วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

แหล่งเที่ยวคาเมรอนฯ สวรรค์ที่ราบสูงมาเลย์

             ครั้งหนึ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศปลอดโปร่ง ผมมีโอกาสเดินทางมาที่รัฐปะหัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดในคาบสมุทรมาเลเซีย ตั้งอยู่ทางชายฝั่งด้านตะวันออก ใกล้กับสนามบินเมืองกลันตัน มีสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ ขุนเขา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อยไปกว่าเกาะต่างๆ และยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง อาทิ อุทยานทามัน เนการา
             ซึ่งเป็นเขตป่าฝนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีกิจกรรมล่องเรือ สำรวจถ้ำ เดินป่า ดูนก ปีนเขา และว่ายน้ำในบ่อน้ำธรรมชาติ และอุทยานแห่งชาติเอ็นเดา-รอมปืน ที่เป็นแหล่งสงวนพันธุ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เช่น แรดสุมาตรา และรัฐปะหัง ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอีกหลายแห่ง คือ เกนติ้ง ไฮแลนด์ หุบเขาแห่งความบันเทิงที่มีสวนสนุกขนาดใหญ่ ที่พักครบวงจรในบรรยากาศเย็นสบายท่ามกลางหุบเขาเก็นติ้ง ที่ผมเคยเขียนถึงมาแล้วครั้งหนึ่ง
นอกจากนี้ ที่รัฐปะหังยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง "คาเมรอน 
ไฮแลนด์" ที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า 1.5 พันเมตร มีจุดสูงสุด คือ ยอดเขาบรินซาง สูงประมาณ 2 พันเมตร ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" และกำลังจะบอกเล่าเรื่องราวที่นี่ผ่านตัวหนังสือครับ สำหรับที่ราบสูง "คาเมรอน ไฮแลนด์" หรือดินแดนอังกฤษน้อย ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเก่าแก่ ที่มีธรรมชาติงดงามของไร่ชา สวนดอกไม้ และสวนผลไม้นานาชนิด ซึ่งหุบเขาคาเมรอนฯ ยังมีโอโซนที่ปลอดโปร่งโล่งมากที่สุดของ
มาเลเซีย และยังมีเกาะสวยงาม แหล่งดำน้ำชั้นเลิศที่เกาะทิโอมัน หาดเตลก เชมพาดัก เป็นหาดทรายขาวทอดตัวยาวชื่อดังและเป็นแหล่งแล่นเรือใบยอดนิยมอีกด้วย
ด้วยความที่คาเมรอนฯ เป็นที่ราบสูงที่ลาดเอียงสวยงาม แถมโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่านสวยงาม มีทัศนียภาพของหุบเขา และหมู่บ้านที่ปกคลุมไปด้วยม่านหมอก ซึ่ง "วิลเลียม คาเมรอน" นักสำรวจและเป็นผู้ค้นพบดินแดนสวยงามแห่งนี้ในปี ค.ศ.1885 จึงได้ตั้งชื่อดินแดนแห่งนี้ว่า "คาเมรอน ไฮแลนด์" เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบนั่นเอง ซึ่งนักสำรวจ คนนี้ได้บรรยายที่แห่งนี้ว่าเป็น "ที่ราบสูงที่ลาดเอียงได้อย่างสวยงาม และโอบล้อมไปด้วยหุบเขาสูงตระหง่าน" และบางคนก็เล่าว่า แรกเริ่มเดิมที มีบรรดาเจ้าของไร่ชา และเจ้าของฟาร์มผู้ร่ำรวยที่กำลังมองหาสถานที่ที่มีอากาศเย็นสบาย สงบเงียบ และเป็นส่วนตัว ได้เข้ามาจับจองพื้นที่ในที่ราบสูงคาเมรอนฯ แห่งนี้ ต่อมาจากนั้นไม่นาน ชาวจีก็เข้ามาทำไร่ ปลูกสวนผักต่างๆ พร้อมๆ กับการพัฒนาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น
สิ่งปลูกสร้าง ร้านอาหาร โรงแรม รีสอร์ท รวมถึงร้านอาหารและขายของที่ระลึกมากมาย
