วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เสน่ห์ตลาดน้อย อดีตชุมชนรุ่งเรือง

           นวันชิวๆ ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เดินเล่นตามตรอก ซอก ซอย ย่านชุมชนตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร ถือว่าได้เปิดหู เปิดตาพอสมควร เพราะที่นี่เป็นย่านชุมชนจีนโบราณ ในอดีตตลาดน้อยเป็นย่านการค้าที่ติดท่าเรือริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นชุมชนเก่าแก่รุ่งเรืองมากแห่งหนึ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยมีชาวโปรตุเกสเข้ามาเป็นผู้อาศัยเป็นกลุ่มแรกๆ และมีชาวจีนขนสินค้ามาขายที่ท่าเรือฯ จากนั้นก็มีชาวญวน เขมร มาปักหลักอาศัย ในอดีตย่านนี้จึงเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ที่คนหลายเชื้อชาติมาอาศัยอยู่รวมกันจวบจนปัจจุบัน
    ส่วนจุดเด่นของการเดินทอดน่องท่องเที่ยวย่านชุมชนตลาดน้อย ก็คงจะหนีไม่พ้นการเดินชมตึกแถวเก่าๆ อาคารเก่าแก่ สถาปัตยกรรมจากยุคที่แตกต่างกัน ยังคงอนุรักษ์ไว้จำนวนมากมาย และกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนไม่ขาดสาย อาทิ โบสถ์กาลหว่าร์ ศาสนสถานของ
ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก อาคารกรมเจ้าท่า และธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งเป็นธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย ตัวอาคารธนาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบโบซาร์ผสมนีโอคลาสสิก โดยก่อสร้างตั้งแต่ พ.ศ.2451ติดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ปัจจุบันก็ยังคงเปิดให้บริการอยู่ ซึ่งอาคารแห่งนี้เคยได้รับรางวัลอนุรักษ์ทางสถาปัตยกรรมอีกด้วย แถมยังมีร้านขายอาหารของกินที่มีชื่อเสียงมากมายที่ดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวให้มาลิ้มรส
อาทิ ขนมกุยช่ายตลาดน้อย หรือเป็ดตุ๋นกรมเจ้าท่า และร้านของกินต่างๆ อีกมากที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอก ซอย ในชุมชนตลาดน้อยแห่งนี้
ในขณะที่เดินไปตามถนนเล็กๆ เราจะเห็นตึกแถวเก่าๆ โรงกลึง แหล่งซื้อขายอะไหล่เครื่องยนต์เก่าอยู่หนาตาพอสมควร ซึ่งมีการบอกเล่าว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารญี่ปุ่นว่าจ้างให้ช่างตีเหล็กของที่นี่ทำชิ้นส่วนเครื่องเรือให้ จนกลายเป็นแหล่งซื้อขายอะไหล่เครื่องยนต์เก่าแห่งแรกของกรุงเทพฯ ก็ว่าได้ นอกจากนี้ ชาวชุมชนตลาดน้อยยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมและกิจกรรมต่างๆ อาทิ เทศกาลกินเจ พิธีกรรมต่างๆ ที่ยังคงปฏิบัติกันโดยทั่วไป ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ หากมองผ่านๆ เหมือนไม่มีอะไรมากไปกว่าตึกโทรมๆ จึงต้องค้นหาเสน่ห์ที่หลากหลายซึมซับถึงอรรถรสอันแท้จริงของชุมชนแห่งนี้ และเป็นสถานที่หนึ่งซึ่งดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยือนอย่างไม่ขาดสาย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องที่ชุมชนตลาดน้อยของผมนั้น สิ่งหนึ่งที่ดูแล้วเพลินตา คงจะหนีไม่พ้นงานศิลปะแนว
สตรีทอาร์ทที่ซ่อนตัวอยู่ตามกำแพงตึกเก่าๆ และเข้ากันอย่างลงตัวในรูปแบบของถนนศิลปะ จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในชุมชนแห่งนี้ ที่งานศิลปะอย่างสตรีทอาร์ทและกราฟฟิตี้เข้ามามีบทบาทสร้างสีสันดึงดูดผู้คนและนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลปะแนวนี้ให้เข้ามาชื่นชมงานศิลปะดังกล่าวอย่างไม่ขาดสาย และแน่นอนว่าเมื่อผมมีโอกาสมาเยือนที่ชุมชนแห่งนี้ ก็คงไม่พลาดถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนิดนึงนะ ส่วนคราวหน้าถ้ามีโอกาสมาเยือนที่นี่อีก ก็คงจะไปดู

