว ยังมี "ตลาดนัดมูโนะ" ซึ่งเสมือนหนึ่งเป็นตลาดนัดสองแผ่นดิน เพราะได้รับความนิยมจากชาวมาเลเซีย และคนไทย ที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อ
 สินค้าอุปโภค และบริโภคจำนวนมาก
        ย้อนกลับไปช่วงเช้าวันที่ 24 เม.ย.2548 คนร้ายลอบวางระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ศาลาที่พักท่าเรือริมแม่น้ำสุไหงโก-ลก บ้านมูโนะ ต.มูโนะ ใกล้กับ "ตลาดนัดมูโนะ" และจุดตรวจชั่วคราวของเจ้าหน้าที่ ตชด.ที่ 447 และเป็นสถานที่ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดดดังกล่าวใช้เป็นฐานปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัย เป็นเหตุเจ้าหน้าที่ตชด.เสียชีวิตคาที่ 2 นาย บาดเจ็บ 2 นาย และชาวบ้านบาดเจ็บ  1 ราย โดยเจ้าหน้าที่เชื่อว่าการกระทำของกลุ่มคนร้ายหวังสร้างความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชาย

แดนภาคใต้ เนื่องจากมีเป้าหมายสังหารและเอาชีวิตเจ้าหน้าที่รัฐ
             หลังเกิดเหตุระเบิดใกล้กับตลาดนัดดังกล่าว ทางประเทศมาเลเซียได้ออกประกาศให้ปิดท่าเรือ และไม่ให้คนฝั่งมาเลเซียเข้ามาซื้อสินค้าจากตลาดนัดมูโนะ เนื่องจากทางมาเลเซียขณะนั้น ยังไม่มั่นใจในมาตรการการรักษาความปลอดภัยของประเทศไทย และแน่นอนว่าหลังจากเกิดเหตุดังกล่าวขึ้น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกพืชผักในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงพ่อค้า แม่ค้า ที่นำสินค้ามาวางขายในตลาดดังกล่าว ก็ได้รับผลกระทบจากการขาดรายได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากตลาดนัดมูโนะ  เป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในแนวพรมแดนไทย-มาเลเซีย และถือเป็นสถานที่ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ได้เป็นจำนวนมาก
         เนื่องจากมีพ่อค้า แม่ค้าจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำพืชผัก ผลไม้และสินค้าอื่นๆ มาวางจำหน่ายให้กับชาวมาเลเซีย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในรัฐกลันตัน เข้ามาจับจ่ายและซื้อสินค้าเพื่อนำไปใช้ในการอุปโภค และบริโภคเป็นจำนวนมาก โดยกลุ่มลูกค้าชาวมาเลเซีย จะใช้เรือเป็นพาหนะในการข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก มาซื้อสินค้า หลังเหตุระเบิดดังกล่าวผ่านมาถึงวันนี้ นับเป็นเวลาเกือบ 7 ปี สถานการณ์ในพื้นที่ "มูโนะ" เป็นไปด้วยความสงบ จึงถือได้ว่าเป็นพื้นที่สีเขียว ที่พร้อมพัฒนาพื้นที่ให้ต.มูโนะ นั้นมีความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา
         "ร.อ.นฤชิต งามขำ"ผู้บังคับกองร้อยป้องกันชายแดนที่ 2 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน บริเวณสถานที่ตั้งชุดคุ้มครองต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส  บอกว่า หลังจากเกิดเหตุระเบิดย่านตลาดนัดมูโนะ เมื่อปี 2548 และบริเวณรอยต่อ อ.สุไหงโก-ลก - ตากใบ เมื่อปี 2553 แล้ว
        จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ ยังไม่มีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และฝ่ายพลเรือนได้มีการสนธิกำลังปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเข้มแข็ง ส่วนปัญหาการลักลอบของผิดกฏหมาย สินค้าหนีภาษี และยาเสพติด เจ้าหน้าที่ได้มีการป้องกันและแก้ไขอย่างเต็มที่ และหากพื้นที่ ต.มูโนะ มีความสงบแล้ว ก็อาจจะมีการส่งมอบพื้นที่ให้กับกำลังภาคประชาชนดูแลตัวเองต่อไป
           "นายหมวดตรีพรประวีณ์ ศรีธัญพัฒน์" ปลัดอำเภอสุไหงโกลก ในฐานะผู้บังคับกองร้องชุดคุ้มครองประจำตำบลมูโนะ บอกว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค.55 ทางกองร้อยอาสารักษาดินแดน อ.สุไหงโก-ลก ที่ 6 ได้จัดตั้งชุดคุ้มครองขึ้นที่หมู่ 1 ต.มูโนะ โดยจัดกำลังจากอส. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผช.ผู้ใหญ่บ้าน จาก 5 หมู่บ้าน และประชาชน โดยมีการจัดเวรยามดูแลความสงบในพื้นที่ตลอด 24
