วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ตลาดสองแผ่นดิน วิถีชายแดนไทย-เขมร

              "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"จันทบุรี" ถือเป็นเมืองเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจากหลักฐานเชื่อว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี สร้างขึ้นโดยชนชาติ "ชอง" บางตำนานก็ว่าสร้างโดยชนชาติ "ขอม" หัวเมืองเดิมตามศิลาจารึก "หัวเมืองเดิม" นั้นเรียกว่า "ควนคราบุรี" ชาวพื้นเมืองเรียกว่า "เมืองกาไว" ตามชื่อผู้ปกครอง "เมืองจันทบุรี" เดิมตั้งอยู่บริเวณหน้าเขาสระบาป มีชนพื้นเมืองเดิมอาศัยอยู่เรียกว่า "ชาวชอง" มีภาษาพูดเป็นภาษาของตนเอง และเป็นภาษาซึ่งแตกต่างจากภาษาไทยและเขมร
       ในตำนาน "พระเจ้าพรหมทัต" (พ.ศ. 1349-1399) ถือเป็นเจ้าผู้ครองเมืองที่ยิ่งใหญ่ ต่อมาปี พ.ศ. 1800 ได้มีการย้ายถิ่นฐานมาสร้างเมืองใหม่ ที่บ้านหัววัง ตำบลพุงทลาย ซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำจันทบุรีในปัจจุบันและปี พ.ศ. 2200 ได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม อยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ
จันทบุรี 
    โดยในปี พ.ศ. 2310 หลังจากกรุงศรีอยุธยา เสียกรุงให้แก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้เข้ายึดเมืองจันทบุรี เพื่อใช้เป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารและรวบรวมกำลังพล ในการกอบกู้กรุงศรีอยุธยา คืนจากพม่า ในคราวนั้น "เจ้าขรัวหลาน" เจ้าเมืองจันทบุรี ชึ่งราษฎรเลือกขึ้นเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา โดยหวังว่า "พระยาจันทบูรณ์" จะช่วยปกป้องรักษาเมืองจันทบุรีให้อยู่รอดสืบต่อไป และได้ต่อต้านกองทัพของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช"  โดยได้พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เมืองจันทบุรีอยู่รอดเป็นอิสระ รักษาแผ่นดินไว้ให้ชนชาติบูรพา
 แต่สุดท้ายก็ต้องปราชัยพ่ายแพ้แก่กองทัพของ "สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช " โดยพระองค์ทรงใช้พญาช้างศึกบุกชนกำแพงเมืองจนสามารถเข้าตีเมืองเอาไว้ได้ สำเร็จ "เจ้าเมืองจันทบุรี" ได้หลบภัยไปอาณาจักรกัมพูชาจนถึงแก่อสัญกรรม "เมืองจันทบุรี" จึงตกเป็นของสยามนับแต่นั้นเป็นต้นมา
          ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ในปี พ.ศ. 2436 โดยฝรั่งเศสได้เข้ายึดเมืองจันทบุรีไว้นานถึง 11 ปี และกล่าวหาว่าไทยล่วงล้ำดินแดนอาณานิคมของฝรั่งเศส ส่วนไทยได้อ้างว่าดินแดนดังกล่าวเป็นของไทย ฝ่ายไทยเห็นว่าจะต่อสู้ทางทหารฝรั่งเศสไม่ได้จึงขอเปิดการเจรจา ทางฝรั่งเศสยื่นคำขาด โดยฝ่ายไทยต้องยอมยกดินแดนที่เป็นข้อพิพาท รวมทั้งเกาะทั้งหมดในลำน้ำโขง พร้อมเงินอีกหนึ่งล้านฟรังก์ จนกว่าจะดำเนินการเสร็จ ฝรังเศสจะยึดเมืองจันทบุรีไว้ก่อน แต่เมื่อทางไทยดำเนินการเสร็จ ฝรั่งเศสไม่ได้ถอนกำลังออก ฝ่ายไทยจึงต้องยอมยกเมืองตราด และเมืองประจันตคีรีเขตร์ หรือเกาะกง ในปัจจุบัน เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี และอีกหนึ่งปีถัดมา ไทยยอมยกเมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เพื่อแลกเมือง
ตราดคืนมา แต่ฝรั่งเศสไม่ได้คืนเมืองประจันตคีรีเขตร์แต่อย่างใด