มุมอื่นๆ อีกก็แล้วกัน...!!!
                               "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตลาดโชคชัย 4 แหล่งอาหารอร่อย ลือเลื่องศูนย์สร้างอาชีพกรุงเทพฯ

                 สำหรับ "ถนนลาดพร้าว" คงต้องบอกว่านานมากแล้วที่ไม่ค่อยมีโอกาสแวะเวียนมาถนนสายนี้เลย ซึ่งถนนลาดพร้าวเป็นถนนสายหนึ่งในกรุงเทพมหานคร มีจุดเริ่มต้นที่ปากทางลาดพร้าว ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสเดินทางมาที่ย่านโชคชัย 4 เขตวังทองหลาง ซอยลาดพร้าว 53 บริเวณศูนย์การค้าโชคชัย 4 หรือจะเรียกตลาดโชคชัย 4 ก็คงไม่ผิดอะไร ที่สำคัญตลาดโชคชัย 4 แห่งนี้ หากใครเป็นนักชิมที่นิยมหาของกินอาหารอร่อยๆ ประเภทอาหารสตรีทฟู้ด รับรองได้เลยว่าไม่ผิดหวัง เพราะย่านนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมอาหารราคาไม่แพงมานานแล้ว แถมมีทั้งโซนที่เป็นร้านอาหารและตลาดสดที่สามารถเข้าไปจับจ่ายซื้อกับข้าว อาหารสด ขนม ผลไม้มากมายจริงๆ แน่นอนว่าเช้า สาย บ่าย ค่ำ ตลาดแห่งนี้ไม่เคยเงียบเหงา โดยเฉพาะสีสันช่วงเย็นๆ จนถึงดึกจะมีตลาดโต้รุ่งเปิดโล่ง มีร้านอาหารคาว หวาน ให้เลือกกินกันหลากหลายชนิด จนพุงกางกันเลยก็ว่าได้
ในวันที่ผมมีโอกาสมาเยือนตลาดโชคชัย 4 เป็นช่วงเที่ยงๆ ก็เลยเดินหาของกินแถวๆ ตลาดสด มีร้านขายอาหารเรียงรายอยู่ในตลาดหลายแผงติดกัน จะรอช้าอยู่ทำไม บรรยากาศแบบนี้ใช่ว่าจะมีโอกาสได้พบอยู่บ่อยๆ เหลือบสายตาไปเห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยว เลยสั่งเส้นหมี่เย็นตาโฟมากิน 1 ชาม น้ำฟรีอีกต่างหาก อย่าถามว่าอร่อยมั๊ย กินจนเกลี้ยงชาม คิดเอาเองก็แล้วกัน ไม่น่าเชื่อชามใหญ่ๆ ราคา 30 บาท แถมอร่อยไม่แพ้ที่ไหนเลยก็ว่าได้ และหากใครผ่านมาที่ตลาดแห่งนี้ ก็ลองมา
เดินหากินดูนะ ส่วนผมหลังจากอิ่มท้องแล้วก็เดินดูบรรยากาศภายในตลาดแห่งนี้ มันทำให้เรานึกย้อนไปถึงสมัยเด็กๆ สมัยที่ยังไม่มีห้างสรรพสินค้าผุดขึ้นมากมายนัก เวลาได้มาตลาดอย่างนี้รู้สึกตื่นเต้นดีจัง
ภายในตลาดโชคชัย 4 นอกจากจะมีอาหารอร่อยๆ ที่ขึ้นชื่อลือนามมากมายแล้ว ยังมีศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ที่อาคารมีนะโยธิน บริเวณตลาดโชคชัย 4  โดยปรับปรุงอาคาร 10 คูหา ชั้น 2 และ 3 เนื้อที่ประมาณ 1 พันตารางเมตร ได้รับการสนับสนุนจากนายบุญเอก มีนะโยธิน เพื่อให้กรุงเทพมหานครนำมาใช้ประโยชน์ต่อส่วนรวม สำหรับศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตโชคชัย 4 เขตวังทองหลาง เป็นศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตที่เปิดให้บริการกับประชาชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึงผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ซึ่งศูนย์ฯ แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของประชาชนทุกเพศทุกวัยอย่างครบวงจรแห่งแรกของกรุงเทพมหานคร และเป็นสถานที่ฝึกอบรมอาชีพต่างๆ ฟรีให้กับประชาชนที่สนใจอีกด้วย
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" 
สำหรับวิชาที่ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตกรุงเทพมหานคร เปิดฝึกอบรมฟรีให้กับประชาชน อาทิ ซ่อมคอมพิวเตอร์ เบเกอรี่ ตัดเย็บเสื้อผ้าสตรี เสริมสวย และตัดผมสุภาพบุรุษ ฯลฯ ซึ่งในวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงสายๆ จนถึงบ่ายๆ จะมีประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ และจากที่อื่นๆ ตั้งแต่เด็กๆ จนถึงผู้สูงวัยจากหลากหลายอาชีพเดินทางมาใช้บริการตัดผมฟรีเป็นจำนวนมาก จากผู้มาฝึกอบรมเรียนตัดผมสุภาพบุรุษของศูนย์ฯ โดยมีวิทยากรผู้สอนควบคุมดูแลอยู่ ซึ่งทำให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แถมยังสร้างสีสันให้กับผู้ที่ได้มาเยือนตลาดโชคชัย 4 แห่งนี้อีกด้วย...!!!
                                             "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เก็บใบมะดันอ่อน ความแซ่บบังเกิด

