วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภารกิจปกครอง ชายแดนริมโขง

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-พิธีเปิดงาน "รวมพลังคนดี D.A.R.E. สู้ภัยยาเสพติด"  ณ สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้  (4 มี.ค.) และมี "คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ป.ป.ส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นำเยาวชนที่เข้ารับการอบรมโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน (Drug Abuse Resist dance Education) เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง 
      โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งทุกประเทศ ต้องการเห็นการต่อสู้ยาเสพติดอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงกำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องเร่งด่วนทำในปีแรกของการเป็นรัฐบาล
      ทั้งนี้ ต้องรณรงค์การบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม พร้อมเร่งฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เพื่อคืนคนดีสู่สังคม และดูแลกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เข้าไปยุ่งกับยาเสพติด เพื่อเป็นการลดการติดยาเสพติด  ซึ่งการป้องกัน การปราบปรามและการบำบัดยาเสพติด ต้องทำอย่างเชื่อมโยงกัน
              โดยเยาวชนทุกคนรัฐบาลถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นอกจากนี้ โครงการรวมพลังครั้งนี้ ยังเป็นการร่วมแสดงพลัง เดิขบวนพาเหรดต่อต้านยาเสพติด เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะปฏิญาณตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจะมีการเน้นให้ความสำคัญ การป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาทุกแห่ง ป้องกันไม่ให้นักเรียนยุ่งเกี่ยวปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป
          แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่องนี้มาเกริ่นนำ เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  เยี่ยมชมภารกิจของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงชายแดน และสถานการณ์ชายแดนของจังหวัดหนองคาย การดำเนินงานสนธิกำลังสกัดกั้นยาเสพติดด่านพรมแดนหนองคาย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อช่วงปลายๆเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ( 23 ก.พ.)
        คุณวิเชียร  ปิยะวรากร รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บอกว่า จังหวัดหนองคาย
        ถือเป็นดินแดนอนุเสาวรีย์ปราบฮ้อ หลวงพ่อพระใส สะพานมิตรภาพไทย-ลาว และมีพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.6 ล้านไร่ มีพื้นที่ชายแดนที่ติดกับสปป.ลาว และติดกับแม่น้ำโขงยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีการปลูกยางพารามากที่สุด และเนื่องจากจังหวัดหนองคาย มีแนวชายแดนลำน้ำโขงติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ปัญหาที่ตามมา คือ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว ที่ลักลอบเข้ามาโดยเฉพาะชาวลาว และเวียดนาม รองลงมาพม่า และ
 กัมพูชา แม้แต่เกาหลีเหนือก็เคยพบ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของอาชญากรข้ามชาติ และสินค้าหนีภาษีต่างๆ
         คุณอภิชาติ เทียวพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า ทางกรมการปกครอง เล็งเห็นว่าจังหวัดหนองคาย เป็นจังหวัดแนวชายแดนไทย-ลาว สามารถที่จะเป็นต้นแบบในการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งภารกิจของกรมการปกครอง โดยเฉพาะในส่วนของอำเภอหนองคาย และมีกำลังกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน หรืออส. ในความรับผิดชอบ ซึ่งจะมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆในการดูแลด้านความปลอดภัย