       ปัจจุบันเมืองประจันตคีรีเขตร์ จึงอยู่ในการปกครองของกัมพูชา ต่อมามีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล จัดตั้งมณฑลจันทบุรี โดยมีเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด อยู่ในเขตการปกครองจนถึงปี พ.ศ. 2476 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย จึงยกเลิกมณฑลเทศาภิบาลและได้จัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินใหม่ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดและอำเภอ ดังนั้นเมืองจันทบุรีจึงมีฐานะเป็นจังหวัดจนถึงปัจจุบัน
           สำหรับ "เมืองจันทร์" นอกจากจะมี "เส้นจันท์ผัดปู" ซึ่งถือเป็นอาหารพื้นบ้านของอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี 
แล้ว ว่ากันว่าหากมา "เมืองจันทร์" แล้วไม่ลองลิ้มชิมรสก็ดูเหมือนจะขาดอะไรไปอย่างหนึ่ง แต่คงยังไม่ถึงขั้นถ้าไม่ได้กิน แล้วมาไม่ถึง "จันทบุรี" น่ะ
      "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" หรือ "ตลาดชายแดนไทย-กัมพูชา" และ
 ตลาดบ้านแหลม ตั้งอยู่ที่บ้านแหลม หมู่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี ห่างจากที่ว่าการอำเภอโป่งน้ำร้อน 46 กิโลเมตร เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงที่มาเยือน "เมืองจันทร์"
          "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" ตรงบริเวณประตูผ่านด่านของ "จุดผ่านแดนถาวรบ้านแหลม" นอกจากจะมีศูนย์อำนวยการที่คอยตรวจตราการเข้าออกของประชาชนทั้งฝั่งไทย และกัมพูชา เมื่อยืนมองจากฝั่งไทย จะเห็นพระตะบอง ประเทศกัมพูชา ดูจากสภาพภูมิประเทศ บ้านเราเจริญกว่ามากครับ
           "ตลาดบ้านแหลม"  หรือ "ตลาดสองแผ่นดิน" นอกจากจะเป็นตลาดการค้าชายแดนขนาดใหญ่อีกแห่งของภาคตะวันออกแล้ว การเดินจับจ่ายสินค้าที่ตลาดแห่งนี้ ยังได้สัมผัสกลิ่นไอวีถีชีวิต และวัฒนธรรมของไทย-กัมพูชาอย่างชัดเจน เพราะถ้าไม่มีจุดผ่านแดนฯกั้นอยู่ คนไทยและกัมพูชาก็ดูเหมือนจะแยกกันไม่ออก และอาจเป็นด้วยวัฒนธรรมการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าของประชาชนชายแดนของทั้งสองประเทศนี้เอง จึงทำประชาชนของทั้งสองประเทศชขายแดนแถบนี้ เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากยิ่งขึ้น
          ส่วนบรรยากาศของ  ถือเป็นตลาดที่มีการค้าขายสินค้าอุปโภคบริโภคตามแนวชายแดน มีการส่งเสริมอาชีพประชาชนในการทำเฟอร์นิเจอร์จากไม้ เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและนักท่องเที่ยว จะมีพ่อค้า แม่ค้า ทั้งชาวไทยและกัมพูชา ต่างนำสินค้ามาขายกันอย่างมหลากหลายชนิด ที่สำคัญคือราคาถูก ส่วนภายในตัวตลาด ก็มีสินค้า อุปโภค บริโภค มากมาย ทั้งสินค้าแปรรูปต่างๆ ผัก ผลไม้ พืชผักสวนครัวแทบทุกชนิด อาหารคาวหวาน ครื่องประดับ ของใช้ในครัวเรือน และอื่นๆอีกมากม
และที่ผมสนใจก็คงจะเป็นพวก ปลาสด มีทั้งปลาน้ำจืด และปลาทะเล แถมราคาไม่แพงครับ
       นอกจากนี้  เรายังสามารถเดินทางเข้าไปซื้อสินค้าบริเวณชายแดน ของสองประเทศได้โดยสะดวก การข้ามแดนอนุญาตเฉพาะผู้ที่อยู่ในจังหวัดจันทบุรีเท่านั้น ระหว่างเวลา 07.00-20.00 น. ตลาดนี้ห่างจากเมืองพระตะบอง 96 กิโลเมตร การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด แต่จะอยู่เลยไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร
          หลังจากที่มาเดินทอดน่องกันที่ "ตลาดบ้านแหลม"  หรือ "ตลาดสองแผ่นดิน" แล้ว อีกสถานที่หนึ่งอยากแนะนำให้มาสักการะกัน สำหรับ "ศาลเจ้าแม่เขาเกลือ" ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางจากอำเภอมะขาม กับอำเภอโป่งน้ำร้อน  จังหวัดจันทบุรี