    สำหรับคาเมรอนฯ มีการบอกเล่าว่า เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งของมาเลเซีย ที่เป็นที่อยู่อาศัยของดอกไม้นานาพันธุ์ และสัตว์ประจำถิ่นจำนวนมาก ที่มีพืชมากกว่า 700 สายพันธุ์ ที่เติบโตที่นี่ ซึ่งแหล่งที่เป็นที่รู้จัก คือ การปลูกชา, ฟาร์มผัก และแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ดอก รูปแบบป่าทางธรรมชาติจะอยู่ในระบบนิเวศน์และรอบๆ ตัวเมือง นอกจากดอกไม้นานาพันธุ์แล้ว แถบนี้ยังเป็นที่พักพิงของสัตว์ นก สัตว์เลื้อยคลานและ
แมลงนานาชาติ อาทิ กระซู่, เลียงผา, นกยูง, ไก่ฟ้าภูเขา, นกเดินดง หรือนกมาลายัน ที่ผิวปากได้ โดยสัตว์เหล่านี้เคยถูกบันทึกรายชื่อไว้ที่ IUCN 2004 ว่าเป็นชนิดสัตว์ที่ถูกคุกคามอีกด้วย คาเมรอนฯ ยังมีสถานที่ศักดิ์สิทธ์ที่เป็นที่รู้จักของชนพื้นเมือง หรือโอแรง แอสรี จะอาศัยอยู่ในป่า แม้วิถีชีวิตของชนพื้นเมืองจะดูล้าหลัง แต่ระยะหลังชนพื้นเมืองได้ย้ายเข้าไปใกล้เมืองมากขึ้น แต่ก็มีบางคนชอบอยู่ป่าที่เป็นบ้านเกิดของตนเอง
วันที่มาตะลอนฯ หากไม่มาเยือนไร่ชา และดื่มชาที่นี่ ก็ดูเหมือนว่าจะยังมาไม่ถึง
คาเมรอนฯ น่ะ ซึ่งก็มีไร่ชาอยู่หลายแห่ง ภายในไร่ชาก็จะมีจุดชมวิว จุดถ่ายรูปไร่ชาอันกว้างใหญ่สวยงาม เพราะมีการจัดตกแต่งภูมิทัศน์อย่างสวยงาม รวมถึงมีร้านขายของที่ระลึกที่เน้นชาสารพัด และร้านอาหาร เครื่องดื่ม มีมุมระเบียงเป็นไฮไลท์ให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปไร่ชาในมุมสวยๆ จนอิ่มเอมกันทีเดียว แน่นอนว่าผมเองต้องไม่พลาดที่จะถ่ายรูปตัวเองกับไร่ชาไว้เป็นที่ระลึกเช่นกัน อ่อ...การมาเยือนไร่หรือฟาร์มสตอเบอร์รี่ที่มีอยู่หลายแห่ง ก็ถือเป็นไฮไลท์ ของการมาคาเมรอนฯ เช่นกัน ซึ่งไร่สตอเบอร์รี่บางแห่งก็เปิดให้นัก
ท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปเก็บสตรอเบอร์รี่สดๆ จากต้นได้เลยครับ ตามราคาที่ทางสวนเค้ากำหนดไว้ และวันนั้นผมมาที่ "กรีนวิว การ์เด้นท์" ไกด์พามาแวะซื้อขนมที่ทำจากสตอเบอร์รี่ บางคนบอกว่าช็อคโกแลตสตอเบอร์รี่อร่อยมาก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่คาเมรอนฯ ไม่ว่าไร่ชา หรือไร่สตอเบอร์รี่ เค้าจะทำเป็นธุรกิจครบวงจร เพื่อนักท่องเที่ยวจริงๆ มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก บางแห่งมีทั้งโรงแรม รีสอร์ท อยู่ภายในที่เดียวกันอีกด้วย และปัจจุบันที่ประเทศไทยก็มีธุรกิจคล้ายๆ แบบนี้เกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน ที่มีการเปิดร้านขายของ เปิดไร่ให้
นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสธรรมชาติ ชมแหล่งปลูกพืชผักกัน
ส่วนตลาดพื้นบ้านที่คาเมรอนฯ เป็นอีกแห่งที่ผมได้มาเดินชมตลาด ซึ่งก็คล้ายๆ กับตลาดพื้นบ้านทั่วไป เพราะเป็นตลาดตั้งแผง ตั้งร้านริมถนน มีของแบกับดินขายกันก็มี ถือได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของที่นี่ก็ว่าได้ ทำให้อดคิดถึงกลิ่นไอของตลาดชนบทหลายๆ แห่งของไทยไม่ได้จริงๆ สรุปคือ เริ่มคิดถึงประเทศไทยของผมแล้วน่ะฮ่าๆ อยากกลับบ้านสิน่ะ ตลาดพื้นบ้านที่คาเมรอนฯ แห่งนี้ ส่วนใหญ่ที่เห็นก็มีผัก ผลไม้ ชนิดๆ ต่างๆ มาวางขาย