ด้านความมั่นคง ในขบวนรถไฟสถานีหนองคาย –  ท่านาแล้ง สปป.ลาว โดยชุดปฏิบัติการสนธิกำลังสกัดกั้นยาเสพติจะประจำขบวนรถไฟสถานีหนองคาย – ท่านาแล้ง สปป.ลาว เพื่อตรวจตราสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดช่องทางรถไฟระหว่างประเทศ  ตรวจค้นบุคคล สิ่งของสัมภาระ ของผู้โดยสารช่องทางขาเข้า – ออก เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า – ส่งออกยาเสพติด และสารตั้งต้น บริเวณสถานีรถไฟหนองคาย
        โดยอส.จะปฏิบัติภารกิจสนธิกำลังร่วมกับหน่วยอื่นๆ ทำหน้าที่จัดเวรสนธิกำลังอื่นๆ ปฏิบัติหน้าที่ประจำเดือน  และปฏิบัติภารกิจ
 บริเวณสถานีรถไฟหนองคาย และบนรถไฟสาย หนองคาย-ท่านาแล้ง วันละ 1 เที่ยว คือ ขาออกจาก สถานีรถไฟหนองคาย เวลา 14.45 น. ถึง สถานีรถไฟท่านาแล้ง  สปป.ลาว เวลา 15.00 น. และ ออกจากสถานีรถไฟท่านาแล้ง สปป.ลาว เวลา 17.00 น.  ถึง สถานีรถไฟหนองคาย เวลา 17.15 น. ประกอบด้วยชุดในเครื่องแบบ และชุดนอกเครื่องแบบ
       ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดสถานีรถไฟหนองคาย มีหน้าที่ ตรวจค้นบุคคล สิ่งของสัมภาระของบุคคล และสัมภาระที่ฝากส่งทางรถไฟ เพื่อตรวจหาสิ่งผิดกฎหมายบริเวณสถานีรถไฟ และพื้นที่อื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบ  สนธิกำลังสกัดกั้นยาเสพติด ตรวจค้นบุคคลสิ่งของสัมภาระ สินค้าเข้า – ออก จุดผ่อนปรน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติด และสารตั้งต้น บริเวณพื้นที่ผ่อนปรนทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบ  มีชุดปฏิบัติการลาดตระเวนทางน้ำ ทำหน้าที่ ลาดตระเวนตรวจตราสกัดกั้นการ
 ลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดและสารตั้งต้นในพื้นที่รับผิดชอบ
       รวมทั้งการตรวจค้นบุคคลต้องสงสัย ตรวจหาสารเสพติดสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ  ชุดปฏิบัติการจุดตรวจจุดสกัดรถยนต์ มีหน้าที่ ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ สิ่งของสัมภาระ ตรวจหายาเสพติด สิ่งผิด
กฎหมาย ในพื้นที่รับผิดชอบ  และชุดปฏิบัติการปรายปรามนักค้ายาเสพติด จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ มีหน้าที่ ปฏิบัติการปราบปรามนักค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ
        การมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูภารกิจด้านความมั่นคงของกรมการปกครองในครั้งนี้ 
      นอกจากผมจะได้ดูการสนธิกำลังของอส.กับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ในการตรวจตราสิ่งผิดกฎหมายโดยเฉพาะยาเสพติด ที่สถานีรถไฟหนองคาย และบนขบวนรถไฟหนองคาย-ท่านาแล้ง สปป.ลาว แล้ว ผมยังมีโอกาสได้เดินทางไปที่จุดผ่านแดนบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
 เพื่อดูงานการทำเอกสารผ่านแดน  และเนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญ ในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การลักลอบขนส่งสินค้าหนีภาษี  และการลักลอบนำเข้าหรือลำเลียงยาเสพติดออกนอกประเทศ จึงมีการสนธิกำลังตรวจตราผู้ที่ผ่านเข้า-ออก อย่างเข้มข้น ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาอีกครั้งหนึ่งครับ
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ หากท้องหิวๆ ผ่านมาจังหวัดหนองคาย และข้ามไปถึงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ขอแนะนำร้านโขงวิว ก็แล้วกัน เพราะนอกจากจะบรรยากาศดี ติดแม่น้ำโขงแล้ว ก็ยังเห็นบรรยากาศฝั่งไทยด้าน
จังหวัดหนองคายอีกด้วย นั่งจิ๊บ "เขยลาว" ก็คือ "เบียร์ลาว" เพลินๆก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง ส่วนอาหารก็มีหลากหลายเมนูให้เลือกกินกัน โดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืด มีสารพัดอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาเผา จิ่มแจ่ว รับรองว่าสุดยอด วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกันครับ...!!!