   ซึ่งจากคำบอกเล่า ที่เล่าต่อกันมา ระบุว่า ในปี พ.ศ. 2506  ถนนเหมือนทางเกวียน  สภาพเต็มไปด้วยป่าเขาดงดิบ  สัตว์ร้ายชุกชุม  ผู้คนที่เดินทางในฤดูฝนส่วนมากมักใช้ม้า หรือไม่ก็เดินเท้า เพราะหนทางมีแต่หล่มโคลน แสงแดดส่องแทบไม่ถึงพื้นดิน  "ศาลเจ้าแม่เขาเกลือ" แห่งนี้ ถือเป็นจุดที่ชาวบ้านและผู้สัญจรจะหยุดพัก หลังจากเดินทางขึ้นเขาสูงชัน  ชาวบ้านและคนเดินทางมักจะเข้าไปกราบไหว้ขอพรเจ้าแม่  ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยทุกคน  
           ส่วน "บ้านภูธาร"  ตั้งอยู่ถนนริมเขื่อนคลองพระพุทธ ตำบลพังงอน อำเภอโป่งน้ำร้อน
 จังหวัดจันทบุรี  ถือเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผมมีโอกาสแวะมาจิ๊บอะไรชิวๆ ปล่อยอารมย์เพลินๆ มีอาหาร หลากหลายเมนูไว้คอยบริการสำหรับผู้มาเยือน บรรยากาศดีมากๆครับ วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!
                                                      นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เส้นทางรถไฟสายมรณะ

          ตะลอนตามอำเภอใจ- สะพานข้ามแม่น้ำแคว ( The Bridge of the River Kwai) ตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ ตามทางหลวงหมายเลข 323 ประมาณ 4 กิโลเมตร แยกซ้ายประมาณ 400 เมตร มีป้ายบอกทางชัดเจน และ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ยังถือเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย ก็ว่าได้ เพราะเป็นสะพานที่สำคัญที่สุดของเส้นทางรถไฟสายมรณะ ที่สร้างขึ้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่น ได้เกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร  ทั้งทหารอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลันดา นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา
      เส้นทางรถไฟสายมรณะ ดังกล่าวมีความยาว ประมาณ 61,700 ก.ม. และใช้กรรมกรชาวจีน ญวน ชวา มลายู ไทย พม่า อินเดีย อีกจำนวนมาก ที่ถูกเกณฑ์ มาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นเส้นทางผ่านไปสู่ประเทศพม่า โดยเส้นทางช่วงหนึ่ง มีจุดงข้ามที่แม่น้ำแควใหญ่ จึงต้อง
มีการสร้างสะพานขึ้น ครับว่ากันว่า ในการสร้างสะพานและทางรถไฟสายนี้ ในขณะนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก เพราะนอกจากขาดแคลนอาหารแล้ว ยังเกิดโรคระบาดต่างๆ ส่งผลให้เชลยศึกที่ถูกเกณฑ์มาสร้างสะพานและรางรถไฟขณะนั้น
จำนวนหลายหมื่นคนต้องจบชีวิตลง จากความป่าเถื่อนและทารุณของ
สงครามในครั้งนั้น
         ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สะพานข้ามแม่น้ำแควเดิมได้รับความเสียหายอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลไทยได้ซ่อมแซมใหม่ ภายหลังสงครามสิ้นสุดลง เมื่อปี พ.ศ. 2489 จนสามารถใช้งานได้ดังเดิม "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" จึงถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ
         ในประวัติศาสตร์ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ไม่เคยมีจริง จนกระทั่งสหรัฐอเมริกา ได้สร้างภาพยนต์ขึ้นมา ทางจังหวัดกาญจนบุรี จึงได้ตั้งชื่อสะพานที่ท่ามะขามให้เป็น "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" เพื่อให้เหมือนในหนัง จนกระทั่งมีกลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเที่ยวและเยี่ยมชมสะพานฯแห่งนี้ และเกิดการสร้างรายได้ให้แก่ท้อง
ถิ่นจนถึงทุกวันนี้
                ผมเกริ่นนำเรื่อง "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" เพราะแน่นอนว่า ได้มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จังหวัดกาญจนบุรี และหากไม่ได้แวะเวียนมาเยี่ยมชม "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึง "เมืองกาญจน์" ในย่านบริเวณ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว"
