วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

Land Art สตรอเบอรี่เขาวงกต ศิลปะกลางแจ้งที่ตื่นตาตื่นใจ

       "ศิลปะมีอยู่ทุกที่บนโลกนี้และมนุษย์ก็มีศิลปะอยู่ในตัวเองทุกคน ด้วยเหตุนี้การสร้างงานศิลปะจึงสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่จำกัดเทคนิคและวิธีการขึ้นอยู่ที่ว่ามนุษย์ต้องการสร้างงานศิลปะนั้นๆเพื่อสื่อสารอะไร" ซึ่งถือเป็นความเชื่อส่วนตัวของผมที่เชื่อมานานแล้ว และช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่มีโอกาสมาเยือนบ้านไร่ไออุ่น หมู่ที่ 4 ต.เขาค้อ  อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นการร่วมมือของเครือข่ายทางเกษตรกรรมในการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสีเขียว " Green Khaokho สานต่อ Route 12" โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนโครงการบูรณาการเชื่อมต่อผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
            สำหรับบ้านไร่ไออุ่น ถือเป็นไร่สตรอเบอรี่ที่ปลอดสารพิษ เพราะไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเจ้าของไร่เป็นอดีตวิศวกร "สุทธิพงษ์ พลสยาม" และนักบัญชี "อุบลรัตน์ พลสยาม" ภรรยาที่ผันตัวเองมาสร้างครอบครัวที่อบอุ่นแบบพอเพียงที่เขาค้อ และการมาเยือนที่บ้านไร่ไออุ่นแห่งนี้นอกจากจะได้เยี่ยมชมการปลูกสตรอเบอรี่อินทรีย์แล้ว ผมยังมีโอกาสได้ชม "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" และยังได้สนทนาพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ทางศิลปะกับ "พี่เป๊าะ-ไพฑูรย์ จงทอง" ศิษย์เก่าคณะภาพพิมพ์ เพาะช่าง ที่มาใช้ชีวิตท่ามกลาง
ธรรมชาติที่เขาค้อ และนำงานศิลปะมาร่วมแสดง  "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ด้วย
"ไพฑูรย์ จงทอง" หรือ "พี่เป๊าะ" ผู้สร้างงานศิลปะในไร่สตรอว์เบอรี่ เล่าถึงที่มาของผลงานศิลปะครั้งนี้ว่า เจ้าของบ้านไร่ไออุ่นได้มาปรึกษาว่าจะทำพื้นที่ "สตรอเบอรี่เขาวงกต" พอดีตนเองเรียนศิลปะมาก็เลยทำงานศิลปะขึ้นมาประกอบกับการทำเขาวงกตซึ่งเป็นไอเดียของ "สุทธิพงษ์" พอเห็นกองกระเบื้องก็เลยเกิดแนวคิดที่จะสร้างงานศิลปะบนแผ่นกระเบื้อง และสร้างงานขึ้นมาจำนวน 20 ชิ้นด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป โดยแต่ละชิ้นงานจะเกี่ยวกับปีไก่และสตรอเบอรี่โดยใช้เทคนิคผสมการตัดบล็อกกระดาษและพ่นสีสเปรย์ บางชิ้นใช้วัสดุต่างๆมาช่วยเช่นใบไม้มาทาบและพ่นสีสเปรย์ลงไปบนแผ่นกระเบื้อง
            "พี่เป๊าะ" บอกด้วยว่าการสร้างงานครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 3 วัน และเป็นการสร้างงานศิลปะจากความรู้สึกและปล่อยจินตนาการให้รื่นไหลทางความคิดไปเรื่อยๆซึ่งงานศิลปะแนวนี้ยังไม่เคยไปจัดแสดงที่ไหน ถือเป็นครั้งแรกที่จัดแสดงลักษณะ "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ที่เขาค้อเป็นครั้งแรก แต่ก่อนหน้านี้ก็มีการจัดแสดงงานศิลปะแนวสื่อผสมที่กรุงเทพฯอยู่บ่อยครั้ง
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลความเป็นธรรมชาติของการท่องเที่ยวสีเขียว ที่บ้านไร่ไออุ่น
ไร่สตรอเบอรี่ปลอดสารพิษที่เขาค้อ คงจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวสีเขียว แถมยังได้ชมงานศิลปะของ "พี่เป๊าะ" ที่จัด
แสดงภายใน "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ซึ่งงานแต่ชิ้นสะท้อนความคิดดูแล้วอบอุ่นไม่ซับซ้อนสื่อออกมาง่ายๆเข้ากับบรรยากาศนิทรรศการกลางแจ้งอีกด้วย...