                                                           นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อุทยานฯกับภารกิจ ยึดคืนช้างป่าสวมตั๋ว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "ช้าง" สมัยโบราณถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจาก "ช้าง" จะเป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามแล้ว ยังออกรบสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยอีก  การใช้ช้างในการทำสงครามนั้นได้ มีการกล่าวว่า การใช้ช้างในการทำสงครามนั้น"แม่ทัพ" จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรูด้วยเช่น ถ้าหากช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ และทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ เพราะการรับชัยชนะนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย
     "ช้างศึก" ในสมัยโบราณนั้นมีมากมายหลายรัชสมัย โดยเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยนี้พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นช้างเผือกตัวแรกของกรุงศรีอยุธยา จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าช้างเผือก และ
ในสมัยพระมหาจักรพรรดิทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนาน "พระศรีสุริโยทัย" ขึ้น
        ที่สำคัญ การรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทย คือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นการรบบนหลังช้าง ระหว่างสมเด็จพระ
นเรศวรฯกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี โดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้ คือเจ้าพระยาไชยานุภาพและเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร และต่อมาในสมัยพระ
 บาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระองค์ก็ทรงเป็นกำลังสำคัญในรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วยเช่นกัน
        ผมเกริ่นนำร่องเกี่ยวกับเรื่องช้าง ผู้อ่านที่ติดตาม "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในทุกๆสัปดาห์ คงจะคาดเดาว่า
 "นวย เมืองธน" ไปเที่ยวปางช้าง อย่างไม่ต้องสงสัย ถูกเป๋งเลยครับ ผมมีโอกาสเดินทางมาตะลอนฯ ที่ปางช้างไทรโยค ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แต่ไม่ได้มาท่องเที่ยว นั่งบนหลังช้าง แล้วให้ควานช้าง พาช้างเดินชมป่าเขา ลำเนาไพร อย่างที่หลายคนคิด เพราะการเดินทางมาปางช้างฯ ของผมในครั้งนี้ คือการติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บ.ชก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)
      ที่สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ปศุสัตว์ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ปฎิบัติภารกิจ นำหมายศาลเข้าตรวจค้น และอายัดช้างจากปางไทรโยค จำนวน 19 เชือก ซึ่งตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้
 ส่งไปดูแลที่ศูนย์คชบาลช้าง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 29 ก.พ.55 ที่ผ่านมา