               นอกจากจะมีของกิน ของใช้ และร้านอาหาร ที่ตั้งขายกันกันอย่างมากมาย และดูเหมือนจะเป็นมนต์เสน่ห์ที่ควบคู่กับการที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ ได้ยืนเก๊กหล่อ เก๊กสวย แอ๊กชั่นถ่ายรูปคู่กับ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" เพื่อเก็บภาพไว้เป็นที่ระทึก หรือนำไปโพสต์ที่เฟดบุ๊ค แล้ว ร้านเครื่องประดับ เงิน พลอย ในตลาดที่มีมากมายนับสิบๆร้าน ก็ดูเหมือนจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเหมือนกัน แค่เดินดูอย่างเดียวก็รู้สึกเพลินเพลินจำเริญใจดีเหมือนกันครับ
             นอกจากนี้ ที่ "สะพานข้ามแม่น้ำแคว" ยังมีบริการรถราง Fairmong ทุกวัน โดยวันธรรมดา จะมีตั้งแต่เวลา 08.00-10.30 น., 11.20-14.00 น., 15.00-16.00 น., และ 18.00-18.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์  ตั้งแต่เวลา 08.00-09.30 น., 11.20-14.00 น., และ 18.00-18.30 น. ค่าโดยสารคนละ 20 บาท
           ส่วนงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแคว จะจัดในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของการสร้างทางรถไฟสายมรณะ และสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการแสดงนิทรรศการในทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี การแสดงพื้นบ้าน การออกร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมือง และการแสดง แสง สี เสียง บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว โดยในปีนี้ จังหวัดกาญจนบุรีร่วมกับทุกส่วนราชการทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนชาวจังหวัด
กาญจนบุรี จัดงาน “สัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควและงานกาชาด” ประจำปี 2554 เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน – 6 ธันวาคม 2554 ณ บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
        "คุณณฐพลษ์   วิเชียรเพริศ" ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ในฐานะพ่อเมือง บอกว่า งาน“สัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควและงานกาชาด” ถือเป็นงานประจำปี ของจังหวัดกาญจนบุรี อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้แก่ประชาชนในพื้นที่ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเพื่อให้ผู้มาเที่ยวชม
 งานได้รู้จักจังหวัดกาญจนบุรีซึ่งประเทศไทยในฐานะ ที่เป็นที่ตั้งอนุสรณ์สถานแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนี้ยังเป็นการสื่อให้ผู้ที่มาเที่ยวชมงานทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ได้ตระหนักถึงพิษภัยของสงครามและนำไปสู่การเกิดความรักและสันติภาพในที่สุด    
         สำหรับกิจกรรมในงานสัปดาห์สะพานข้ามแม่น้ำแควฯ ประกอบด้วย   การ แสดง แสง สี เสียง โดยมีแนวคิดการแสดงที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสงครามและสะท้อนให้เห็น ถึงความมีน้ำใจของชาวกาญจนบุรีต่อชาวต่างชาติที่โดนนำตัวมาเป็นเชลยศึก
ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแคว โดยในปีนี้ ผู้เข้างานสามารถซื้อบัตรเข้าชมงานในราคา 20 บาท พร้อมชมการแสดงแสงสีเสียง โดยได้จัดไว้ให้ผู้ชมชมฟรีและมีการจัดเก้าอี้นั่งชมโดยมีค่าใช้จ่ายตามความ สมัครใจของผู้เข้าชม การจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยรวมกับSCG การ ไฟฟ้าฝ่ายผลิตและ ปตท.