มากมาย อ่อ...ดอกไม้นานาชนิดก็มี ขนมต่างๆ บางอย่างก็ดึงดูดความสนใจพอสมควร ร้านขายของชำต่างๆ ภายในตลาดก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกับร้านมินิมาร์ท หรือร้านสะดวกซื้อติดแอร์อย่างสิ้นเชิงจริงๆ พอเดินทอดน่องดูสินค้าพื้นบ้านที่ตลาดแห่งนี้แล้วรู้สึกมีความสุข ผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูกเลยน่ะ
นอกจากนี้ ที่คาเมรอนฯ แห่งนี้ ยังเป็นตำนานลึกลับของการหายตัวไปของ "จิม ทอมป์สัน" ราชาผ้าไหมไทย นักธุรกิจชาวอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงจากการทำธุรกิจผ้าไหมในประเทศไทย และก่อตั้ง
บริษัท จิม ทอมป์สันขึ้น โดยมีการบอกเล่าว่า ช่วงตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1967 "จิม"  ได้หายตัวไปจากโรงแรมแห่งหนึ่งบนคาเมรอนฯ โดยไม่มีใครทราบเหตุการณ์ที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น ขณะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุด และไม่มีใครทราบชะตากรรมของเขานับแต่นั้นมา มีเพียงพยานรู้เห็นว่าเขาเดินออกจากกระท่อมที่พักตามปกติ แล้วไม่กลับมาอีกเลย บ้างก็ว่าถูกโจรฆ่าตาย หรือเป็นแผนร้ายของคู่แข่งทางธุรกิจ ฯลฯ "จิม" ได้ทิ้งมรดกเอาไว้มากมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไหมไทย และเรือนไทยไม้สัก ที่ปัจจุบันกลายเป็น
"พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน" ตั้งอยู่เลขที่ 6 ซอยเกษมสันต์ 2 ถนนพระราม 1 ปทุมวัน กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมีการรวบรวมศิลปวัตถุของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอาไว้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ อยู่ในความดูแลของมูลนิธิจิม ทอมป์สัน และเคยได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ปี พ.ศ.2539 จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งในปี พ.ศ.2544 เรื่องราวของ "จิม" เคยถูกนำมาสร้างเป็น


ภาพยนตร์ ฉายทางโทรทัศน์
      "จิม ทอมป์สัน" จึงนับว่าเป็นบุคคลสามัญคนแรกที่พัฒนากิจการทอผ้าพื้นเมืองของไทย ให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในต่างประเทศ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเยือนคาเมรอนฯ ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีอากาศโล่งโปร่งสบายมากที่สุดของมาเลเซียแล้ว ผมยังได้เก็บเกี่ยวเรื่องราว และประสบการณ์ต่างๆ มากมาย ปัจจุบันคาเมรอนฯ ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเที่ยวชมพื้นที่เพาะปลูกชา สวนผักผลไม้ต่างๆ ถือได้ว่ามีเส้นทางการเดินทางทัศนาจร
ที่ดีที่สุดของมาเลเซีย ซึ่งเส้นทางการท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นจากเมืองทาปาห์ เป็นเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขา จากนั้นมุ่งหน้าสู่ยอดเขา และมีบริการที่พักที่สะดวกสบาย รวมถึงกิจกรรมกลางแจ้ง ทัศนียภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ทำให้คาเมรอนฯ กลายเป็นปลายทางที่สุดพิเศษ ไม่เหมือนสถานที่ใดในโลกก็ว่าได้..!!!
                                                              นวย เมืองธน
******************************************