            "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ บอกว่าการเดินทางมาวันนี้ ก็เพื่อตรวจยึดช้าง เนื่องจากคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายได้ร่วมกันตรวจสอบ และมีความเห็นร่วมกันช้าง 19 เชือก ไม่ตรงกับตั๋วรูปพรรณ ดังนั้นจึงทำให้ช้าง 19 เชือกมีสถานะตกเป็นของกลางตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่า และจากระเบียบของกรมป่าไม้ปี 30 ของกลางต้องนำไปให้ ออป.เก็บรักษาดูแล ดังนั้นจึงต้องมาขนย้ายนำส่ง ออป.ที่ จ.ลำปาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และเป็นการป้องกันไม่ให้การค้าสัตว์ป่าเกิดขึ้นในประเทศไทย  ส่วนหลักฐานที่ปางช้างนำมาแสดงอีกครั้งนั้น ขอให้นำไปมอบให้เจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งหากถูกต้อง ก็สามารถนำช้างกลับไปเลี้ยงดูได้เหมือนเดิม โดยจากนี้ต้องรอคำตัดสินของศาลยุติธรรม
             ช่วงที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เกาะติดภารกิจการตรวจยึดช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ นั้น ก็มีกลุ่มชาวบ้านพร้อมแผ่นป้ายข้อความต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าตรวจยึดช้างของเจ้าหน้าที่ฯเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม
         โดย "คุณชะลอ จัทรประแดง" ทนายความปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้อง พร้อมแสดงตั๋วรูปพรรณทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเป็นหลักฐาน แต่ยอมรับว่าลักษณะช้างเมื่อโตขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และไม่ได้นำช้างมาจากป่าอย่างแน่นอน โดยจากนี้จะทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรมและทวงคืนศักดิ์ศรีของปางช้างกลับคืนมา
          "พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" รอง ผบช.ก. บอกว่าการตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างจำนวน 19 เชือก ตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้ อาทิ ช้างบางตัวตั้งแต่เกิดลงไว้ว่าหูแหว่ง แต่จากการตรวจสอบพบว่าใบหูเรียบ หรือบางอันมีแต่พอไปถามเจ้าของเดิมบอกช้างของตนเองยังอยู่ในป่า เค้ามาเอาใบฉันไป ช้างตัวจริงมีอยู่เราก็สอบสวนไว้ ซึ่งสัตวแพทย์ ก็
วินิจฉัยมาแล้วว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ต้องดำเนินการไปตามอำนหน้าที่
        "พล.ต.ต.ศรีวราห์"  กล่าวด้วยว่า กรณี ที่ทางปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้องนั้น ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบแล้วไม่ถูกต้อง แต่ถ้าทางปางช้างฯ  คิดว่ามีมีตั๋วรูปพรรณถูกต้องก็สามารถมายื่นใหม่ได้ ซึ่งตนเองก็จะดำเนินการเชิญสัตวแพทย์มาตรวจสอบดูอย่างละเอียดต่อไป

การสวมตั๋วช้างป่าเป็นช้างบ้าน ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะถือเป็นปัญหาเก่าที่หมักหมมกันมานานแล้ว จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ พบว่าพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า เป็นจุดที่มีการติดต่อซื้อขายลูกช้างมาก โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี ระนอง จตาก และแม่ฮ่องสอน ด้วยเหตุนี้ การมีปางช้างเอกชนตามแนวชายแดน จึงไม่ต่างอะไรกับการวางกับ
ดักเมื่อพรานล่าช้างชายแดนได้ลูกช้างมา ก็จะมีการรับซื้อและนำมาเลี้ยงไว้กับช้างที่มีตั๋วรูปพรรณ เพื่ออำพรางการตรวจสอบ 
     พอสบโอกาส ก็จะส่งช้างไปให้เช่าแสดงในต่างถิ่น และเมื่อมีใบสั่งซื้อช้างเข้ามา ก็จะส่งช้างเหล่านั้นไปขายทอดตลาดอีกที สำหรับราคาที่มีการซื้อขายเพื่อส่งไปต่างประเทศ ในอดีตหากเป็นลูกช้างอายุประมาณ 4-7 เดือน จะมีราคาหลักหมื่นบาท หากตัวไหนมีท่าทางน่ารัก ฉลาดเฉลียว มีแววสามารถฝึกโชว์ได้ จะมีราคาสูงถึงหลักแสนบาท แต่ปัจจุบันถ้าช้างตัวไหนที่ผ่านการฝึกและเชื่องแล้วจะมีราคาต่อเชือกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