        "คุณณฐพลษ์"  บอกอีกว่า การจัดนิทรรศการในปีนี้จะยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีเฉลิมฉลองการเจริญพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา การจัดจำหน่ายสินค้า และจับรางวัลมัจฉากาชาดของร้านเหล่ากาชาดเพื่อหารายได้ สำหรับกิจกรรมสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ผู้ได้รับความ เดือดร้อน  การจัดนิทรรศการแสดงผลงานของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชนและสถาบันการศึกษา ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี การจัดสวนสนุก มหรสพ และการแสดงต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยมหกรรมสินค้าราคาถูกของบริษัทชั้นนำและร้านค้าต่างๆพร้อมทั้ง การแสดงของเวทีคอนเสิร์ต นักร้องชื่อดังและวงดนตรีชั้นนำและร้านค้าต่างๆพร้อมทั้งการแสดงของเวที คอนเสิร์ต นักร้องชื่อดังและวงดนตรีชั้นนำ มาร่วมแสดงอย่างมากมาย จึงขอเชิญประชาชนผู้สนใจให้มาเที่ยวงานกัน
            สำหรับการเดินทาง จากกรุงเทพฯ ใช้ถนนเพชรเกษม ( ทางหลวงหมายเลข 4 ) มุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม จากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เส้นทาง จากกรุงเทพฯ โดยใช้ถนนสายปิ่นเกล้า - นครชัยศรี ( ทางหลวงหมายเลข 338 ) มุ่งหน้าสู่นครปฐม จากนั้นขับตรงไปมุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ซึ่งทั้งสองเส้นทางด้านบนจะต้องผ่านแยกนครชัยศรี จากแยกนครชัยศรี ขับตรงไป โดยจะผ่านสะพานไปบ้านแพ้ว ผ่านสะพานไปตัวเมืองนครปฐม ผ่านแยกไปจังหวัดสุพรรณบุรี จากนั้นจะถึงสะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี ( สะพานนี้จะอยู่เลนซ้ายสุด )  จากแยกนครชัยศรี - สะพานไปจังหวัดกาญจนบุรี ระยะทางประมาณ 24.4 กิโลเมตร
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ถ้ำกระแซ  และทางรถไฟสายมรณะอำเภอไทรโยค กาญจนบุรี ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของ "เมืองกาญจน์" ที่ผมได้มาเยี่ยมชม "อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 55 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 323 กิโลเมตรที่ 29–30 ถ้ำนี้เป็น ถ้ำที่เคยเป็นที่พัก
 ของเชลยศึก เมื่อครั้งสร้าง เส้นทางรถไฟสายมรณะ จากไทยไปพม่า ตัวถ้ำกระแซ ติดกับเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี–น้ำตก เป็นทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจุบันสิ้นสุดที่ สถานีรถไฟน้ำตก ภายในถ้ำโปร่งและมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐานอยู่ มองจากปาก ถ้ำกระแซ มาที่บริเวณทางรถไฟจะเห็น ทางเข้า สู่  "ถ้ำกระแซ " แถมมีทิวทัศน์ที่งดงาม มองเห็น แม่น้ำแควน้อย อยู่เบื้องล่าง บริเวณนี้เป็นจุดที่ สร้างทางรถไฟยากที่สุด เนื่องจากเส้นทางโค้งเลียบเขา เบื้องล่างเป็น แม่น้ำแควน้อย



              หลังเดินทางกลับจาก "เมืองกาญน์" มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ มีโอกาสแวะ "ร้านแก้ว ของฝาก"  ริมถนนแสงชูโตสายใหม่ (กม.112) ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี
ใครหิว หรืออยากซื้อของฝากกัน ก็ลองเลือกซื้อ เลือกชมกันเอง ถูกใจมั้ย ไม่ขอการันตี แล้วแต่ชอบ ส่วนที่เค้าการันตี ว่าเลื่องชื่อก็มี มะขามกวนแก้ว ทองม้วนสด ทองม้วนกรอบ วุ้นมะพร้าวอ่อน น้ำพริกเผา น้ำมะขามสด บ๊วยมะขาม เยลลี่มะขามรสบ๊วย ฯลฯ วันนี้ขอโบกมือลาไปก่อนครับ...!!!