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

อิ่มบุญ "มาฆบูชา" วันสำคัญชาวพุทธ

          ม้ในวงการพระสงฆ์ หรือวงการผ้าเหลืองของบ้านเราขณะนี้ จะมีข่าวคราวความขัดแย้งให้ได้ยิน ได้ฟังจนเกรียวกราว รวมถึงข่าวคราวของพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ที่สร้างความฉาว ความเสื่อมให้กับวงการพระพุทธศาสนาออกมาเป็นระยะๆ ก็ตามที
           แต่นั่นก็คงเป็นเพียงส่วนน้อยนิดในหมู่ของพระสงฆ์จำนวนมากที่เกิดขึ้นกับวงการพระสงฆ์ไทย "วันมาฆบูชา" ซึ่งตรงกับวันพุธที่ 4 มีนาคม 2558 ที่ผ่านมา ตามปฏิทินทางจันทรคติของไทยนั้น จะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 แต่ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือเดือน 8 สองครั้ง วันมาฆบูชาก็จะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ถือเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาอีกวันหนึ่งของชาวพุทธ และเป็นวันดีๆ ที่ผมมีโอกาส "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไปทําบุญตักบาตร ทำให้เกิดความรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก

         ช่วงเช้าของวันนั้นผมเลือกที่จะเดินทางมาทำบุญที่ "วัดนาวง" หรือวัดราษฎร์นาวง หรือแต่เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ถนนนาวงประชาพัฒนา ตำบลหลักหก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ติดกับท้องที่เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ที่สำคัญ ผมไม่ต้องเตรียมข้าวของจากบ้านมาใส่บาตรที่วัด คือ มาเลือกซื้อจากพ่อค้า แม่ขาย ที่มาขายของกินต่างๆ ภายในวัดนาวงเพื่อใส่บาตร ก็สะดวกสบายดีครับ สำหรับวัดนาวง หรือวัดราษฎร์นาวง เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ประวัติชื่อนี้เรียกตามที่ตั้งของวัด ซึ่งเคยเป็นโรงหีบอ้อย และบริเวณ
ของวัดโดยรอบก็เคยเป็นไร่อ้อยเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ต่อมาภายหลังเลิกกิจการปลูกอ้อยมาทำนาแทน ชาวบ้านจึงเรียก "วัดราษฎร์นาวงษ์" เป็น "วัดนาวง" ตามสภาพแวดล้อมตั้งแต่นั้นมา
 จากการสืบค้นข้อมูลมีการกล่าวกันว่าไร่อ้อยในท้องทุ่งหลักหก-ดอนเมืองนั้น ปลูกโดยพระพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมท่าซ้าย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์เป็นพ่อค้าเชื้อสายจีน เดินทางขึ้นล่องค้าขายในแถบประเทศ
ใกล้เคียง โดยอาศัยสำเภาขนส่งสินค้าทางทะเล ท่านประสงค์จะปลูกสร้างบ้านพักอาศัยที่ท่านเป็นผู้ออกแบบเอง โดยใช้ประสบการณ์ที่ท่านได้เคยเห็นมาระหว่างเดินทางค้าขายไปในที่ต่างๆ บ้านที่ท่านต้องการสร้างมีลักษณะเป็นอาคารก่อด้วยอิฐ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีปูนซิเมนต์ใช้ การก่ออิฐจะเชื่อมประสานด้วยทราย ปูนขาว ผสมน้ำอ้อย ฉะนั้นจะต้องใช้น้ำอ้อยในปริมาณมาก ท่านจึงนำชาวจีนมาทำไร่อ้อยในทุ่งหลักหก-ดอนเมือง และตั้งโรงหีบอ้อยขึ้นมาในทุ่งหลักหก-ดอนเมืองแห่งนี้

         พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ หรือโต สนใจทางเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าว จึงได้ว่าจ้างคนจีนจากเมืองจีน โดยใช้เรือสำเภาของท่านเองมาไว้ที่ทุ่งรังสิต ให้ทำงานขุดคลองส่งน้ำทำนา เพื่อทำนาให้ได้สองครั้งตามท่านต้องการ แต่โอกาสไม่อำนวย ท่านได้สิ้นชีวิตเสียก่อนงานสำเร็จ ต่อมาพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ได้แต่งงานกับคุณหญิงสิน มีธิดาชื่อ คุณปุก ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับท่านเจ้าสัวกิมซัว มีบุตรและธิดา 2 คน คือ คุณนายอุ่น และคุณหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง และต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุล
 "โปษยะจินดา" คุณหลวงนาวาเกนิกรได้ทำการสมรสกับคุณนายนวม ก่อนพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์สิ้นชีวิต ท่านได้ปลูกอ้อยในท้องนาจำนวนมากและส่งเข้าโรงหีบอ้อย นำน้ำอ้อยส่งไปที่ท้องที่ราชวงค์ เพื่อผสมกับทรายและปูนขาว สร้างบ้านราชวงค์ ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีปูนซิเมนต์ พื้นที่ที่เป็นโรงหีบอ้อยนี้ ปัจจุบันเป็นวัดนาวง ซึ่งพื้นที่ที่ใช้ปลูกอ้อยก็คือ พื้นที่บริเวณรอบวัดนาวง และบริเวณวัดทั้งหมดนั่นเอง
หลังจากเลิกกิจการปลูกอ้อยแล้ว ลูกหลานของพระยาพิสณห์

นำโดยหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง โปษยะจินดา ครอบครัวและญาติมิตรได้สร้างวัดนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2443 เพื่อสืบต่อพุทธพระศาสนาไว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของสาธุชนต่อไปภายภาคหน้า และเมื่อสร้างวัดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ตั้งชื่อวัดที่ที่ได้สร้างขึ้นนี้ว่า "วัดราษฎร์นาวง" พร้อมทั้งได้ถวายทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในที่นี้ไว้เป็นสมบัติของวัด โดยเฉพาะที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่รวม 377 ไร่เศษ และได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จากสำนักวัดใกล้เคียงมาอยู่จำพรรษาบำเพ็ญสมณกิจตั้งแต่ พ.ศ.2443 นั้น
เป็นต้นมา เมื่อเจ้าอาวาสวัดโรงหีบรูปแรกมรณภาพลง พระอุปัชฌาย์ส่ง "พระครูเหมือน" ไปเป็นเจ้าอาวาส ท่านทำการบูรณะวัดให้ดีขึ้น จัดการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรและศิษย์ อุบาสก อุบาสิกาให้อยู่ในธรรมวินัย โดยได้รับการสนับสนุนจากลูกหลานพระยาพิสณห์
"หลวงปู่เหมือน" ได้ใช้วิช าที่ศึกษามาทั้งแพทย์แผนโบราณ ดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยโดยไม่คิดมูลค่า เพราะสมัยนั้นทุ่งหลักหกอยู่ห่างไกลความเจริญมาก ท่านใช้วิชาวิปัสสนากรรมฐานช่วยปัดเป่าทุกข์ สร้างสุขให้แก่ประชาชน