        ช่วงสุดท้าย "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไม่ว่าปัญหาช้างป่าถูกสวมตั๋วเป็น
ช้างบ้าน  ถือเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ และสนใจ โดยเฉพาะหลังจากนี้ไปกรมอุทยานแห่งชาติฯ ภายใต้การคุมบังเหียร ของ "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ

 ที่ประกาศแล้วว่าจะเดินหน้าตรวจสอบปางช้าง ทั่วประเทศ ก็คงต้องติดตามกัน แต่หากใครแวะเวียนมาท่องเที่ยวที่อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แล้วท้องหิวขึ้นมาผมขอแนะนำร้านอาหาร "ครัวผักหวานบ้าน" ถือเป็นสุดยอดร้านอาหาร ริมถนนบนเส้นทางกาญจน์-ไทรโยค ไปทางน้ำตกไทรโยคน้อย ทางฝั่งขวามือครัวผักหวานบ้าน มีป้ายร้านบอกเด่นชัดส่วนเมนูอาหาร ก็มีหลากหลายอย่าง อาทิ ผักหวานไฟแดง ส้มตำผักหวาน แกงผักหวาน น้ำพริกอ่อง ฯลฯ วันนี้ลาไปก่อนครับ สัปดาห์หน้าพบกันใหม่...!!!                                                               
นวย เมืองธน



วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บุกสวนเสือป้องลักลอบชำแหละ

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"เสือ"จัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง โดยเฉพาะ "เสือ" ขนาดใหญ่ที่แลดูน่าเกรงขราม ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่ง หรือเสือดาว ผู้ที่พบเห็นเสือในครั้งแรกย่อมเกิดความประทับใจในความสง่างาม แต่ขณะเดียวกันก็อดที่เกิดความหวาดหวั่นเกรงขาม ในพละกำลังและอำนาจภายในตัวของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ "เสือ" จึงได้รับการยกย่องให้เป็นจ้าวแห่งนักล่าในผืนป่า
      สำหรับในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีประชากร "เสือ" ในประเทศของเรา ลดจำนวนลงจนน่าใจหาย "เสือ" กลับกลายเป็นฝ่ายถูกมนุษย์ล่า แถมป่าถูกทำลายทำสภาพธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของ "เสือ"  ที่จัดอยู่
     ในลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการสูญสิ้นหรือลดจำนวนลงอย่างมากของ "เสือ" ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมด การลดจำนวนอย่างรวดเร็วของ "เสือ" เพียงหนึ่งหรือสองชนิดในประเทศไทย ทำให้ปริมาณของสัตว์กินพืชเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
 จนทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุลในที่สุด ปัจจุบัน "เสือ" ถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำไปทำเสื้อขนสัตว์ และเป็นความเชื่อในการทำยาบำรุงกำลังของผู้ชาย จากความเสียหายของถิ่นที่อยู่ รวมทั้งการล่าเพื่อทำหนังขนสัตว์ จำนวน "เสือ" ตามธรรมชาติจึงลดน้อยลง "เสือ" จึงเป็นสัตว์ที่อยู่ในอันตราย
        ย้อนกลับไปเมื่อประมาณช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา (4 ก.พ.55) ข่าวคราวการจับกุม ผู้กระทำผิดกฎหมายลักลอบชำแหละเสือ และสัตว์ป่าได้ของกลางซากเสือ และสัตว์สงวนจำนวนมาก ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน และเจ้า
 หน้าที่ปส.บก.น.4 ในครั้งนั้น ถือว่าทำให้กระแสสังคม และนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบ "นายอนุชา แซ่ม้า" อายุ 33 ปี เดินออกมาซื้อของแต่มีคราบเลือดเปื้อนที่มือทั้งสองข้าง จึงขอตรวจค้น ซึ่ง "นายอนุชา" อ้างว่ากำลังชำแหละซากสัตว์ เจ้าหน้าที่จึงให้พาไปที่บ้านเลขที่ 64/5 ซึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น อยู่ปากซอยพระยาสุเรนทร์ 12 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.
