วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เสน่ห์เวียงกาหลง โอทอปท่องเที่ยววิถีโบราณ

          บ้านเวียงกาหลง หมู่ที่ 15 ตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย  นอกจากจะได้รับเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว 1 ใน 8 แห่งทั่วประเทศ  เมื่อช่วงปี 2557 แล้ว
          ที่สำคัญ ยังเป็นที่ตั้งของ "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง" ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน แหล่งรวมวัฒนธรรมบอกเล่าเรื่องวราวประวัติความเป็นมาในอดีตของ "เวียงกาหลง" อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" ซึ่งแหล่งโบราณสาถาน "เวียงกาหลง" ที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน และเป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง ที่มีลวดลาย เนื้อดินปั้น รวมถึงน้ำเคลือบเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น จึงทำให้เครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง เป็นที่รู้จักของนักสะสมของ
โบราณในประเทศไทย และต่างประเทศ อีกด้วย แถมรอบๆ บริเวณ "เวียงกาหลง" ยังปรากฏหลักฐานที่ขุดพบเตาเผาโบราณ และเศษเครื่องปั้นดินเผา ร่องรอยคูเมืองโบราณความลึก 3-4 เมตร ที่ยังเหลือให้เห็นอย่างชัดเจน
บริเวณที่ตั้งของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" นอกจากจะ เป็นที่ตั้งเมืองโบราณแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของตำนานแม่พญากาขาว พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ หรือตำนานแม่กาเผือก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ "หลวงพ่อธรรมสาธิต" ได้พัฒนา "เวียงกาหลง" เพื่อสืบทอด
เรื่องราวและตำนานแม่กาขาว พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ใ ห้ลูกหลานชาวเวียงกาหลง ได้ใช้เป็นสถานที่เรียนรู้ ถือได้ว่าเป็นหัวใจหลักของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง"  และภายใน "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง"  นอกจากจะเป็นศูนย์กลางหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ของ "เวียงกาหลง" แล้ว ภายในบริเวณศูนย์แห่งนี้ ยังได้จัดตั้งพิพิธภัณฑ์โบราณเวียงกาหลง ที่มีสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อีก 12 แห่งภายในศูนย์พัฒนาศีลธรรมเวียงกาหลงอีกด้วย
ผมหยิบยกเรื่องราวของ "เวียงกาหลง" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินทางมากับคณะของผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน ที่นำคณะสื่อมวลชนสัญจรมาศึกษาดูงานผลการดำเนินงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวที่ "เวียงกาหลง" "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง"  โดย "สายพิรุณ น้อยศิริ" รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน (พช.) กระทรวงมหาดไทย บอกว่า ทางกรมพัฒนาชุมชนพาสื่อมวลชนมาเยี่ยมชม "เวียงกาหลง" ครั้งนี้ เพราะที่นี่เป็น 1 ใน 8 หมู่บ้านที่ได้รับงบประมาณปี 2557 ในการต่อยอดให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่ง "เวียงกาหลง" 
เป็นชุมชนที่มีความรุ่งเรืองทางอารยธรรมโบราณ มีเตาเผา เครื่องเคลือบดินเผาเป็นภาชนะใช้สอยต่างๆมากมาย มีจำนวนเตาเผานับไม่ถ้วน และที่ขุดข้นพบก็นับเป็น 10 เตา ซึ่งบางส่วนก็อาจถูกพื้นที่เกษตรรุกล้ำและค้นหาไม่เจอแล้ว แต่ร่องรอยที่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น ก็อยู่บริเวณที่แห่งนี้ โดยผลิตภัณฑ์เครื่องเคลือบดินเผานับพันปียังปรากฎอยู่ในวันนี้ นั่นแปรว่าขบวนการสืบสานภูมิปัญญาและวัฒนธรรม ชาวบ้านได้อนุลักษณ์
สามารถสืบต่อลวดลายเทคนิคต่างๆ รวมถึงวิธีการจนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน
"นอกจาก "เวียงกาหลง" เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญแล้ว และยังเป็นจุดที่น่าสนใจ คือ มีตำนานที่ผูกพันกับพุทธศาสนา โดยเป็นแหล่งกำเนิดของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ทางจังหวัดเชียงรายได้เก็บรวบรวมเรื่องราวต่างๆไว้ให้คนรุ่นต่อๆไปได้ศึกษา นอกจากนั้นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้าน รวมทั้งน้ำใส ไมตรี ต่างๆ ถ้าท่านมาเยี่ยมชมที่นี่จะ
อบอุ่น จะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนล้านนาอีกแห่งหนึ่ง ที่จะได้อีกบรยากาศหนึ่ง ท่านก็จะประทับ