                 "นายตะลอน"

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

อารมณ์และความรู้สึก สะท้อนผ่านงานศิลปะ

                  ากยังพอจำได้ นิทรรศการเล็กๆ "ศิลปะบุกชุมชน" ตอน "จินตนาการเธอ" ที่ผมนายตะลอน (ชัยอำนวย เกษเพชรสกุล) จัดขึ้นที่ร้านอาหารตามสั่งย่านชุมชนสะพานข้ามคลองข้างวัดรังสิต ต.หลักหก อ.เมือง จ.ปทุมธานี เมื่อช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา โดยงานศิลปะแต่ละภาพจะเป็นขนาดเล็กๆ (13 cm.X 18 cm. ) ใช้เทคนิคเขียนปากกาผสมกับสีน้ำบนกระดาษ และได้รับการตอบรับจากคนในชุมชนเป็นอย่างดี ซึ่งผมเองได้แรงบันดาลใจจากผู้หญิงและจินตนาการออกมาตามความรู้สึกผ่านงานศิลปะ
           จากแรงบันดาลใจครั้งนั้นทำให้เกิดนิทรรศการเล็กๆขึ้นอีกครั้ง "ศิลปะบุกชุมชน" ตอน "อารมณ์และความรู้สึก" ซึ่งจัดแสดงระหว่างวันที่ 15 ม.ค.-15 ก.พ.2560 ณ ครัววิสันต์ อาหารอีสานรสแซบ ปากทางหมู่บ้านเมืองเอก ถนนพหลโยธิน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
โดยแต่ละภาพยังคงเป็นงานขนาดเล็กๆ (13 cm.X 18 cm. ) จำนวน 10 ภาพ ใช้เทคนิคเขียนปากกาผสมกับสีน้ำบนกระดาษ
                   ซึ่งรูปแบบการสร้างงานครั้งนี้จะมีการนำเรื่องราวสะท้อนปัญหาหาทางสังคม รวมถึงอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวผมเองในแต่ละวันสะท้อนเรื่องราวผ่านลายเส้นผสมกับตัวอักษรบอกเล่าเรื่องราวผ่านงานศิลปะ อาทิ ภาพ  " birds Friends" ก็ได้แรงบันดาลใจจากที่ได้ฟังลูกหลานชาวนาปลูกข้าวเล่าให้ฟังว่าเดี๋ยวนี้พวกนกที่มากินเมล็ดข้าวที่หว่านในนาไม่กลัวหุ่นไล่กาแล้ว ผมก็เลยเขียนงานออกมาในลักษณะที่หุ่นไล่กากับนกอยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนกัน
                   "คุณสันต์-วิสันต์ แต้มชายสงค์"  เจ้าของร้านครัววิสันต์  บอกถึงการจัดแสดงงานศิลปะที่ร้านว่า รู้สึกดีมากทำให้ร้านมีสีสันทันตาเห็นดูแล้วสดชื่นมีความเป็นธรรมชาติเป็นงานศิลปะที่สวยงามและเข้าใจง่าย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาจัดแสดงงานศิลปะที่ร้านเลย และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจัดแสดงงานศิลปะในร้านก็ว่าได้ ซึ่งลูกค้าที่มากินอาหารก็ได้เพลิดเพลินในการชมงานศิลปะด้วย ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี และตนเองก็ไม่เคยไปดูงานศิลปะตามหอศิลป์หรือที่ไหนๆ เนื่องจากไม่มีเวลาเพราะต้องทำมากินขายของตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หรือนอกจากไปเดินห้างสรรพสินค้าก็อาจจะเห็นงานศิลปะบ้างที่ประดับตามร้านต่างๆเท่านั้น
                     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทุกครั้งที่มีโอกาสไปนั่งร้านอาหารริมทางหรือตามชุมชนต่างๆผมมักเกิดจินตนาการขึ้นมาในหัวว่าผนังของร้านที่ยังเป็นพื้นที่โล่งๆน่าจะนำงานศิลปะมาติดตั้งหรือจัดแสดงให้คนได้ชมกัน ที่สำคัญชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เป็นคนหาเช้ากินค่ำน้อยคนนักที่จะไปชมงานศิลปะที่จัดแสดงตามแกลอรี่ และหอศิลป์ต่างๆ ซึ่งอาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป ทั้งที่จริงแล้วทุกคนมีศิลปะที่แฝงมากับตัวเองตั้งแต่เช้าจนกระทั่งค่ำ ซึ่งคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เกิด "ศิลปะบุกชุมชน" ขึ้น และหากผ่านมาย่านเมืองเอก รังสิต ลองแวะมาชิมอาหารอีสานรสแซบที่ครัววิสันต์ พร้อมๆกับชมงานศิลปะที่ผมนำมาจัดแสดงกันครับ...
                   "นายตะลอน"

วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2560

เขาค้อท่องเที่ยวสีเขียวสานต่อ Route 12

                "ายหมอกลมหนาว" บรรยากาศที่อบอุ่นและโรแมนติกที่ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่พาคณะพวกเรามาสัมผัสประสบการณ์การท่องเที่ยว " Green Khaokho สานต่อ Route 12" โดยตลอดการเดินทางโดยรถยนต์บนทางหลวงหมายเลข 12 (Route12) ระหว่างอ.เมืองจ.พิษณุโลก ถึงอ.เขาค้อจ.เพชรบูรณ์  ทำให้เห็นและเรียนรู้การท่องเที่ยวรูปแบบวัฒนธรรมและความ

ร่วมมือของเครือข่ายทางเกษตรกรรมเชิ่งพื้นที่ในการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยวสีเขียว (Green Khaokho) ในอ.เขาค้อ ซึ่งสกว.สนับสนุนโครงการนี้และเป็นการบูรณาการเชื่อมต่อผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
           "ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย" รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) บอกว่างานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริม และ
พัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความแตกต่างหลากหลาย สร้างทางเลือกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยว

เชิงประสบการณ์ ด้วยความร่วมมือ
             จากเครือข่ายในพื้นที่ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการบริหารจัดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพร้อมๆกับการสร้างอัตลักษณ์ให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ หากมีการบริหารจัดการและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้มีความอุดมสมบูรณ์อีกด้วย
 โดยหลังจากหน่วยงานต่างๆได้ร่วมกันปล่อยรถ Green Caravan บริเวณศาลหลักเมือง จ.พิษณุโลก สู่เส้นทางหลวงหมายเลข 12 (Route12) แล้ว จุดแรกที่เราไปถึง คือ Rain Forest Farm  ได้เดินชมการปลูกผักอินทรีย์ และได้ความรู้มากมายทีเดียว จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ Pino Latte ซึ่งทางฝ่ายปกครองอำเภอเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ก็บรรยายให้ความรู้การนำเสนอเส้นทาง New Ring และสำรวจเส้นทาง New Ring ของอ.เขาค้อ เยี่ยมชม B.N. Farm แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ได้เห็นการทำกิจกรรมของนักเรียนที่ ไร่สตรอเบอรี่ที่รัก เยี่ยมชมไร่กาแฟ ที่มีกิจกรรมคั่วเมล็ดกาแฟที่ต้นกาแฟเขาค้อ เยี่ยมชมการปลูกสตรอเบอรี่อินทรีย์ และ "Land Art  สตรอเบอรี่เขาวงกต" ที่ บ้านไร่ไออุ่น