                  "ะดัน" เป็นพืชผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว และนำมาปรุงแต่งรสอาหารได้อย่างมากมาย ส่วนสรรพคุณของมะดันก็หลากหลายจริงๆ ราก เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ไข้ทับระดู ขับฟอกโลหิต ขับเสมหะในลำคอ แก้กระษัย แก้ไข้หวัด ฯลฯ เปลือกต้น แก้ไข้ทับระดู แก้โลหิตระดู ใบ แก้หวัด แก้ไอ แก้กระษัย แก้เสมหะพิการ รกมะดัน แก้หวัด แก้ไข้ทับระดู และขับฟอกโลหิต ผล สามารถล้างเสมหะ แก้สอเสมหะ กัดเสมหะ ฟอกโลหิต แก้ไอ แก้ประจำเดือนพิการ
          นอกจากนี้ ยังสามารถนำผลมะดันและใบอ่อนมารับประทานสดหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงส่วนของใบอ่อนที่ใช้สำหรับประกอบอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการรสเปรี้ยวแบบธรรมชาติ ประเภทต้มส้มหรือต้มยำต่างๆ
   มะดัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Garcinia schomburgkiana pierre เป็นวงศ์เดียวกันกับมังคุด และเป็นไม้ผลที่พบได้ในทุกภาค แต่พบปลูกมากในภาคกลาง
  ผมหยิบยกเรื่องราวของ "มะดัน" มาเขียนถึง นอกจากจะบอกเล่าว่ามะดันมีสรรพคุณทางยา และนำ
มาประกอบอาหารได้อย่างหลากหลายแล้ว ซึ่งการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครั้งหนึ่งของผมนั้นมีโอกาสปีนป่ายขึ้นไปเก็บใบมะดันอ่อนๆ ที่กำลังแตกใบอ่อนสีเขียวอมน้ำตาลไหม้น่ากินทีเดียว ถามว่าจะเอาใบมะดันอ่อนมากินกับอะไรดี ก็อย่างที่บอกใบมะดันอ่อนจะนำไปแกงส้มผักบุ้ง ปลาสวาย ใส่ใบมะดันก็ได้ ทำแกงขาหมูใบมะดันก็เด็ดน่ะ แกงหมูใบมะดันก็โอเค คล้ายๆ แกงหมูใบชะมวง แต่ใส่ใบมะดันแทนครับ
     ส่วนใบมะดันอ่อนที่ผมเก็บมาในวันนี้ คงไม่ได้นำไปแกง หรือทำอะไรให้ยุ่งยากอะไรนัก และเพื่อความง่ายต่อการรับประทานขอกินสดๆ แกล้มกับ "ลาบปลาดุก" พอดีที่บ้านวันนั้นมีลาบปลาดุก แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ใบอ่อนมะดัน เป็นผักที่กินเข้ากันดีกับลาบปลาดุกอย่างออกรสชาติทีเดียว ทำให้เกิดอรรถรสในการกินเพิ่มมากขึ้น เพราะใบอ่อนมะดันจะออกรสเปรี้ยว แต่ก็ไม่มากมายนัก ตักลาบปลาดุกเข้าปาก แล้วหย่อนใบมะดันเข้าปากทีละใบหรือสองสามใบก็ได้ มันเป็นอะไรที่ฟินมากมายจริงๆ
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" 
"ลาบปลาดุก" เป็นอาหารประเภทลาบชนิดหนึ่งที่ขึ้นชื่อของภาคอีสาน ปัจจุบันทำกินกันทุกภาค เนื้อปลาดุกมีรสหวานมัน เป็นปลาไม่มีเกร็ด ก้างน้อย จึงนิยมนำมาทำลาบปลาดุก กินกับข้าวเหนียวหรือข้าวสวยก็อร่อยเหลือหลายทีเดียว ส่วนขั้นตอนการทำ "ลาบปลาดุก" ก็นำปลาดุกหนัก 300 กรัม 1 ตัว ข้าวคั่วป่น 2 ช้อนโต๊ะ พริกป่น 1 ช้อนชา ข่าหั่นฝอย 1 ช้อนชา หอมแดงซอย 1 ช้อนโต๊ะ ใบมะกรูดหั่นฝอย 2 ช้อนชา ต้นหอม 2 ต้น กะหล่ำปลี 1 หัว ถั่วฝักยาว 5 ฝัก ใบโหระพา 2 กิ่ง ใบสะระแหน่เด็ดเป็นใบ 1/2 ถ้วย น้ำมะนาว 2-3 ช้อนโต๊ะ น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนขั้นตอนและวิธีทำลาบปลาดุก ทำการขูดเมือกบนผิวปลาดุกออก นำไปย่างไฟพอสุก แกะเอาแต่เนื้อสับหยาบๆ เคล้าเนื้อปลาดุกกับข้าวคั่วป่น พริกป่น ข่าหั่นฝอย หอมแดงซอย ใบมะกรูดหั่นฝอย ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำมะนาว โรยใบสะระแหน่ ต้นหอมซอย ชิมรสตามใจชอบ จากนั้นก็นำมาเสริฟกินกับผักต่างๆ อาทิ กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว ใบโหระพา หรือใบมะดันอ่อนก็สุดยอดจริงๆ...!!!
                                                                                                               นายตะลอน