ใจเหมือนกับหลายๆคนที่มาและกล่าวถึง" นางสายพิรุณ กล่าว
"รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน" บอกด้วยว่า การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 หมู่บ้านท่องเที่ยวในประเทศไทยหลายๆแห่ง ที่มีชาวต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทางกรมการพัฒนาชุมชน ก็มีการวิเคราะห์ และเตรียมความพร้อมต่างๆ ซึ่งมัคคุเทศก์ชุมชนก็เริ่มเรียนภาษาต่างๆแล้ว โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หลายพื้นที่เราก็มีการ
สนับสนุนงบในการแปลข้อมูลต่างๆเป็นสองภาษาเพื่อการสื่อสาร และทำให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศสามารถเข้าถึงวิถีชีวิตวัฒนธรรมและแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และเตรียมงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ทางเว็บไซต์ เพื่อจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวที่สนใจได้เข้ามาเยี่ยมชม และเข้าถึงการบริการด้านท่องเที่ยวของชุมชน
"รัชกฤช สถิรานนท์" รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย บอกว่า เสน่ห์ของจังหวัดเชียงรายไม่เหมือนกับจังหวัดอื่นๆ เพราะจังหวัดเชียงราย เป็นจังหวัดเดียวของประเทศ ที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับหลายประเทศ ทั้งเมียนมาร์ และลาว มีพื้นที่เชื่อมโยงกับจีน ซึ่งเป็นประตูสู่ประเทศในอาเซียน นอกจากนี้ เสน่ห์ของจังหวัดเชียงราย ก็คือ มีวัฒนธรรมแบบล้านนา
ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่ 
"เวียงกาหลง" เมื่อนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือยก็จะได้เห็นวัฒนธรรมแบบล้านนา
ด.ช.ณัฐพล โสตกลาง หรือน้องบอส อายุ 14 ปี มัคคุเทศก์น้อย ภายในชุมชน "เวียงกาหลง" ที่พาคณะเยี่ยมชม "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง" บอกว่าอยากให้นักท่องเที่ยวได้มาเยี่ยมชมที่ "เวียงกาหลง" เพราะมีประวัติศาสตร์หลายอย่างน่าสนใจมากที่เกี่ยวข้องกับโลกของเรา ส่วนมัคคุเทศก์อีกคน ด.ญ.กรรณิการ์ รัตนลิกุล หรือน้องไข่หวาน อายุ 11 ปี มัคคุเทศก์น้อยอีกคน บอกว่า รู้สึกภูมิใจในการได้ทำ
หน้าที่มัคคุเทศก์น้อย เพราะนอกจาก



ได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนแล้ว ยังทำให้ตัวเราได้รับความรู้ด้วย
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายใน "ศูนย์พัฒนาศิลธรรมเวียงกาหลง"  ซึ่งเป็นที่ตั้งของ "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" นั้นถือเป็นวัดที่ฉันมังสวิรัติ และรับประทานมังสวิรัติ สำหรับผู้ที่เข้ามาบวชชีพราหมณ์ หรือบวชผ้าขาวที่ถือศีล 8 จะรับประทานอาหารวันละเพียงแค่ 2 มื้อเท่านั้น แต่สำหรับผู้ที่รับศีล 5 รับประทานอาหาร 3 มื้อตามปกติ การบรรพชาเป็นสามเณร, การบวชชีพราหมณ์ หรือบวชผ้าขาวทั้งชายและหญิงจะมีการบวชและลาสิกขาทุกวัน ส่วนการบรรพชา เป็นพระภิกษุนั้น จะมีพิธี
ใหญ่เป็นประจำปีละ 3 ครั้ง ได้แก่ในช่วงภาคฤดูร้อน วันที่ 6 เมษายน หรือวันจักรี ช่วงเข้าพรรษา และในช่วงวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกๆ ปี "วัดพระยอดขุนพลเวียงกาหลง" จึงเป็นวัดที่ผสมผสานระหว่างการปฏิบัติถือศีลกินผักอย่างเคร่งครัด และงานด้านสังคมควบคู่กันไป และเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นวัฒนธรรมเวียงกาหลงกับยุคสมัยใหม่ทีต้องใช้เทคโนโลยีได้อย่างลงตัว
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงาน
สำคัญอีกหน่วยงานหนึ่งคือ มูลนิธิสาธิตธรรมานุเคราะห์ ซึ่งจะเน้นให้บริการด้านสังคมควบคู่ไปกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนา ภายในมูลนิธิจะมีหน่วยงานต่างๆ ที่เรียกว่าวิสาหกิจชุมชน ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านศีล 5, วิสาหกิจชุมชนผลิตชากาขาว รวมไปถึงการปลูกดูแลต้นชา การเก็บและนวดชา , วิสาหกิจชุมชนผลิตสมุนไพรไทย, วิสาหกิจชุมชนผลิตน้ำดื่มกาขาว, ชมรมออมทรัพย์ธรรมสังเวช และวิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง...และด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมโบราณ "เวียงกาหลง" จึงเป็นหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ที่มีเสน่ห์แห่งหนึ่งของประเทศไทย...!!!
นวย เมืองธน
***********************************

วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เที่ยวตลาดสุขใจ ช้อปสินค้าอินทรีย์

           ช่วงเกือบๆจะปลายเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีโอกาสไป "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมงาน "มหกรรมวันสังคมสุขใจ" ครั้งที่ 1 ที่สวนสามพราน อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ภายใต้แนวคิด ย้อนสังคมไทย สู่เกษตรอินทรีย์ เพื่อชีวีปลอดภัย  
                ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานสินค้าอินทรีย์ เพื่อพัฒนาอำเภอสามพราน ให้เป็นชุมชนแห่งความสุขปลอดสารเคมี เป็นแหล่งใหญ่ในการผลิตสินค้าอินทรีย์ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์  โดยอำเภอสามพราน ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล มูลนิธิสังคมสุขใจ เครือข่ายเกษตรกร มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน ร่วมกันจัดงานดังกล่าวขึ้นภายใต้โครงการสามพรานโมเดล ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
และสำนักงานสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ภายในงาน นอกจาก เกษตรกรจะนำผลผลิตอินทรีย์และอาหารปลอดภัย มาจัดแสดงและจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง รวมทั้งสร้างความตระหนักและความตื่นตัวให้กับเกษตรกร ผู้บริโภค และภาคส่วนต่างๆ ให้ลดการใช้สารเคมี หันมาบริโภคพืชผักอินทรีย์ ซึ่งมีความปลอดภัยต่อทั้งสุขภาพของผู้ปลูก  ผู้ซื้อ และผู้บริโภคแล้ว การจัดงานครั้งนี้ ยังมุ่งหวังที่จะฟื้นชื่อเสียงอำเภอสามพรานให้เป็นแหล่งปลูกผักผลไม้คุณภาพ ส่วนไฮไลต์ของงาน
ก็มีการเปิดตลาดน้ำอินทรีย์ย้อนยุค  และตลาดบกโบราณอินทรีย์อีกด้วย
"ม.ล. ปนัดดา  ดิศกุล"  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานเปิดงาน บอกว่า นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่งานวันสังคมสุขใจ  ได้จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ  ที่ช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้หันมาสนใจการเพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ และผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ พืชผักปลอดภัย รวมกลุ่มนำผลผลิตมาจัดแสดงและจำหน่าย  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  และยังก่อให้เกิดการบูรณการร่วมกัน
ในการพัฒนาการทำเกษตรอินทรีย์ให้ยั่งยืนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนท้องถิ่น  อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมให้ประชาชน เยาวชน ทั่วไปได้ท่องเที่ยวพักผ่อนไปพร้อมกับการมีส่วนร่วมในการศึกษาเรียนรู้วิธีการทำผลิตภัณฑ์อินทรีย์ต่างๆ ในกลุ่มของสามพรานโมเดล ที่สามารถนำกลับไปปรับใช้กับวิถีชีวิตประจำวันได้
"ชาติชาย อุทัยพันธ์"   ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม บอกว่ารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จังหวัดนครปฐมได้สร้างมิติใหม่ในการทำงานแบบมีส่วนร่วม  จากทุกภาคส่วนจนเกิดเป็นงานวันสังคมสุขใจ
ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรอินทรีย์ นำผลผลิตมาจัดแสดงและจำหน่าย  อีกทั้งยังช่วยส่งเสริม ให้มีการทำเกษตรอินทรีย์แพร่หลายในอำเภอสามพราน  และขยายคลอบคลุมทั่วทั้งจังหวัดนครปฐม ซึ่งนอกจากส่งเสริมให้เศรษฐกิจชุมชนดีขึ้น ยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้เกิดการกินอยู่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน  เพื่อให้จังหวัดนครปฐมของเราเป็นต้นแบบของการพัฒนาและบูรณาการร่วมกัน  ของการทำเกษตรอินทรีย์  ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจให้เกษตรกรและภาครัฐของจังหวัดนครปฐมเราได้เป็นอย่างดี      
        "อรุษ นวราช" กรรมการผู้จัดการ สามพรานริเวอร์ไซด์ และ เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ บอกว่า การจัดงานครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนเมืองที่รักษ์สุขภาพรวมถึงเกษตรกรอินทรีย์เองด้วย ที่หันมาให้ความสนใจกับการทำเกษตรอินทรีย์กันมากขึ้น ซึ่งความสำเร็จนี้จะนำไปขยายผลต่อ ด้วยการจัดตลาดนัดสุขใจสัญจร โดยให้เกษตรกรในเครือข่ายนำพืชผักผลไม้อินทรีย์ ไปออกร้านจำหน่ายตามหน่วยงานหรือองค์กร ย่านธุรกิจใหญ่ๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อตอบสนองความต้องการของคนเมือง
ที่รักสุขภาพ ได้เลือกซื้อสินค้าจากเกษตรกรโดยตรงด้วย
พอเอ่ยถึง "ตลาดนัดสุขใจสัญจร" ก็เกือบลืมไป เพราะถ้ามา "สวนสามพราน" หากจะไม่บอกเล่าเรื่องราวของ "ตลาดสุขใจ" ก็ดูเหมือนยังมาไม่ถึง "สวนสามพราน" น่ะ เพราะเป็นตลาดสำหรับผู้รักและใส่ใจในสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นตลาดนัดสีเขียว อยู่ด้านหน้าของ "สวนสามพรานริเวอร์ไซด์" เน้นอาหารและผลผลิตการเกษตรที่ปลอดภัย คือ ผลผลิตทางการเกษตรทั้งพืชผักปลอดสารพิษ และผักเกษตรอินทรีย์จากกลุ่ม
เกษตรกร ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงและเครือข่ายของชุมชนเข้ามาจำหน่ายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ราคาสินค้าเป็นธรรมและดีต่อสุขภาพผู้บริโภค โดยผู้จำหน่ายจะมีทั้งกลุ่มเกษตรกร ชาวบ้าน และเจ้าของสวนเป็นผู้เข้ามาจำหน่ายเอง ซึ่งทุกร้าน ที่เข้ามาจำหน่ายนั้นจะต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยและไม่มีสารพิษเจือปน ซึ่งทางตลาดมีกระบวนการตรวจสอบ ณ จุดขายจึงทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและมั่นใจได้ว่าสินค้าปลอดภัยจากสารพิษแน่นอน
"อรุษ นวราช" กรรมการผู้จัดการสามพรานริเวอร์ไซด์
บอกว่า 'ตลาดสุขใจ' เกิดจากความร่วมมือของโครงการวิจัยกลุ่มธุรกิจเชิงคุณค่าสามพราน อาทิ นักวิจัย สถาบันวิชาการด้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยและกลุ่มเกษตรกรที่รักในวิถีเกษตรธรรมชาติ ร่วมกันสร้างตลาดทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพ เพื่อเป็นศูนย์กลางและแบบอย่างของระบบการค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยของประเทศ เป็นแหล่งสินค้าคุณภาพดี ปลอดภัยจากมือเกษตรกรสู่ผู้บริโภค ผ่านกระบวนการค้าที่เป็นธรรม












      ซึ่งตลอดการทำธุรกิจของโรงแรมฯ ได้ให้ความสำคัญต่อชุมชนโดยรอบด้วย มุ่งสร้างธุรกิจเชิงคุณค่า ตั้งเป้าให้เกษตรกรอำเภอสามพราน หยุดใช้สารเคมี โดยนำนักวิจัยนักวิชาการด้านเกษตรมาสู่ชุมชน ซึ่งมีงบประมาณสนับสนุนสำหรับค่าตอบแทนนักวิชาการ ขณะเดียวกันทางสวนสามพรานได้สมทบทุนส่วนหนึ่ง รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดระบบสหกรณ์เพื่อสร้างการค้าที่มีคุณธรรมควบคู่กันไป ด้วย พร้อมกับจัดสรรพื้นที่ให้ชุมชนนำสินค้าเกษตรอินทรีย์มาจำหน่าย รวมถึงเป็นกลไกการเรียนรู้และเชื่อมโยง ข้อมูลข่าวสารระหว่าง