                                                         นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ชมวิวอ่าวพัทยา อิ่มบุญเขาพระตำหนัก

          ตะลอนตามอำเภอใจ-สัปดาห์ดาที่แล้ว ผมหยิบยกเรื่องราวของ  "หาดจอมเทียน" เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มาเขียนถึง ช่วงที่อพยพหนีน้ำท่วมจากบ้านย่านรังสิต มาที่ เมืองพัทยา ซึ่ง"พัทยา" นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกแล้ว ยังมัประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พ.ศ. 2310 ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า 3 เดือน "พระเจ้าตากสิน" หยุดพักทัพ ที่บริเวณหน้าวัดใหญ่อินทารามในปัจจุบัน  แล้วเดินทัพมุ่งตรงไปยังจันทบุรี ระหว่างทางได้พักที่บ้านหนองไผ่ ตำบลนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง อีกด้วย
      ในอดีต "เมืองพัทยา" แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ต่อวงการบันเทิงภาพยนต์ของไทย ที่ต้องสูญเสียบุคลากรในแวดวงบันเทิงของไทยครั้งสำคัญ ฉากสุดท้ายภาพยนตร์เรื่อง "อินทรีทอง" ซึ่ง "คุณมิตร ชัยบัญชา" แสดงนำฝ่ายชาย และ "คุณเพชรา เชาวราษฎร์" รับบทแสดงนำฝ่ายหญิง
      ขณะที่
"อินทรีทอง" เข้าปราบปรามคนร้ายแล้วก็ต้องหนีตำรวจออกจากรังของคนร้าย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์  "คุณมิตร" ได้เลือกสถานที่ถ่ายทำที่แหลมไม้รวก หาดดงตาล พัทยาใต้  จังหวัดชลบุรี และตกลงการถ่ายทำฉากสุดท้ายของเรื่องในเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2513 เวลา 9.00 นาฬิกา
                ฉากสุดท้าย "คุณมิตร" ได้ดัดแปลงจากบทประพันธ์เดิม โดยสมมุติว่า "วาสนา" (คุณเพชรา) เป็นผู้ขับเฮลิคอปเตอร์มารับโรม (อินทรีทอง) และ(คุณมิตร) ซึ่งรับบท "โรม ฤทธิไกร" จะต้องวิ่งหนีตำรวจมา โหนบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ที่บินมารับ แล้วปีนบันไดขึ้นไป กล้องก็จะตามเก็บภาพให้เห็นเฮลิคอปเตอร์พาอินทรีทองลับหายไป
เพื่อให้สมจริงในการถ่ายทำฉากนี้ "คุณมิตร" ตกลงจะแสดงด้วยตัวเอง ได้วิ่งกระโดดเกาะบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ โดยมือซ้ายเกาะอยู่ที่ขั้นที่ 4  มือขวาอยู่ที่ขั้นที่ 3 และตามที่ได้ตกลงก่อนถ่ายทำว่า ถ้านักบินได้รู้สึกถึงแรงถ่วงที่บันไดให้นำเครื่องขึ้นได้ทันที ดังนั้นนักบินซึ่งจะมองไม่เห็นนักแสดง จึงได้นำเครื่องขึ้นทันที
             ด้วยแรงกระตุกของเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ข้อมือ "คุณมิตร" เคล็ดไม่มีแรงปีนขึ้นบันได ต้องห้อยตัวอยู่ที่บันได และเมื่อเครื่องขึ้นก็มีทั้งแรงลมจากเฮลิคอปเตอร์และแรงลมธรรมชาติ พัดให้ตัวปลิวสะบัดอยู่กลางอากาศกระทั่งข้อมือหัก และในจังหวะที่เครื่องเลี้ยวกลับ
ทำให้มีแรงเหวี่ยงรุนแรงเป็นเหตุให้ "คุณมิตร" ร่วงลงมาร่างกระแทกพื้น ริมจอมปลวกใกล้หนองน้ำ บริเวณแหลมไม้รวก หาดดงตาลพัทยาใต้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พศ. 2513 เวลา 16.13 นาฬิกา ทำให้เสียชีวิตเกือบจะทันที