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ช้อปชิวๆ แนววินเทจ ค้นหาของเก่ามีสไตล์

             ระแสย้อนยุคของเก่า หรือวินเทจ (Vintage) ดูเหมือนในปี 2018 ยังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจากปีที่ผ่านๆ มา โดยเฉพาะเรื่องราวของแฟชั่นต่างๆ เสื้อ กางเกง รองเท้า รวมทั้งทรงผม งานศิลปะ รถยนต์ และของตกแต่งบ้าน ตกแต่งร้านอาหาร ฯลฯ
ซึ่งแฟชั่นแนววินเทจมีการนิยามว่าคล้ายการบ่มหมักไวน์ที่ยิ่งเก่าก็ยิ่งแพง โดยเฉพาะการแต่งบ้านแนววินเทจ ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เพราะสิ่งของต่างๆ ผ่านกาลเวลามานาน จึงมีคุณค่าในตัวเอง ทำให้คนรุ่นหลังอยากเก็บสะสมเอาไว้ บางอย่างมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้มีคุณค่าทางจิตใจ มีความงามในห้วงเวลาที่ผ่านมา สำหรับคนที่ชื่นชอบแนวนี้ จะรู้สึกมีความสุขและสนุกอย่างมาก ในการนำของวินเทจมาประยุกต์ตกแต่งให้ดูสวยงามไม่ซ้ำใคร ทำให้สิ่งนั้นเกิดคุณค่าทางด้านจิตใจของผู้เก็บสะสมไว้
เย็นๆ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีฝนโปรยปรายนิดนึง เล่นเอาบรรดาพ่อค้า แม่ค้า ที่จตุจักรเพลย์กราวน์ ตึกบางซื่อจังชั่น หรือตึกแดง ตรงข้ามกับตลาดนัดจตุจักร ต้องผวาน้ำจากฟ้านิดหน่อย แต่สำหรับนักช้อปผู้หลงใหลสิ่งของแนววินเทจแล้ว ดูเหมือนในวันนั้นจะคึกคักกันพอสมควร ในการเดินหาสิ่งของที่ตัวเองชื่นชอบอย่างเพลิดเพลินและมีความสุขกันถ้วนหน้าที่ได้เห็นของเก่าเก็บมากมายวางเรียงรายตามร้านค้าต่างๆ
          จตุจักรเพลย์กราวน์ เป็นแหล่งรวมของเก่ากลางเมือง ที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เดินชิวๆ ในวันนั้น ก็เลยถือโอกาสนำภาพและเรื่องราวนิดๆ หน่อยๆ มาบอกเล่าสู่กันฟัง สำหรับตลาดแห่งนี้ ส่วนมากสินค้าต่างๆ จะเป็นของเก่าและของสะสมที่หลากหลาย มีทั้งของเล่น ตุ๊กตา ของใช้ ของสะสม จนถึงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ทั้งของในไทยและต่างประเทศ ซึ่งของสะสมบางชิ้นอาจจะซื้อได้ในราคาถูกกว่าที่อื่น เนื่องจากพ่อค้าแม่ค้าส่วนมากเป็นนักเล่น นักสะสม