            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ยังมีโอกาสได้ร่วมกิจกรรมดีๆ Green Khaokho สานต่อ Route 12 & Grow Green Khaokho คืนค้อให้เขา ปลูกต้นค้อ ดอกไม้ และชมนิทรรศการที่ Top View Resortโดยมี  "พิบูลย์ หัตถกิจโกศล"  ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมบอกว่า โครงการนี้สอดคล้องกับแนวทางและนโยบายของจังหวัดเพชรบูรณ์ที่มุ่งเน้นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่สะอาด ปลอดภัย เชื่อว่าการร่วมมือจากทุกฝ่ายจะรักษาความสมบูรณ์ของธรรมชาติและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย...
                                                                   "นายตะลอน"
**********************************************

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

บุกตึกร้างดูศิลปะ กราฟฟิตี้-สตรีทอาร์ท

                      มัยเด็กๆ ตอนเรียนโรงเรียนศิลปะไม่รู้จักหรอกว่า กราฟฟิตี้ (Graffiti)  คืออะไร หรือสตรีทอาร์ท (Street Art)  คืออะไร เพื่อนๆ เรียนวาดรูปกันในห้องเรียน แต่ผมกลับชอบขูดขีดเขียนตามโต๊ะเรียน ผนังห้องน้ำโรงเรียน ซอกตึก ป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ หรือที่อื่นๆ แล้วแต่จะสบช่อง ต่อมาถึงได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ใช่คนไม่ตั้งใจเรียน แต่เราให้ความสนใจประสบการณ์จริงและความรู้นอกห้องเรียนมานานแล้ว
ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสมาเดินชมงานศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) และสตรีทอาร์ท (Street Art) ภายในตึกร้างบริเวณโครงการ 6 หมู่บ้านเมืองเอก ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ซึ่งมีงานศิลปะแนวนี้ถูกสร้างขึ้นที่ผนังห้องภายในตึกร้างดังกล่าวมากมาย เรียกได้ว่าผมเดินชมงานเดินอยู่คนเดียวจนเพลินทีเดียว ซึ่งที่ตึกร้างแห่งนี้กลายเป็นสไตล์แกลเลอรี่ (gallery) แนวดิบๆ เถื่อนๆ ก็ว่าได้ เพราะบรรยากาศมันพาไปจริงๆ ส่วนผู้สร้างงานหลากหลายในตึกแห่งนี้ก็ไม่รู้เป็นผลงานของใครบ้าง ที่สำคัญก็ไม่อยากคาดเดาว่าเป็นผลงานหรือฝีมือใครที่สร้างสรรค์งานศิลปะไว้ตามผนังภายในห้องต่างๆ ของตึกร้างหลังนี้ครับ
สำหรับงานศิลปะสตรีทอาร์ท (Street Art) ก็มีผู้รู้ให้คำจำกัดความและอธิบายคร่าวๆ ให้พอรู้ที่มาที่ไปว่างานศิลปะลักษณะนี้เกิดขึ้นที่เมืองฟิลาเดลเฟีย ในรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นช่วงยุคคริสต์ทศวรรษที่ 60 ก็มีการแพร่หลายเข้าไปที่นิวยอร์ก สหรัฐฯ และดูเหมือนที่นิวยอร์กจะทำให้งาน
ศิลปะแนวสตรีทอาร์ทถูกแพร่หลาย ทำให้ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักศิลปะลักษณะนี้ โดยสตรีทอาร์ทถูกเรียกว่า เป็นศิลปะข้างถนน เพราะสามารถพบเห็นได้ตามที่สาธารณะ ตามข้างถนนทั่วไป มีการนำเทคนิคมาสร้างงานที่หลากหลาย อาทิ การพ่นผนังด้วยสเปรย์ งานประติมากรรม ใช้บล็อกกั้นสี การติดสติ๊กเกอร์ การแปะโปสเตอร์โดยใช้กาวทา รวมถึงศิลปะการจัดวาง และอีกหลายวิธีการที่ศิลปินหรือผู้สร้างงานศิลปะจะนำเทคนิคต่างๆ เข้ามาใช้สร้างงานศิลปะ