ชั่วโมง ส่วนการจัดตั้งชุดคุ้มครองต.มูโนะ เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ และยุติเหตุร้ายโดยประชาชนสามารถดูแลกันเองได้อย่างมีประสิทธิภาพนำไปสู่สันติสุขและสร้างความสมานฉันท์แก่ทุกฝ่าย
          "นายหมวดตรีพรประวีณ์" บอกด้วยว่า ภารกิจชุดคุ้มครองต.มูโนะ นอกจากดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนร่วมกับทหารและตำรวจแล้ว ยังต้องดูแลความปลอดภัยของครู โดยจัดชุดคุ้มครองพาครูไปส่งโรงเรียนและรับกลับ และยังต้องรักษาความปลอดภัยในตลาดนัดมูโนะ ซึ่งจะมีทุกวันจันทร์และวันศุกร์ โดยอส.จะเริ่มปฎิบัติหน้าที่ตั้งแต่เวลา 7 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น เนื่องจากเป็นตลาดนัด ที่มีชาวมาเลเซีย เข้ามาจับจ่ายซื้อของเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีภารกิจต่างๆที่ได้รับการร้องขอจากประชาชน รวมถึงภารกิจร่วมกัน 3 ฝ่าย คือ ทหาร ตำรวจ และอส.ในการตรวจค้นเหตุต้องสงสัยอีกด้วย
            "มาหามะ วรพงศา" กำนันตำบลมูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส  บอกว่าการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่รับผิดชอบ ได้แบ่งการดูแลออกเป็น 2 มาตรการ โดยเน้นดูแลชีวิตและทรัพย์สินของครู ขณะเดินทางไปสอนและกลับบ้าน โดยโรงเรียนใน มี 5 แห่ง ทุกวันทางราชการ ชาวบ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ความมั่นคง จะร่วมดูแลครูเป็นพิเศษ ทำให้ครูได้รับความอุ่นใจ สามารถทำการสอนได้ตามปกติ ส่วนอีกหนึ่งมาตรการคือการกระจายกำลังชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ทั้งเข้าดูแลความ
 ปลอดภัยหมู่บ้าน มัสยิด สถานีอนามัย และสถานที่ราชการ ซึ่งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านทุกคนล้วนมีกำลังใจ และพร้อมยินดีเสียสละเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเกิดเมืองนอนของตน
          "มาหามะสะตา สะแปอิง" นายกอบต.มูโนะ บอกว่า เพื่อวางรากฐานให้กับเยาวชนในพื้นที่ สามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ให้กับครอบครัวมากขึ้นในอนาคต อบต.มูโนะ จึงมีแนวคดจัดโครงการอบรมภาษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ เพื่อให้มีความรู้ด้านภาษา


ทั้งการพูด การเขียน และอ่าน เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะภาษามาเลเซีย บรูไน สิงคโปร อินโดนีเซีย และอังกฤษ โดยให้คนไทยที่เก่งภาษา และไปทำงานที่มาเลเซีย มาฝึกสอนให้กับเยาวชนในพื้นที่ คาดว่าโครงการนี้จะดำเนินการได้ในอีกไม่นานนี้
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในอดีตที่ผ่านมาสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ การนำเสนอข่าวเกินจริงของสื่อจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งประโคมข่าว
 เหตุการณ์ในบ้านเมืองของเราออกมา ลักษณะรุนแรงมากเกินเหตุ ผลพวงจากการนำเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศ ทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางเข้าพื้นที่ เสียโอกาสทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวหลายครั้ง หลายครา บางครั้งส่งผลทำให้ผู้ประกอบการถูกริบเงินมัดจำคืน สร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจอย่างมาก
              และหากใครผ่านไปย่านถนนนราธิวาส-ตากใบ ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส บริเวณทางแยกไปอ.สุไหงโกลก แล้วเกิดหิวขึ้นมาขอแนะนำร้านอาหารนั่งชิว...ชิว...สบายๆ "ร้านอาหารนัดพบยูงทอง" อยู่ขวามือก่อนถึงทางแยกไปอ.สุไหงโกลก เยื้องกับวัดบางน้อยทางด้านซ้ายมือ  เป็นร้านเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงมานานในความเลิศรสของอาหาร และมีเมนูเด็ด อาทิ กุ้งต้มกะทิกุ้งกุลาดำ แกงส้มปลากะพงยอดมะพร้าว ยำมะม่วง ปลากะพงผัดคึ่นฉ่าย ปลากุเลาเค็ม ผัดผักบุ้ง บูดูกะปิกุเลา ไข่เจียว อื่นๆ...วันนี้ลาไปก่อน...!!!