และได้สร้างเหรียญหลวงปู่เหมือน เพื่อหารายได้สร้างโรงเรียนวัดนาวงจนสำเร็จ ทำให้เด็กๆ ได้รับการศึกษา เป็นกำลังของชาติในอนาคต
  "หลวงปู่เหมือน" เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้ตั้งอยู่ในคุณธรรม มีเมตตา กรุณา เป็นนิจต่อบุคคลและสัตว์ทั่วไป แต่ชีวิตของท่านก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป เพราะเป็นธรรมดาของสังขารย่อมตกอยู่ในไตรลักษณ์ ต่อมาท่านก็ได้เริ่มอาพาธเรื่อยๆ มา แม้จะมีแพทย์ปัจจุบันและแผนโบราณที่ดี ก็ไม่ทำให้ท่านหายได้ ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงในคืนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2502 เวลา 23.30 น. ด้วยอาการอันสงบที่วัดนาวง ซึ่งท่านได้อยู่ในสมณเพศ 59 พรรษา รวมอายุของท่านได้ 80 ปี
สำหรับความหมาย "วันมาฆบูชา" หมายถึง การบูชา ในวันเพ็ญเดือน 3 เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ และมีความสำคัญ คือ เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 มีเหตุการณ์อัศจรรย์ที่พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน 1,250 รูป มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ โดยมิได้นัดหมายกัน ซึ่งพระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 และเป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า ในวันนี้พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นทั้งหลักการอุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหา โดยสรุปคือให้ละความชั่วทุกชนิด ทำความดี ให้ถึงพร้อมและทำจิตใจให้ผ่องใส
ส่วนประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ 9 เดือนขณะนั้น
เมื่อเสร็จพุทธกิจแสดงธรรมที่ถ้ำสุกรขาตาแล้ว เสด็จมาประทับที่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ เดือนมาฆะหรือเดือน 3 ในเวลาบ่าย
         พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้ามาประชุมพร้อมกัน ณ ที่ประทับของพระพุทธเจ้า นับเป็นเหตุอัศจรรย์ที่มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ 1.วันนั้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3, 2.พระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย, 3.พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6, และ 4.พระสงฆ์ทั้งหมด
เป็นผู้ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า เพราะเหตุที่มีองค์ประกอบสำคัญดังกล่าว จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันจาตุรงคสันนิบาต และในโอกาสนี้พระพุทธเจ้าได้แสดงโอวาทปาติโมกข์ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นการประกาศหลักการอุดมการณ์ และวิธีการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนา
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันมาฆบูชาที่ผ่านมา นอกจากผมจะได้มาทำบุญตักบาตรที่วัดนาวงแล้ว ช่วงตอนหัวค่ำวันเดียวกัน ก็มีโอกาสได้มาประกอบพิธีเวียนเทียนที่วัดแห่งนี้อีก
ด้วย ซึ่งการเตรียมตัวก่อนประกอบพิธีเวียนเทียน ก็ควรอาบน้ำ ชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่ เตรียมดอกไม้ ธูป เทียน ตลอดจนเครื่องบูชาให้เรียบร้อย เมื่อถึงวัดแล้วควรอยู่ในอาการสำรวม ไม่พูดคุยหยอกล้อ วิ่งเล่น หรือทำกิจกรรมอันไม่เหมาะสม ที่สำคัญ ความหมายการเวียนเทียน "วันมาฆบูชา"  เวียนเทียน รอบที่ 1 ให้รำลึกถึงคุณพระพุทธเจ้า โดยภาวนาบทอิติปิโส ภะคะวาฯ ไปจนจบ เพื่อให้จิตใจมีสมาธิ เวียนเทียน รอบที่ 2 ให้รำลึกถึงคุณพระธรรม ภาวนาบทสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมฯ ไปจนจบ และเวียนเทียน รอบที่ 3 ให้รำลึกคุณพระสงฆ์ ภาวนาบทสุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆฯ ไปจนจบ ระหว่างนั้นต้องทำจิตใจให้สงบ แน่วแน่กับบทบูชา...
            "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้คงต้องกล่าวอำลากันไปก่อน ส่วนครั้งหน้าผมจะนำเรื่องราวอะไรมาเขียนบอกเล่านั้น อย่าลืมติดตามกันครับ...!!!
นวย เมืองธน
**********************************************