              ส่วนศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) ก็มีผู้ให้คำจำกัดความว่าเป็นภาพวาดที่เกิดจากการขีดเขียนไปบนผนังมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ สังเกตจากภาพที่เขียนลงบนผนังถ้ำที่ปรากฏขึ้นเป็นหลักฐานจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันคนทั่วไปจะรู้จักงานศิลปะกราฟฟิตี้ในลักษณะของการพ่นสีสเปรย์ลงไปบนกำแพงเป็นตัวอักษรลายเซ็น และภาพต่างๆ ที่มีพบเห็นโดยทั่วไป อาทิ การพ่นสถาบันโรงเรียนตามกำแพงสาธารณะ ตลอดจนการพ่นเป็นภาพและเรื่องราวต่างๆ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การนำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับงานศิลปะแนวกราฟฟิตี้ (Graffiti) และสตรีทอาร์ท (Street Art) มาเล่าสู่กันผ่านตัวหนังสือในคอลัมน์นี้ ก็คาดหวังว่าหลายๆ คนอาจเข้าใจงานศิลปะแนวนี้มากขึ้น...
"นายตะลอน"

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ข้าวจี่ทำง่ายกินอิ่ม คลายหนาวย่างสนุก

               รั้งหนึ่งของการ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ตลาดเช้าจังหวัดหนองคายช่วงเช้ามืดประมาณตีห้ากว่าๆ ผู้เขียนไปเดินเล่นชมตลาดและนั่งกินอาหารเช้า เป็นร้านที่ตั้งโต๊ะขายกาแฟโบราณ และร้านติดกันก็ปิ้งข้าวจี่ควันโขมง ส่วนข้าวจี่ที่กำลังปิ้งไฟก็ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจริงๆ ที่สำคัญภาพที่ผมเห็นอยู่เบื้องหน้าผมคือคนที่มานั่งกินกาแฟโบราณส่วนใหญ่ก็จะสั่งข้าวจี่มากินกับกาแฟด้วย
       ผู้เขียนจึงสั่งข้าวจี่ย่างมาสองไม้ อันใหญ่มาก ดูจากรูปทรงแล้วคิดว่าแค่อันเดียวก็คงจะอิ่ม เพราะยังเช้าอยู่เลย เป็นไปตามคาดอันเดียวอิ่มจริงๆ ส่วนอีกอันก็ห่อไว้กินเวลาหิวๆ ก็แล้วกัน และถือเป็นครั้งแรกที่ผมได้กินข้าวจี่กับกาแฟ เพราะปกติแล้วเวลากินกาแฟก็จะนึกถึงขนมปัง หรือปาท่องโก๋ ครั้งนั้นจึงถือเป็นประสบการณ์การกินข้าวจี่กับกาแฟครั้งแรกของผู้เขียนเองก็ว่าได้
            ข้าวจี่ เป็นอาหารที่ผู้เขียนมีโอกาสกินอยู่บ่อยๆ เพราะมีขายตามตลาดนัด ตลาดข้างทางรถเข็นต่างๆ มากมาย หยิบกินง่าย แถมอิ่มอีกต่างหาก ส่วนจะอร่อยเหมือนกันหรือเปล่า ก็คงขึ้นอยู่กับกระบวนการปิ้งและการปรุงรส ซึ่งก็มีข้าวเหนียวนึ่งสุก ไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็แล้วแต่ความชอบของใครของมัน วิธีทำคือ นำข้าวเหนียวนึ่งสุกมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ หรือรูปร่างตามที่ชอบ ทำการจี่หรือปิ้งด้วยไฟอ่อนๆ ให้เหลืองพองาม ตีไข่ให้แตก ใส่น้ำปลาหรือเกลือก็ได้ นำข้าวที่ปิ้งมาจุ่มลงในไข่ที่เตรียมไว้ แล้วทำการจี่ต่อไปจนสุก
            นอกจากนี้ ก็สามารถประยุกต์วิธีทำและเครื่องปรุงตามความคิดได้ อาจมีซอส หรืออื่นๆ บางที่ก็นำข้าวเหนียวไปมูลกับกะทิแล้วมาปิ้งก็มี อ่อผู้เขียนลืมบอกไป บางจังหวัดทางภาคอีสานของไทย ก็นิยมนำข้าวจี่มากินกับแจ่วบอง หรือปลาร้าสับ ซึ่งผู้เขียนเคยลองกินมาแล้ว บอกได้คำเดียวว่า "แซ่บหลายเด้อ" ส่วนข้าวจี่เวลาที่ผู้เขียนทำกินเองที่บ้าน ก็มีขั้นตอนไม่ยาก แค่ใส่ซอสผสมลงไปในไข่ ก่อนนำไปทากับข้าวเหนียวแล้วย่างไฟอ่อนๆ แค่นี้ก็หอมกรุ่น กินอร่อย อิ่มกันจนจุกไปเลยทีเดียวครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ข้าวจี่ ในภาคอีสานถูกจัดให้เป็นอาหารประเภทขนมอย่างหนึ่ง แต่สำหรับผู้เขียนกลับมองว่าขนมชนิดนี้กินแทนข้าวได้เลยก็ว่าได้ และนิยมทำกันมากในช่วงเดือนสามของทุกปี ซึ่งจะมีการทำข้าวจี่ไปทำบุญในงานประเพณีบุญข้าวจี่ ส่วนในช่วงฤดูหนาว ชาวบ้านก็นิยมกินข้าวจี่กันมากเหมือนกัน เพราะได้นั่งผิงไฟแล้วทำการจี่ข้าวกันไป ผิงไฟกันไป เป็นการแก้หนาวอีกด้วย
    ช่วงหน้าหนาวอย่างนี้ใครว่างๆ ก็ลองมาทำข้าวจี่กัน เผื่อจะช่วยให้คลายหนาวและอิ่มท้องกันได้บ้าง...
                                              "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขนมจีนพม่าท่าขี้เหล็ก วัฒนธรรมผงชูรสอร่อย