อยู่ในแวดวงของเก่ากันมานาน
            แน่นอนว่าของเก่าสะสมแนววินเทจมักควบคู่กับสไตล์การแต่งบ้านที่หลายๆ คนอาจมีความชื่นชอบที่ไม่เหมือนกัน อาทิ ตัวผมเองชอบโทนสีขาว ก็อาจจะนำของแนวเก่าๆ มาผสมผสานกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกนุ่มนวล มีเสน่ห์และความคลาสสิกแบบวินเทจผสมอยู่ ด้วยเหตุนี้การจะหาของเก่าสักชิ้น หรือหลายๆ ชิ้น เพื่อนำไปตกแต่งบ้านในสไตล์ที่เราชอบนั้น มันจึงเป็นการค้นหาสิ่งของนั้นๆ ที่จะตอบโจทย์ทางใจของเราเอง ที่สำคัญเราจะค้นพบมันหรือเปล่าในวันนี้ แต่ที่แน่นอนที่สุด ทุกย่างก้าวที่เราเดินดูของอยู่นั้น เราจะเพลิดเพลินกับการย้อนเวลาที่ได้เห็นศิลปะวัฒนธรรมในอดีต โดยผ่านสิ่งของที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้า นำของเก่าเก็บต่างๆ มาวางเรียงรายให้เห็น จนบางครั้งเราแทบไม่อยากกะพริบตาเลยก็ว่าได้
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จริงๆ แล้วสไตล์วินเทจไม่จำเป็นต้องใช้แต่ของเก่ามาตกแต่งเพื่อให้ได้ความรู้สึกย้อนยุคเสมอไป สมัยนี้มีการประดิษฐ์สิ่งของขึ้นมาใหม่ โดยให้ชิ้น
งานที่มีความละเมียดละไมแบบของเก่า ซึ่งนำมาตกแต่งผสมผสานกับของชิ้นเก่าที่ผ่านการใช้งานมาแล้วได้อย่างหลากหลายจินตนาการ ทำให้กระแสโบราณย้อนยุคมีเสน่ห์น่าค้นหาอย่างมาก โดยเฉพาะการนำเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้เก่าๆ มาเป็นส่วนประกอบในการตกแต่งบ้าน เพื่อเพิ่มความสวยงาม ทำให้เกิดอารมณ์คลาสสิก เพราะเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่ทำจากไม้เก่าๆ แล้วนำมาประยุกต์ตกแต่งบ้านด้วยดีไซน์อย่างลงตัว จะทำให้บ้านของเรามีสีสันวินเทจ และสะท้อนเรื่องราวเสน่ห์ความเก่าน่าค้นหาได้อย่างมิรู้ลืม...!!!
                          นายตะลอน

วันอังคารที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ท่องเที่ยวบ้านบาตร เสน่ห์ชุมชนโบราณ