                                                        นวย เมืองธน


วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"เสียงปืน-บึ้ม"สงบ "สุไหงโก-ลก"คึกคัก

             "ตะลอนตามอำเภอใจ"-การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน ในอ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ปัจจุบัน นอกจากจะทำให้สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่เบาบางลง หรือไม่มีเหตุเกิดขึ้น 
               ซึ่งอ.สุไหงโก-ลก ถือเป็นแบบอย่างในการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ที่เจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ตามจุดต่างๆ ของอ.สุไหงโกลก ได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญพื้นที่อ.สุไหงโก-ลก ยังถือเป็นเมืองท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง และถือเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญ เนื่องจากเป็นแนวชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย
               สำหรับอ.สุไหงโก-ลก เป็น 1 ใน 13 อำเภอของจ.นราธิวาส ถือเป็นอำเภอที่อยู่ใต้สุดของประเทศไทย มีอาณาเขตต่อกับรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย มีเนื้อที่ 139.43 ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ 87.149 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 3.11 ของพื้นที่ทั้งหมดของจ.นราธิวาส พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม  ไม่มีเทือกเขา มีป่าน้อย ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ มีลำน้ำ 3 สาย คือ คลองโต๊ะแดง คลองชลประทาน  มูโนะ แม่น้ำโก-ลกกั้นเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย ภูมิอากาศเป็นแบบมรสุม 2 ฤดู คือ ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่ เดือนก.พ.
 – เดือนก.ย. และฤดูฝน เริ่มตั้งแต่เดือนต.ค. – เดือนม.ค.  มี  4  ตำบล 19 หมู่บ้าน  มีประชากรทั้งสิ้น 74,794  คน แยกเป็นชาย  35,724  คน หญิง  39,070  คน   มีครัวเรือนทั้งสิ้น  21,813  ครัวเรือน  นับถือศาสนาอิสลาม  75 %  ศาสนาพุทธ  20 %  ศาสนาอื่น 5  %  ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวน  ค้าขาย   และรับจ้าง
           ย้อนกลับไปประมาณกลางเดือนกันยายน 2554 เกิดเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ และมอเตอร์ไซค์บอมบ์รวม 3 จุดที่ อ.สุไหงโก-ลก มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บกว่า 40 คน เหตุการณ์
 ครั้งนั้น ถือเป็นการสูญเสีย และสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และบรรยากาศการท่องเที่ยวของอ.สุไหงโก-ลก ครั้งสำคัญ
          ต่อมาช่วงเดือนเมษายน 2555 หลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เข้าปฏิบัติการตามแผน 36411 เพื่อรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ และผลจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ ทำให้มีความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลและยานพาหนะมากขึ้น จุดตรวจ 3 จุด ซึ่งเป็นพื้นที่เขตรอยต่อระหว่างอำเภอ ทั้งจาก อ.ตากใบ
 สุไหงปาดี และแว้ง มีการตรวจสอบบุคคล และยานพาหนะที่เข้าออกพื้นที่อย่างเข้มงวด รวมถึงที่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก และจุดผ่อนปรน บริเวณท่าข้ามริมฝั่งแม่น้ำโก-ลก
         เพื่อป้องกันการเข้ามาก่อเหตุของกลุ่มผู้ไม่หวังดี หลังเกิดเหตุคาร์บอมบ์ที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ส่วนในพื้นที่เขตเมือง และพื้นที่รอบนอกของ อ.สุไหงโก-ลก ก็ได้เริ่มปฏิบัติการตามแผน 36411 โดยเป็นการบูรณาการร่วมของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ และการสนับสนุนจากชุดปฏิบัติการอื่นๆ รวมกว่า 2,000 นาย เพื่อให้ครอบ