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

เร่งสางงาช้างผิดกม. หวัง"ไซเตส"เข้าใจ

         "งาช้าง" (Ivory) จัดเป็นส่วนประกอบหนึ่งของช้าง ซึ่ง "งาช้าง" ก็คือฟันหน้าหรือฟันเขี้ยวของช้างที่งอกออกจากขากรรไกรบนข้างละอัน จะปรากฏออกมาให้เห็นเมื่อช้างอายุ 2 ปีขึ้นไป มีลักษณะยาวรี สีเหลืองอ่อนๆ หรือสีครีม จากเหตุความเชื่อและค่านิยมของมนุษย์ ส่งผลให้ "งาช้าง" มีราคาแพง ได้รับความนิยมนำมาทำเครื่องประดับ เครื่องรางของขลัง และเครื่องตกแต่งบ้านเป็นอย่างมาก จนทำให้ช้างจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากทวีปแอฟริกา ถูกล่าฆ่าชีวิตเพื่อเอา "งาช้าง" 
             การประชุมอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส (CITES) ได้มีข้อตกลงเรียกร้องให้ประเทศไทยออกกฏหมายเพื่อปกป้องประชากรช้าง ด้วยการสกัดกั้นการค้างาช้างผิดกฏหมายจากทวีปแอฟริกาไม่ให้เข้ามาภายในประเทศไทย โดยทางไซเตสเองก็ได้เรียกร้องให้ประเทศไทยจัดทำระบบการลงทะเบียนสำหรับงาช้างภายในประเทศ และการลงทะเบียนผู้ค้าขายสินค้าจากงาช้าง เพื่อเพิ่มความรัดกุมในการแก้ปัญหา ซึ่งหากประเทศไทย
ไม่ตื่นตัวก็อาจส่งผลต่อการตัดสินใจคว่ำบาตรทางการค้ากับประเทศไทย แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการค้าขายชนิดพันธุ์ต่างๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญาการค้าระหว่างประเทศ รวมไปถึงประเภทไม้ประดับ อาทิ กล้วยไม้และเครื่องหนังจากสัตว์เลื้อยคลานอีกด้วย
  จากข้อมูลของต่างประเทศ ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก ซึ่งรัฐบาลไทยก็คงต้องตื่นตัวกัน เพราะมีข้อกล่าวหาที่ว่า ประเทศไทยเป็นตลาดค้างาช้างที่ไม่มีการควบคุมขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งการค้าขายงาช้างในไทยจำนวนมากเป็นการค้างาช้างที่ได้จากการฆ่าช้างแอฟริกาแล้วถูกลักลอบนำเข้ามายังตลาดภายในประเทศ แถมยังระบุว่า ที่ผ่านมากฏหมายไทยอนุญาตให้งาช้างที่ได้มาจากช้างบ้านนั้น สามารถค้าขายได้อย่างถูกกฏหมาย ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องให้เกิดการนำงาช้างแอฟริกามาสวมขายผ่านร้านค้าต่างๆ ในประเทศไทย
  ผมหยิบยกเรื่อง "งาช้าง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในงานกิจกรรมรณรงค์การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้าง เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมายค้างาช้าง โดยมี
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาเป็นประธานเปิดงาน
และมี "พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน นอกจากนี้ ยังมี "มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) "นิพนธ์ โชติบาล" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อช.) พร้อมด้วยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558
ที่ผ่านมา ณ บริเวณชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ
"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. บอกว่า ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง ช่วยเหลือการสู้รบในอดีตของบรรพบุรุษไทย มีความสำคัญต่อบ้านเมือง ช้างศึกสมัยโบราณ ถ้าเปรียบเทียบก็คงเหมือนรถถังในปัจจุบัน และในอดีตก็เคยมีรูปช้างบนธงชาติไทย ซึ่งไซเตสได้ให้ความสำคัญและแนะนำการแก้ไขปัญหา เป็นเรื่องดีที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถอยู่คนเดียวในโลกได้ การแก้ปัญหางาช้างที่ผ่านมา
ถือว่าดีแล้ว และอยากให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ช่วยแก้ปัญหาสัตว์ป่าอื่นๆ นอกจากช้างด้วย อยากขอให้ทุกคนรักช้าง อยู่ร่วมกับช้างให้ได้ แม้บางครั้งจะมีปัญหาในการอยู่ร่วมกันก็ตาม
  "นายกรัฐมนตรี" บอกอีกว่า ไซเตสแจ้งเตือนปัญหาการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2556 แล้ว แต่ในปี 2557 ประเทศไทยมีปัญหาการทะเลาะกัน จึงไม่มีใครสนใจแก้ปัญหาช้าง ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ ยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขให้ได้ เพราะปัญหางาช้างใน
ประเทศไทยมีมานานแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร็ว โดยรัฐบาลเน้นแก้ปัญหาการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทย ด้วยการขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนช่วยกันรักษาและหยุดการลักลอบซื้อขายงาช้างบ้านผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งเดินหน้าผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการลักลอบค้างาช้างในประเทศไทยให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และได้แก้ไขกฏกระทรวงหลายฉบับ ทั้งการปรับแก้กฎหมายเดิม และออกกฎหมายใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน จึงขอบคุณคนไทยทุกคน และผู้ประกอบการค้างาช้างที่ให้ความร่วมมืองด
ลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมาย และขอให้แจ้งการครอบครองงาช้างอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านจูวล์รีให้หาวัสดุประเภทอื่นเป็นเครื่องประดับทดแทนงาช้าง
"หากแก้ไขไม่ได้ จะกระทบต่อการค้า การลงทุน และประเทศไทยต้องไม่มีการค้างาช้างอีก ผมจะมอบหมายหน่วยงานเดียวดูแลไม่ได้ ทุกฝ่ายช่วยกันแก้ไข ขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือลงทะเบียน และปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะไม่ว่าจะแก้กฎหมาย หากคนไม่มีจิตสำนึก ก็ไม่เกิดประโยชน์ ขอสัญญากับช้างว่าจะดูแลให้ดีที่สุด" นายกรัฐมนตรี กล่าว