            ายลมพัดเย็นโดนใบหน้า อากาศไม่ร้อนมาก การนั่งรถโดยสารไม่มีแอร์ จึงไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทางของผมในวันนี้ เพราะอากาศไม่ร้อนมาก พอที่จะใช้ความคิดได้ราบรื่นเพลินๆ ชิวๆ ในการเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ย่านชุมชนบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ นะ
            โดย "บาตร" ถือเป็นภาชนะใส่อาหารสำหรับพระภิกษุสามเณร และเป็นของใช้อัฐบริขารของพระสงฆ์ ที่มีความสำคัญอย่างมาก ปัจจุบันมีการผลิตบาตรพระหลายรูปแบบ แต่บาตรที่มีลักษณะตรงตามหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มี 2 ชนิดคือ บาตรดินเผา และบาตรเหล็กรมดำ ซึ่งมีขนาด 7-11 นิ้ว โดยมีบัญญัติห้ามไม่ให้พระภิกษุใช้บาตรที่ทำจากโลหะหรือวัสดุที่มีมูลค่าสูง เช่น ทอง เงิน ทองเหลือง ทองแดง อัญมณี และแก้วผลึกต่างๆ แม้แต่บาตรที่ทำจากดีบุก สังกะสี หรือไม้ ก็ใช้ไม่ได้ ต่อมาจึงอนุโลมให้ใช้บาตรที่ทำจากสแตนเลสได้ เพราะสะดวกในการดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย
        สำหรับย่านชุมชนบ้านบาตร ที่ผมมีโอกาสมาเยือนครั้งนี้ บางประวัติบอกเล่าต่อๆ กันมาว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 มีพระราชประสงค์จะให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางอาณาจักร ด้วยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งสมบูรณ์ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อพยพมาจากกรุงเก่าและชาวบางกอกเดิมต่างก็ต้องปรับตัวให้ตนอยู่รอดมากที่สุด ดังนั้นชุมชนเดิมที่รวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านแบบเฉพาะถิ่น อาทิ กลุ่มชาวนา กลุ่มพ่อค้า กลุ่มชาวจีน ชาวญวน หรือแม้แต่กลุ่มอาชีพเดิมก็ถูกรื้อฟื้นให้มีขึ้น เช่น ที่ถนนบำรุงเมืองหลังวัดสระเกศ ใกล้กับเมรุปูนมีซอยย่อยที่ตั้งใกล้กันอยู่ยาวทั่วทั้งถนน ในอดีตนั้นถนนแห่งนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนคนทำกินที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ตลอดทั้งปี
   นอกจากนั้นยังมีคำบอกเล่าว่า ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รวมกันมาอยู่ที่ตรอกบ้านบาตรจนกลายเป็นชุมชน ซึ่งผู้มีฐานะมักนิยมสร้างวัด ทำให้มีวัดในกรุงเทพฯ จำนวนมาก และในชุมชนแห่งนี้มีชื่อเสียงด้านทำบาตรพระ และประกอบอาชีพนี้มานานกว่า 100 ปีแล้ว
            ส่วนขั้นตอนการทำบาตร ประกอบด้วยการทำขอบบาตร ซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการทำบาตรพระ เนื่องจากขอบบาตรจะเป็นตัวกำหนดว่าบาตรใบนั้นจะมีขนาดและรูปทรงอย่างไร การประกอบกง ช่างจะตัดแผ่นเหล็กเป็นรูปกากบาท ซึ่งเรียกว่า "กง" จากนั้นจึงดัดงอขึ้นรูปแล้วนำมาติดกับขอบบาตรการแล่น คือการเชื่อมประสานรอยตะเข็บให้เหล็กเป็นเนื้อเดียวกัน โดยใช้ผงทองแดงกับน้ำประสานทองทาให้ทั่วบาตรก่อน เพื่อให้น้ำประสานทองเชื่อมโลหะไม่ให้มีรูรั่ว สมัยโบราณใช้เตาแล่นแบบที่ใช้มือสูบลมเร่งไฟ แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้เครื่องเป่าลมไฟฟ้าแทน
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากนี้ช่างจะต้องทำการลาย หรือการออกแบบรูปทรง เป็นการนำบาตรที่แล่นแล้วมาเคาะให้ได้รูปทรงที่ต้องการ จากนั้นต้องนำไป "ตีลาย" บนทั่งไม้ เพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ การสุม หรือระบมบาตร เพื่อป้องกันการเกิดสนิม โดยในสมัยก่อนจะใช้กำมะถันทา และการทำสี อันเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งทำให้บาตรเป็นสีต่างๆ อีกด้วย... !!!
                      นายตะลอน

วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561

ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

              ลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด บริเวณย่านท่าน้ำปากเกร็ด ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมวิถีชีวิตพื้นบ้านที่มีเสน่ห์ความเรียบง่ายดึงดูดให้ผมแวะเวียนมาเยือนอยู่ร่ำไป
         หากมีเวลาและเกิดอาการเบื่อๆ เซ็งๆ ไม่รู้จะไปไหน ผมก็มักจะมาเดินเล่นย่านนี้อยู่เสมอ เพราะไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก แถมในย่านนี้ยังมีของกินคาวหวานอร่อยๆ มากมาย ไม่แพ้ที่อื่นๆ อีกด้วยนะ
  ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นตลาดเก่าริมน้ำของผู้คน 3 ชนชาติ คือ ไทย จีน และมอญก็ว่าได้ เพราะมีร่องรอยทางวัฒนธรรมปรากฏอยู่ให้เห็นในอดีตจนถึงปัจจุบัน และถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของอำเภอปากเกร็ด เพราะเป็นชุมชนที่มีการอยู่อาศัย การประกอบกิจการทำมาค้าขายแบบพึ่งพา และมีความผูกพันกันตามพื้นที่ริมน้ำ เป็นสภาพสังคมชุมชนพื้นบ้านเก่าแก่ของชาวไทยในยุคสมัยก่อนที่มีคุณค่าจนถึงปัจจุบัน
    พื้นที่ปากเกร็ด ในอดีตเคยเป็นท้องถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ ศูนย์รวมการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว ปากเกร็ดจึงกลายเป็นดังจุดพักรถ เพื่อ
ต่อเรือไปยังที่ต่างๆ ภายหลังจากโครงการก่อสร้างสะพานพระราม 4 ได้รับการอนุมัติ เพื่อสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม ดูเหมือน "ปากเกร็ด" ได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกต่อการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในทุกๆ ด้าน กระทั่งการก่อสร้างเสร็จ "ปากเกร็ด" ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองใต้สะพาน รวมถึงเป็นทางผ่านในการสัญจร ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา
        โครงการท่องเที่ยวตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด จึงเป็นโครการหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่อยากเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันและส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยนำการท่องเที่ยวขึ้นเป็นจุดเด่น ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนเม็ดเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
           ส่วนการเดินทางมาตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวสู่ปากเกร็ด โดยใช้เส้นทางหลัก 11 เส้นทาง คือ ถนนพิบูลสงคราม ถนนงามวงศ์วาน ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี ถนนประชาราษฎร์สาย 1 ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนบางบัวทอง-ตลิ่งชัน ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี ถนนติวานนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนนนทบุรี 1  เดินทางเรือโดยสาร เรือด่วนพิเศษธงเขียว-เหลือง จากท่าเรือสาทรถึงท่าเรือปากเกร็ด หรือเดินทางรถโดยสารประจำทาง ขสมก. สาย 104, 51, 52, 356, 367, 166
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องที่ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด ถือว่าได้เพลิดเพลินอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีของดีมากมายแล้ว ยังเป็นชุมชนที่ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวไทยสามเชื้อชาติ ไทย จีน และมอญไว้ได้อย่างลงตัว มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารคาวหวาน ให้ลิ้มลองหลากหลาย ให้ความเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตผู้คนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกาลเวลาจะทำให้ชุมชนแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไป แต่ก็ยังคงความงดงามในรูปลักษณ์ของท้องถิ่น ในความเป็นปากเกร็ดที่ควรคู่รักษาวัฒนธรรมอันดีงามเก่าแก่ไว้ให้คงอยู่ตลอดไป... !!!
                           นายตะลอน