     บริเวณหน้าประตูบ้านพบถุงดำ 3 ถุง ภายในบรรจุซากเสือโคร่งตัวผู้ชำแหละแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น บริเวณหลังบ้านพบ
คนงาน 4 คน กำลังชำแหละซากเสือโคร่งเพศผู้อีก 1 ตัว น้ำหนักกว่า 400 ก.ก. ยาวเกือบ 3 เมตร จึงควบคุมตัว "นายสมบัติ น้อยชมพู" อายุ 49 ปี "นางภัทรธมพรรณ มุ่งเกี้ยวกลาง" อายุ 40 ปี "นางนวล คำจู" อายุ 53 ปี และ"นางบุญชู ขวัญเขียว" อายุ 64 ปี และควบคุมตัว "น.ส.ณัฐสุดาพรรณ เรืองศรี"
 อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน "นาย ยูซุป แซ่ม้า" อายุ 61 ปี พ่อของ "นายอนุชา" สอบปากคำ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในบ้านยังพบซากสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก อาทิ หัวจระเข้ งู กระทิง นกแก้ว ซากควายป่า และหัวกะโหลกสัตว์นานาชนิด
       โดย "น.ส.ณัฐสุดาพรรณ" ให้การว่าเป็นเจ้าของบ้าน มีอาชีพรับสตัฟฟ์สัตว์ส่งตามสวนสัตว์และตามห้างฯ ส่วนซากเสือโคร่งที่พบนายอนุชาเพิ่งนำลงจากรถในช่วงบ่ายเพื่อนำมาชำแหละ โดยได้ค่าจ้าง 5,000 บาท จึงไปจ้างคนงานแถวบ้านช่วยชำแหละ โดยให้ค่าจ้าง 700 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ "นายอนุชา" เคยเอาซากเสือมาให้ชำแหละ โดยรับซากเสือโคร่งมาจาก "นายอ๊อด" เจ้านายซึ่งพักอยู่ย่านบางกรวย และ "นายอ๊อด" ให้ขับรถนำซากเสือโคร่งมาชำแหละและเฝ้าจนกว่างานจะเสร็จ ได้ค่าจ้าง 20,000 บาท ทำมาแล้ว 2 ครั้ง หลังชำแหละตัวแรกเสร็จได้โทรศัพท์เรียก "นายอ๊อด" มารับซากเสือ ระหว่างรอได้เดินออกมาหาซื้อกล่องกระดาษหน้าปากซอย โดยที่ไม่ได้ล้างคราบเลือดในมือ เมื่อเจอเจ้าหน้าที่จึงโดนจับ สำหรับขบวนการดังกล่าว ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่าแก๊งดังกล่าวเป็น
แก๊งแม่สอด ที่ส่งซากเสือโคร่งไปประเทศจีน
        หลังการจับกุมขบวนการชำแหละเสือโคร่งดังกล่าว แน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจบก.ปทส.ก็พยายามที่จะสืบสวนขยายผลไปยังแหล่งใหญ่ต้นตอในการสั่งออเดอร์ซากเสือ ส่วนจะขยายผลได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ว่ากันว่าขบวนการค้าสัตว์ป่าดังกล่าวเป็นขบวนการที่ใหญ่พอสมควร
       แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่อง "เสื่อ" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) เมื่อเร็วๆนี้  ( 10 ก.พ.55) เข้าตรวจสอบ สวนเสือศรีราชา และอุทยานหินล้านปีและฟาร์มจระเข้พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อป้องกันการลักลอบฆ่าเสือและนำไปชำแหละ โดย "คุณธีรภัทร  ประยูรสิทธิ์" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วย "คุณวัลลภ พิสุทธิ์พิเชษฐ์"  ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2  ชลบุรี นำเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯ เข้าตรวจสอบการเลี้ยงดูเสือและการบริหารจัดการเกี่ยวกับเสือที่เลี้ยงไว้ ที่สวนเสือ ทั้ง 2 แห่ง
           โดยจุดแรกที่เข้าไปตรวจสอบคืออุทยานหินล้านปีและฟาร์มจระเข้พัทยา มีเสือจำนวน 49 ตัว ซึ่งในปีที่ผ่านมามีเสือตาย 1 ตัวและเกิดใหม่ 2 ตัว ทั้งนี้ ที่อุทยานหินล้านปีฯ ได้มีการคุมประชากรเสือไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้น เพราะกลัวมีปัญหาการเลี้ยงซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อตัวค่อนข้างสูง เมื่อเสือตายจะบริจาคซากเสือให้สถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาเรียนรู้