                  รั้งหนึ่งที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก รัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ผมจำได้ดีเป็นวันหนึ่งที่ฟ้าครึ้มๆ อากาศไม่ร้อนอบอ้าวมาก ช่วงบ่ายแก่ๆ เกือบจะสามโมงเย็น ซึ่งจังหวัดท่าขี้เหล็กอยู่ตรงข้ามกับอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และถือได้ว่าเป็นจังหวัดการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศเลยก็ว่าได้ เพราะชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยจะเข้ามาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ จากฝั่งไทย ส่วนนักท่องเที่ยวจากฝั่งไทยก็นิยมไปท่องเที่ยวที่จังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมาร์กันมากมายทีเดียว
               เพราะหลังจากที่รัฐบาลเมียนมาร์เปิดประเทศ และมีนโยบายผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด จึงทำให้จังหวัดท่าขี้เหล็กพัฒนาดูดีขึ้นอย่างมาก และถือเป็นจุดระบายสินค้าของไทยผ่านทางบก ข้ามด่านพรมแดนแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก ก่อนจะส่งต่อเข้าไปยังจังหวัดชั้นในของเมียนมาร์ และเป็นจุดระบายสินค้าของจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขง ด้วยเหตุนี้จึง
ไม่แปลกที่นายทุน พ่อค้า นักธุรกิจ จะมากว้านซื้อที่ดินกัน เพื่อสร้างโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจอื่นๆ มากมาย
    ในคราวที่ผู้เขียนได้มาเยือนที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ก็มีโอกาสมาไหว้พระทำบุญที่วัดพระธาตุสายเมือง ซึ่งเป็นวัดไทยใหญ่ และเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดท่าขี้เหล็ก ภายในวัดมีพระเจ้าอินสานทำจากไม้ไผ่นำมาสานเป็นพระพุทธรูปลงรักปิดทอง เป็นงานฝีมือของช่างชาวพม่าที่สวยงามทีเดียว หลังจากทำบุญไหว้พระแล้ว ผู้เขียนก็เลยมาเดินดูสิ่งต่างๆ บริเวณรอบๆ วัด ก็มาเจอร้านค้าที่ขายอาหารอยู่หลายร้านภายในบริเวณวัด มีอยู่ร้านหนึ่งน่าสนใจ เป็นร้านขายขนมจีนบรรยากาศลูกทุ่งๆ และทำให้อยากลิ้มรสขนมจีนพม่าว่าจะแตกต่างจากขนมจีนไทยอย่างไรบ้าง
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผู้เขียนไม่รอช้า จึงตรงเข้าไปสั่งขนมจีนกินหนึ่งชาม ข้างหน้าร้านจะมีเครื่องปรุงหลากหลายที่ให้ลูกค้าปรุงเองแล้วแต่จะชอบรสชาติแบบ
ไหน ซึ่งน้ำยาที่ใส่ขนมจีนเค้าจะทำมาจากมะเขือเทศ สีของน้ำยาชัดเจนมะเขือเทศแน่นอน ผู้เขียนตักผงชูรสขึ้นมา แล้วเทคืนกระปุก เพราะเข้าใจว่าเป็นน้ำตาล พอแม่ค้าและสาวๆพม่าที่กินขนมจีนกันอยู่เห็นพอดี จึงรีบทักท้วงและเชียร์ว่า "ถ้าอยากอร่อยต้องใส่เยอะๆ" หมายถึงใส่ผงชูรสเยอะๆ แต่ผู้เขียนไม่เอาด้วย จึงได้แต่บอกไปว่าช่วงนี้แพ้ผงชูรสอย่างมาก จึงรอดไปได้อย่างหวุดหวิดจริงๆ....
                       "นายตะลอน"