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2561

ไหว้พระทำบุญวัดฉิมพลี อยู่คู่เกาะเกร็ดสมัยอยุธยา

           ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และได้มาไหว้พระทำบุญที่วัดฉิมพลีสุทธาวาส หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าวัดฉิมพลี ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้บนเกาะเกร็ด เป็นวัดโบราณที่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา พระอุโบสถมีขนาดเล็กงดงามมาก แบบมหาอุตม์
          และยังมีสภาพสมบูรณ์แบบดั้งเดิม หน้าบันจำหลักไม้เป็นรูปเทพทรงราชรถ ล้อมรอบด้วยลายดอกไม้ ซุ้มประตูเป็นทรงมณฑป ซุ้มหน้าต่างแบบหน้านาง ยังคงเห็นความงามอยู่ และฐานโบสถ์โค้งแบบเรือสำเภา ขณะที่พระประธานในโบสถ์เป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะงดงาม ประดิษฐานบนแท่น ปั้นลายด้วยปูน ปิดทองประดับกระจกสี มีผ้าทิพย์ที่งดงาม มีพระสาวกนั่งพนมมืออยู่บนฐานด้านหน้า
ส่วนด้านข้างโบสถ์มีเจดีย์ทรงมอญ เรียกว่าพระมหาจุฬามณี
เจดีย์ สร้างแบบย่อมุมไม้สิบหก สมัยกรุงศรีอยุธยา มีเจดีย์ราย 4 องค์ มหาจุฬามณีเจดีย์ประดับกระจกสีตั้งแต่บัวกลุ่มรองรับองค์คอระฆัง เป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบหกองค์เดียวของ จ.นนทบุรี ที่สร้างสมัยอยุธยาและมีความงดงามมาก มีกำแพงแก้วรอบอุโบสถเหมือนกับเป็นกำแพงเมือง มีหงส์คู่อยู่ข้างประตูด้านนอก
จากข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่าวัดฉิมพลีสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง เดิมชื่อว่า วัดป่าฝ้าย สันนิษฐานว่าแต่เดิมน่าจะมีการปลูกฝ้ายกันมากในบริเวณนี้ ถูกทิ้งร้างไปพร้อมกับวัดป่าเลไลยก์ที่อยู่ติดกัน บางคนเรียกวัดนี้ว่าวัดป่าฝ้ายร้าง วัดป่าฝ้ายสร้างเมื่อพม่ายึดเมืองนนทบุรีและด่านปากเกร็ด เมื่อ พ.ศ.2308 จนมาถึงพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ.2310 ต่อมาปี พ.ศ.2317 พระเจ้าตากสินมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คนมอญที่อพยพหนีพม่ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะเกร็ด จึงได้มีการบูรณะวัดป่าฝ้ายขึ้นมาอีกครั้ง
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 2 สันนิษฐานว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าให้พระยาวิเชียรวารีเป็นแม่กองบูรณปฏิสังขรณ์ประมาณ พ.ศ.2358 และพระราชทานนามวัดเป็น "วัดฉิมพลี" ซึ่งชื่อเต็มของวัดฉิมพลี คือวัดฉิมพลีสุทธาวาส คำว่า "สุทธาวาส" ที่พ่วงท้ายชื่อใกล้เคียงกับชื่อเดิมของวัดสุทัศน์ คือ วัดมหาสุทธาวาส วัดแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีอุโบสถงดงามที่สุดใน จ.นนทบุรี เป็นโบสถ์แบบมหาอุตม์ที่ยังรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ได้มาก การบูรณะในช่วงรัชกาลที่ 2 คงมีการ

บูรณะใหม่ทั้งวัด และในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะวัดปากอ่าว หรือวัดปรมัยยิกาวาส ในครั้งนั้นได้มีพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชบริพารตามเสด็จมาบูรณะวัดฉิมพลีสุทธาวาสและวัดใกล้เคียงด้วย
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วัดฉิมพลี เป็นวัดประจำชุมชนด่านขนอน มีวัดป่าเลไลยก์ และวัดกลางเกร็ด เป็นวัดใกล้เคียงกัน วัดทั้ง 3 แห่ง เป็นวัดที่มีความงดงามยิ่งกว่าวัดแห่งอื่นๆ ในพื้นที่ปากเกร็ด วัดฉิมพลีสุทธาวาสอยู่ใกล้ด่านปากเกร็ด มีเรือสำเภามาจอดอยู่บริเวณด่านจำนวนมาก ก็มีการเอาตุ๊กตาจีนมาใช้เป็นอับเฉาถ่วงเรือกันเรือโคลง หลังจากนั้นก็นำเอาตุ๊กตาเหล่านั้นมาประดับตกแต่งวัด ที่โดดเด่นคือตุ๊กตาใหญ่ สูงประมาณ 2 เมตร 1 คู่ที่อยู่ข้างซุ้มประตูโบสถ์ นับเป็นวัดเดียวในจังหวัดนนทบุรี แม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็มีไม่กี่วัดเท่านั้นที่จะมีตุ๊กตาจีนใหญ่ขนาดนี้ ตุ๊กตาทั้งคู่เคยถูกขโมยไปจะออกนอกทะเลทาง จ.สมุทรปราการ แต่แสดงปาฏิหาริย์ลังแตกจนนำกลับมาได้ดังเดิม ใบหน้าของตุ๊กตายิ้มแย้มแจ่มใสต้อนรับคนที่เข้ามานมัสการพระในอุโบสถอีกด้วย และนี่คือประวัติวัดฉิมพลีส่วนหนึ่งที่อยู่คู่เกาะเกร็ดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา...!!!
                                       นายตะลอน