        ต่อมาได้เข้าตรวจสอบสวนเสือศรีราชา มีเสือ 399 ตัว ในปีที่ผ่านมามีเสือตาย 31 ตัว ใช้วิธีเผากำจัดซาก จากนั้นนายธีรภัทร กล่าวว่า ปัจจุบันสวนสัตว์สาธารณะเอกชนทั่วประเทศที่ขออนุญาตเปิดมีทั้งหมด 40 แห่ง และในจำนวนนี้มีการขออนุญาตครอบครองสวนเสือโคร่งถึง 21 แห่ง รวมจำนวนเสือโคร่ง 888 ตัว และมีอีกประมาณ 100 ตัว ที่มีการขึ้นทะเบียนครอบครองได้ตามบ้านเรือนทั่วไป  รวมมีเสือทั้งสิ้นประมาณ 1,000 ตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการฝังไมโครชิป ติดตาม
ตัว และให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฏหมาย  และได้ขอความร่วมมือกับสวนสัตว์เอกชน ให้จัดทำลักษณะรูปพรรณคล้ายตั๋วช้างโดยให้มีการถ่ายรูปเสือที่ด้านหน้า ด้านข้าง เนื่องจากเสือมีลายเฉพาะแต่ละตัวไม่ซ้ำกัน 
         ที่สำคัญขณะนี้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 กำลังจัดทำระบบใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบลายเสือคล้ายการพิมพ์ลายนิ้วมือของคน เมื่อสำเร็จจะนำมาใช้ได้ตรวจสอบเสือได้ รวมทั้งจะมีการตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลไว้ด้วย  ทั้งนี้ การมาตรวจสอบสวนเสือ เพื่อเชื่อมโยงและปิดช่องทางขบวนการชำแหละซากเสือ ซึ่งได้มีการตรวจสอบเสือตามสวนสัตว์เอกชนก่อนหน้านี้ประมาณ 4-5 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ชลบุรี กาญจนบุรี นครปฐม และนครนายก เป็นต้น ซึ่งมีข้อสังเกตคือขนาดของเสือมักไม่ตรงตามอายุและจะต้องมีการตรวจสอบไป
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "คุณธีรภัทร" การเดินทางมาตรวจสอบเสือที่อยู่ในการดูแลของสวนสัตว์เอกชนในครั้งนี้ "คุณธีรภัทร" บอกว่า ก็เพื่อดูการบริหารจัดการของสวนเสือ และดูการทำงานของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่2 ชลบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าเสือนั้นมีการฝังไมโครชิฟไว้ตรงตามกับที่ลงทะเบียนตัวเสือไว้ ซึ่งการจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับเสือนั้นใช้ได้ เนื่องจากเป็นสวนสัตว์เอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก
        ซึ่งตนเองได้ขอความร่วมมือกับทางผู้
 บริหารสวนเสือ ว่าควรจะทำทะเบียนประวัติของเสือไว้ด้วย โดยถ่ายภาพด้านหน้าของเสือ ด้านข้างซ้ายขวาของตัวเสือที่มีลายไว้ รวมถึงลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเสือไว้ทั้งหมด ซึ่งการทำเช่นนี้ก็จะได้ตรวจสอบได้ดียิ่งขึ้นเป็นการกันข้อครหาการสวมสิทธิเสือ และเป็นแบบอย่างที่ดีที่สวนสัตว์เอกชนขนาดใหญ่ทำเป็นแบบอย่างให้สวนสัตว์เอกชนขนาดเล็กก็จะทำตาม ก็จะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศเรา ที่มีสวนสัตว์เอกชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี
        หลังจากนี้ไปข่าวคราวการจับกุมผู้ลักลอบค้าซากเสือ จะผุดให้สังคมตื่นขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
         เพราะตราบใดขบวนการค้าสัตว์ป่าแก๊งใหญ่ระดับชาติยังลอยนวลอยู่ บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่เฉพาะแค่ "เสือ" ชีวิตสัตว์ป่าเหล่านี้ก็ยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนเดิม....!!!
                                                        นวย เมืองธน