       "พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ" รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า วัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้น นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการงาช้างฉบับแก้ไข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินงานตามแผนดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพตามกรอบเวลาที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (บางมาตรา) การออกกฎกระทรวงที่กำหนดให้ช้าง
แอฟริกาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง และการตราพระราชบัญญัติงาช้าง พ.ศ.2558 ซึ่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมีผลให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองและผู้ประสงค์ค้างาช้างที่ถูกกฎหมายต้องแจ้งการครอบครองและขออนุญาตค้า ภายในวันที่ 21 เมษายน 2558 โดยท้องที่กรุงเทพมหานครแจ้งการครอบครองที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และท้องที่ต่างจังหวัดแจ้งการครอบครองได้ที่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1-16 หรือทางไปรษณีย์ที่ตู้ ปณ.555 ปณศ.จตุจักร กทม. 10900 หรือดาวน์โหลดแบบแจ้งการครอบครองที่เว็บไซต์
www.dnp.go.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่สายด่วน 1362 หรือโทร 098-950-5436, 088-206-1223, 099-563-6658 ตลอด 24 ชั่วโมง และโทร/โทรสาร 02-579- 4621, 02-2561-4838 ในวันและเวลาราชการ สำหรับผู้ฝ่าฝืนไม่แจ้งการครอบครองงาช้างบ้านต่อเจ้าหน้าที่มีโทษปรับไม่เกิน 3 ล้านบาท และสำหรับร้านค้างาช้างมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
"รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" บอกอีกว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์การปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับงาช้างในครั้งนี้
นอกจากเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระเบียบและกฎหมาย และแนวทางการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการแจ้งครอบครองและการขออนุญาตค้าแล้ว ยังเป็นการรณรงค์ให้ชาวต่างชาติงดซื้องาช้างและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากงาช้าง สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ช้าง และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาไซเตสได้ตระหนักว่าประเทศไทยได้มีความมุ่งมั่นและจริงใจต่อการแก้ไขปัญหาการลักลอบค้างาช้างผิดกฎหมายในประเทศมาโดยตลอด

         "มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์" ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บอกว่า การที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ได้ประทับตรารับรองลงบนเอกสารครอบครองงาช้างบ้านลงในจอแอลซีดีจอยักษ์ในระหว่างเปิดงานอย่างเป็นทางการนั้น เพื่อสร้างความน่าสนใจในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองทุกภาคส่วนได้รับทราบและตระหนักถึงความสำคัญของข้อบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.งาช้าง พ.ศ.2558 ตลอดจนประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว กลุ่มเป้าหมายผู้ซื้องาช้างในประเทศจีน ญี่ปุ่นและเกาหลีที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจ ได้รับทราบข้อควรปฏิบัติและบทลงโทษผ่านกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานวันดังกล่าว นอกจากจะมีการแสดงบนเวที เพื่อให้เห็นความสำคัญของช้างแล้ว ยังมีการเปิดตัวและเผยแพร่สปอตโฆษณาชุด "มีงาช้างต้องแจ้งครอบครอง" เพื่อเป็นการรณรงค์ตามวัตถุประสงค์แบบครบวงจร และต้องการกระตุ้นให้ผู้มีงาช้างบ้านในครอบครองมาแจ้งลงทะเบียนครอบครองให้ได้มากที่สุด และจากความพยายามดังกล่าวของประเทศไทย ในวันที่ 31 มีนาคม 2558 ทางไซเตสจะมีการประเมินผล และคงคาดหวังว่าจะเข้าใจถึงความพยายามในการแก้ปัญหางาช้างของรัฐบาลไทย เพราะหากผลการประเมินยังไม่เป็นที่พอใจ ประเทศไทยอาจถูกมาตรการลงโทษทางการค้าได้ และการประชุมอนุสัญญาไซเตสครั้งต่อไป ที่จะมีขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 2558 เชื่อว่าประเทศไทยคงมีโอกาสได้เข้าประชุมครั้งนี้ด้วย เพราะได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของไซเตสที่ได้รับการแจ้งเตือนแล้ว...!!!
                               นวย เมืองธน
**********************************************