             ศพของ "คุณมิตร ชัยบัญชา" ถูกตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง มีประชาชนหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานหลายหมื่นคน จนพื้นที่ไม่เพียงพอ ต้องย้ายไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนมาร่วมงานกว่าสามแสนคน "ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" กล่าวว่า เป็นงานศพของสามัญชนที่มีคนมาร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์
             ตลอดระยะเวลา 13 ปีกว่า "คุณมิตร
 ชัยบัญชา" แสดงหนังทั้งหมด 266 เรื่อง แต่"คุณมิตร" ไม่เคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทองแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่เป็นหนังขนาด 16  มม.  เสียงในฟิล์มเพียง 16 เรื่อง แสดงคู่กับนางเอกมากกว่า 29 คน โดยแสดงคู่กับ "คุณเพชรา เชาวราษฎร์" มากที่สุดถึง 172 เรื่อง ทุกวันที่ 8 ตุลาคมของทุกปีจะเป็นวันครบรอบการจากไปของ "คุณมิตร ชัยบัญชา" และในหัวใจของชาวไทย ยังคงมีดาราทองคนนี้อยู่ตลอดกาล
            นอกจาก "หาดจอมเทียน" ที่ผมเขียนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว "เขาพระตำหนัก"  หรือ  "เขาพระบาท" ยังเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งผมมี
 โอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  เป็นภูเขาไม่สูงมาก คั่นระหว่าง "หาดพัทยาใต้" กับ "หาดจอมเทียน" ซึ่งบนยอด"เขาพระตำหนัก" ยังเป็นที่ตั้งของ "วัดเขาพระบาท" และอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สถานีวิทยุ ส.ทร.5 ของทหารเรือ โดยเป็นจุดชมวิว ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ โดยจะเปิดให้ขึ้นไปชมได้ระหว่างเวลา 07.00-22.00 น.ของทุกวัน
         "เขาพระตำหนัก" จุดนี้จะแลเห็นทัศนียภาพโค้งอ่าวของบริเวณเมืองพัทยา ทัศนียภาพสวยงามมาก และถือเป็นธรรมเนียม หรืออาจเป็นการแก้บนก็เป็นไปได้ คนที่มาที่นี่จะ
 ต้องจุดประทัด ซึ่งที่จุดประทัดจะอยู่ด้านล่างของอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ ลงขั้นบันไดไปนิดหน่อย บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยขยะจากเศษประทัดติดกันก็จะมี "วัดเขาพระบาท" ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่าง
 ชาตินิยมแวะเวียนมาทำบุญไม่ขาดสายเช่นกัน บริเวณเชิงเขาพระตำหนัก ก็มีสวนเฉลิมพระเกียรติ โดยถนนพระตำหนัก มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนออกกำลังกายสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และใกล้ ๆ จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลาง เขต 3
       จุดบริเวณเชิง "เขาพระตำหนัก" นอกจากจะมีสวนเฉลิมพระเกียรติแล้ว ยังมี "วัดพระใหญ่" เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชลบุรี นามว่า "พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร" ที่ประชาชนนิยมเรียกว่า "หลวงพ่อ