 คลุมการรักษาความปลอดภัยได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยแผนดังกล่าวเป็นหนึ่งในแผนพิทักษ์โก-ลก 55 ที่ได้นำมาใช้ในห้วงเดือนเมษายน เนื่องจากมีการจัดกิจกรรมในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก ตลอดทั้งเดือนมากถึง 6 กิจกรรม
        แม้ในห้วงเวลานั้น เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.ยะลา และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะส่งผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่บ้าง แต่ในทางกลับกันกับพบว่านักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย ยังคง
มีการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
 ในอ.สุไหงโก-ลก  อย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินออกมารับประทานอาหารตามร้านค้าในย่านเศรษฐกิจ และใช้บริการตามสถานบันเทิงในพื้นที่กันตามปกติ
           ผมหยิบยกเรื่องนี้มาเขียนถึง เพราะเมื่อเร็วๆนี้ มีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เยี่ยมชมภารกิจการบูรณาการร่วมของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ ของเจ้าหน้าที่อส. ทหาร และตำรวจ ในการรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้อง ประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่เดินทางเข้ามาที่ อ.สุไหงโก-ลก
        แน่นอนครับว่าคนต่างถิ่นอย่างผมเมื่อมาเยือนอ.สุไหงโก-ลก
เป็นครั้งแรก
ย่อมรู้สึกเสียวบ้างเป็นธรรมดา แต่ขณะเดียวกันก็อดชื่นชมหน่วยงานความมั่นของอ.สุไหงโก-ลก ไม่ได้ที่สามารถบูรณาการทำงานร่วมกัน จนสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย ที่แห่แหนเข้ามาเที่ยว
 ในอ.สุไหงโก-ลก กันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะในช่วงราตรี
           "นายกองตรีจำนัล เหมือนดำ" นายอำเภอสุไหงโก-ลก ในฐานะผบ.ร้อยอ.สุไหงโกลก บอกว่า ทางอำเภอสุไหงโก-ลก ได้จัดแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่อส. มากกว่า 300 นาย เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆ พร้อมทั้งให้ให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ซึ่งทำให้ปัจจุบันมีการท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในพื้นที่อ.สุไหงโก-ลก เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันใจในการดูความปลอดภัย ของเจ้าหน้าที่ และภาคประชาชนในพื้นที่เองก็ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการช่วยกันดูแล สอดส่องสิ่งผิดปกติต่างๆ ที่อาจนำไปสู่การก่อเหตุร้าย และรุนแรงตามมา ส่งผลให้การเดินทางเข้า - ออก ของประชาชนทั้ง 2 ฝั่งเป็นไปด้วยดี มีทั้งการค้าขาย การท่องเที่ยว และการทำงานในพื้นที่
               "นายกองตรีจำนัล" บอกด้วยว่า จุดผ่อนปรนผ่านแดนในแต่ละเดือนมีประชาชนจากทั้ง 2 ประเทศใช้เป็นเส้นทางผ่าน
           นอกเหนือจากจุดผ่านแดนถาวร เดือนละกว่า 1 แสนคน และหากเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ จะมีประชาชนมาท่องเที่ยวมากเป็นพิเศษ ส่งผลให้เศรษฐกิจในพื้นที่เกิดการหมุนเวียนดีขึ้น และนักท่องเที่ยวมีความมั่นใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น เป็นผลจากการบูรณาการร่วมกันของเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ภาคประชาชน ในการร่วมกันตรวจสอบสิ่งผิดปกติ และแจ้งเบาะแสหากพบเห็นสิ่งผิดปกติทำให้ในพื้นที่อ.สุไหงโก-ลกมีความเข็มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