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผิงไฟต้มกาแฟ เสน่ห์วิถีชาวบ้าน

                    หล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัสอากาศหนาวกันในช่วงปลายปี ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงปีใหม่เดือนมกราคม คงจะหนีไม่พ้นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ดอยอินทนนท์ ณ บ้านแม่กลางหลวง ต.บ้านหลวง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาชาติพันธุ์ปกากะญอ ที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย พึ่งพาธรรมชาติ
                  โดยบ้านแม่กลางหลวง เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่าเมื่อนักท่องเที่ยวมาเยือนที่นี่ จะได้สัมผัสกับกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อสิ่งแวดล้อมจริงๆ อาทิ สัมผัสนาข้าวขั้นบันได เดินป่าศึกษาธรรมชาติน้ำตกผาดอกเสี้ยว ดูนกประจำถิ่นในเส้นทางเดินป่าดอยหัวเสือ เรียนรู้ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการตามภูมิปัญญาท้องถิ่น
          นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถชิมกาแฟสดหอมกรุ่นฝีมือชงของคนท้องถิ่นปกากะญอ และศึกษาวิถีชีวิตชาวเขาชาติพันธุ์ปกากะญอ
และกระท่อมไม้มีลานดินที่ปลูกแบบเรียบง่ายตามวิถีของชาวปกากะญอ หมู่ที่ 17 บ้านแม่กลางหลวง และเป็นร้านกาแฟโบราณ "สมศักดิ์ คีรีภูมิทอง" หรือที่รู้จักกันในนาม "กาแฟสมศักดิ์" ซึ่งผมมีโอกาสมานั่งพูดคุยกับ "พี่สมศักดิ์" เกี่ยวกับเรื่องกาแฟเนี่ยหละ
"พี่สมศักดิ์" เล่าว่า สมัยก่อนชาวปกากะญอยังไม่รู้จักกาแฟ แต่พอพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 มาส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟแทนการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่น ชาวบ้านจึงหันมาปลูกกาแฟกันมากขึ้น ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ซึ่งตอนที่ตนปลูกกาแฟอาราบีก้า และทำกาแฟขายแรกๆ ก็ไม่มีที่บดเลยใช้ครกตำเอา จนกระทั่งพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีที่บดกาแฟ และทุกวันนี้ตนทำกาแฟขายตั้งแต่ถุงละ 100 บาท จนถึงกิโลกรัมละ 400 บาท
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ช่วงเช้าวันนั้น หลังจากเดินดูธรรมชาติและบ้านเรือนเรียบง่าย อันเป็นวิถีของชาวปกากะญอ และทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาที่ร้านกาแฟของ "พี่สมศักดิ์" กาน้ำร้อนสีดำอันเกิดจากควันไฟที่ต้มบนกองฟืน มีม้านั่งเล็กๆ ให้ผู้คนมานั่งล้อมวงผิงไฟบนพื้นดินธรรมชาติ จิบกาแฟโบราณแก้หนาวกัน คือ วิถีชาวบ้านและเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าประทับใจทีเดียว...!!!
"นายตะลอน"