 ใหญ่" สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520 หน้าตักกว้าง 5 วา 9 นิ้ว สูง 9 วา 9 นิ้ว ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปประจำวันประดิษฐานอยู่โดยรอบ ด้านบนนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลหลังเขาได้ในมุมสูง พร้อมกับสิ่งก่อสร้าง ตึก และอาคารของโรงแรม อพาร์ทเม้นต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับชายหาดได้อย่างชัดเจน
        นอกจากนี้ก่อนถึง"วัดพระใหญ่"ยังมีสถานที่น่าสนใจ คือ "วังสามเซียน" ซึ่งถึงก่อน "วัดพระใหญ่" อีกแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ประดิษฐาน รูปปั้นของพระโพธิสัตว์กวนอิมประทับอยู่กลางสระน้ำ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น จำลองประวัติศาสตร์ของประเทศจีนอื่นๆอีกมากมาย อาทิ ห้องเรียนสมัย ขงจื้อ เรื่องราว 24 กตัญญู รูปปั้นจำลอง ราชวงศ์ต่างๆ
ของประเทศจีน รูปปั้นจำลอง พระถังซำจั๋งและศิษย์เอก ระฆังแห่งคุณธรรม ม้าศึกกวนอู บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ มองเห็นทิวทัศน์เมืองพัทยาได้อย่างชัดเจน มีร้านอาหารไว้บริการเปิดบริการทุกวัน แถมยังเข้าชมฟรีอีกด้วย
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จารึกแผ่นศิลาใน "วัง
 สามเซียน" เมื่อปีพ.ศ. 2532 จารึกไว้ว่า "เขาพัทยา ภูผาตระหง่าน  ชูสล้างเงื้อมง่ำ ฝั่งชล ครั้งหนึ่งพระเจ้าตากสิน เคยพักทัพ ณ ที่นี้ เพื่อกอบกู้เอกราชกรุงสยาม  แมกไม้ห้วยน้ำลำธาร ยังคงยืนยง ดุจเก่าก่อนพลเป็นพยาน ข้าพเจ้าทั้งหลาย ซาบซึ้งในทิวทัศน์ธรรมชาติ ประกอบกับคุณค่าในประวัติ  จึงได้ร่วมแรงกันสร้างถนนขึ้นถึงยอดเขา  และสร้างศาลเทพเจ้าแห่ง ฮก ลก ซิ่ว  เพื่อผดุงเสริมความงามและความศักดิ์สิทธิ์ ให้เขาลูกนี้สถิตสถาพรต่อไป"
            ส่วนการเดินทางมาที่ "เขาพระตำหนัก"  จากพัทยาเหนือ-กลาง-ใต้ โดย
 ถ.สุขุมวิท ให้เลี้ยวขวาตรงป้ายที่บอกว่าไปพัทยาใต้ แล้วเลี้ยวซ้ายที่ไฟแดงแรก ขับมาอีกนิดนึงก็จะเจอ 5 แยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.พระตำหนัก แล้วก็เลี้ยวขวาอีกครั้ง ไปทางเดียวกับ Royal Cliff beach Garden ขับรถขึ้นไปได้ ทางขึ้นกับทางลง คนละทางกัน
            อ๋อ ! ผมลืมบอกไปหากมาชมวิวที่ "เขาพระตำหนัก" แล้วเกิดหิวขึ้นมา ก็มีร้านลูกชิ้นหมูปิ้ง ร้านขายน้ำมะพร้าวกินเย็นๆชื่นใจ หรือจะนั่งจิ๊บกาแฟแบบผม ชมทิวทัศน์อ่าวพัทยาไปด้วย ก็ถือเป็นการเพิ่มอัตถรสยิ่งขึ้น นานๆ ได้มีโอกาสทำบุญสักครั้ง ถือเป็นเรื่องมงคลให้กับชีวิต ถึงแม้ "เขาพระตำหนัก" แห่งนี้จะอยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานคร แต่ก็น้อยครั้งมากที่จะตั้งใจเดินทางมาทำบุญเหมือนเช่นครั้งนี้ วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                       นวย  เมืองธน