         "พ.ท.วุธยา จันทมาศ"  ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 บอกว่า พื้นที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 36 รับผิดชอบอยู่ 2 อำเภอ คืออ.สุไหงโกลก และอ.ตากใบ ในการปฎิบัติงานที่ผ่านมาได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทางอ.สุไหงโก-ลก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยเหตุที่อ.สุไหงโก-ลก เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ และจัดกิจกรรมมากมาย
          ตั้งแต่ต้นปี 55 ที่ผ่านมายังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงด้านความมั่นคง กำลังทั้ง 3 ฝ่าย โดยเฉพาะอส.ได้ทำงานกันอย่างหนัก ไม่ว่าจะในด้านการประชาสัมพันธ์ และอื่นๆ ก่อนหน้านี้คณะท่านนายกรัฐมนตรี ได้มีดำริสั่งการในการประชุม ต้องการให้มีห้องวอร์รูม มีซีซีทีวี และขณะนี้ได้จัดกำลังทั้ง 3 ฝ่ายมาเป็นเซ็นเตอร์ดูแลห้องวอร์รูมดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ในอ.สุไหงโก-ลก มีกล้องซีซัทีวี อยู่ทั้งหมด 66 ตัวที่ติดตั้งอยู่ ในการเฝ้าระวังจับตาผู้ที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบในพื้นที่
         "พ.ท.วุธยา" บอกด้วยว่า การจัดกำลัง 3 ฝ่าย
 มาดูห้องวอร์รูมแห่งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีขีดความสามารถในการสังเกตุพฤติกรรมของคนร้าย โดยได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาช่วยสอนเทคนิคกับเจ้าหน้าที่ทุกนายในการสังเกตุและดูพฤติกรรมของคนร้ายด้วย ขณะเดียวกันเมื่อพบรถต้องสงสัย หรือผิดสังเกตุจอดอยู่
          ที่ศูนย์วอร์รูมแห่งนี้ ก็จะแจ้งเจ้าหน้าที่กองกำลังทั้ง 3 ฝ่ายซึ่งอยู่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบในทันที ที่สำคัญซีซีทีวี สามารถออนไลน์ ในทุกที่ซึ่งมีสัญญาณอินเทอเน็ต สามารถดูและตรวจสอบได้ทุกที่ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ฯได้ใช้ทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการปฎิบัติหน้าที่ มีการซักซ้อมกันอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบันมีการซ้อมกันวันละประมาณ 6 ครั้ง
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากการบูรณาการ่วมกันของของเจ้าหน้าที่อส.สุไหงโก-ลก เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจ ในปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆใน การส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่
 พร้อมทั้งให้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จึงเชื่อได้ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ "สุไหงโก-ลก" จะกลายเป็นอำเภอหนึ่ง ในจังหวัดชายแดนใต้ ที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นอำเภอที่ได้รับความนิยมด้านการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
           แต่หากใครแวะเวียนผ่านมาที่ อ.สุไหงโก-ลก แล้วท้องหิวขึ้นมา ขอแนะนำ "ร้านอ้วนบะกุดเต๋" หลังโรงแรมแกรนด์การ์เด้น ย่านถนนประชาวิวัฒน์ อ.สุไหงโก-ลก ร้านนี้ขึ้นชื่อ  "บะกุดเต๋"  
สูตรมาเลเซีย
 เป็นกระดูกหมูตุ๋นยาจีน เพิ่มรสหวานหอมด้วยการใส่ผักต่าง ๆ เคี่ยวลงในน้ำแกง เช่น ผักกาดขาว เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม ฟองเต้าหู้ และไส้หมู
              ส่วนใครอยากเพิ่มเติมส่วนผสมที่บำรุงกำลังก็มีให้เลือกตั้งแต่ซุปไก่สกัดสำเร็จรูป เป๋าฮื้อ และหน่อไม้ทะเลกระป๋อง ราคาก็ตามแต่จะสั่ง ถือเป็นอาหารจีนที่ถูกปากในรสชาติของคนไทย กินกับข้าวสวยร้อนๆ ถึงขั้นจุกได้เหมือนกัน..!!!
                                                          นวย เมืองธน