ผู้ผลิตและผู้บริโภคทำให้ตลาดแห่งนี้เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเน้นเรื่องความสะอาด และดีต่อสุขภาพ
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับ "ตลาดสุขใจ" เปิดจำหน่ายสินค้าทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. - 17.00 น. ส่วนสินค้าที่มีจำหน่ายประกอบด้วยผลผลิตทางการเกษตร นานาชนิด อาทิ  ส้มโอ  ผลไม้ ตามฤดูกาล   เห็ด และผักสดต่างๆ  ส่วนอาหาร ก็มีข้าวยำธัญพืช สลัด ขนมจีนเห็ด ยำผัก ก๋วยเตี๋ยวต้มยำสมุนไพร ไข่ไก่อินทรีย์ ไข่ไก่ ไข่เป็ด น้ำสมุนไพรว่านรางจืด ยาสีฟันมะเขือพวง ผลไม้แปรรูป  ข้าวตังข้าวกล้อง พิซซ่าข้าวตัง น้ำลูกสำรอง น้ำนมข้าวโพด และข้าวหอมมะลิ...
           ว่างๆหากผ่านมาแถวอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ก็ลองมาเที่ยว หรือซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ ที่ "ตลาดสุขใจ" กันดูจร้า...!!!
นวย เมืองธน
*******************************************

วันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หาดทุ่งวัวแล่น แหล่งเที่ยวมีตำนาน

            อําเภอปะทิว จังหวัดชุมพร เดิมเป็นเมืองขนาดเล็ก สมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองอุทุมพร หรือจังหวัดชุมพรในปัจจุบัน เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนครศรีธรรมราช และมีพื้นที่ส่วนที่แคบที่สุดอยู่ที่บ้านท่าข้าม อําเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ซึ่งมี "เมืองปะทิว" ปากทิว หรือปะทิว คําว่าปะทิว เป็นชื่อเก่าแก่มาตั้งแต่เดิม ปัจจุบันใช้คําว่า ปะทิว ซึ่งตามตัวอักษรไม่มีความหมายและคําแปล แต่ฟังตามสําเนียงภาษาพื้นเมือง พอจะทราบความหมายได้ว่า ปะทิว เป็นการเรียกตามสภาพของท้องที่ เป็นทางผ่านไปทํามาหากินของชนเมืองจากตะวันตก เป็นพื้นที่สูงไปทางตะวันออกสู่ทะเล
           ในสมัยก่อน ทะเลหน้าอ่าวทุ่งมหา ตําบลปากคลอง มีเกาะอยู่เรียงรายเป็นทิวแถว เมื่อไปตั้งเมืองในทําเลที่มีสภาพท้องที่เป็นทะเล มีเกาะอยู่มากมาย มีปากทางออกสู่แม่น้ำ จึงเรียกต่อๆ กันมาว่า "ปากทิว" และเพื้ยนเป็น "ปะทิว" และมีแหล่งชุมชนอยู่บริเวณดอนตาเถร ดอนยายชี ดอนตะเคียน บ้านหัวนอน และบ้านเกาะ หรือเกาะชมอม ปัจจุบันอําเภอปะทิวแบ่งเขตการปกครองเป็น 7 ตําบล คือ ตําบลบางสน ตําบลชุมโค ตําบลดอนยาง ตําบลปากคลอง ตําบลทะเลทรัพย์ ตําบลเขาไชยราช และตําบลสะพลี โดยตําบลสะพลี
ประกอบด้วย 11 หมู่บ้าน และมีเขตการปกครองท้องที่แบ่งเป็น อบต.สะพลี และเทศบาลตําบลสะพลี
ช่วงหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อําเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส และมีโอกาสมาสัมผัสธรรมชาติที่ "หาดทุ่งวัวแล่น" ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ห่างจากตัวจังหวัดชุมพรไปตามถนนลาดยางสายชุมพร-หาดทุ่งวัวแล่น ระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร ซึ่ง "หาดทุ่งวัวแล่น" นอกจากจะเป็นชายหาดที่มีเม็ดทรายสีขาวนวลละเอียด ลักษณะหาดทราย
ลาดเอียงลงทีละน้อย มีความโค้งเป็นเว้าคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว มีความยาวประมาณ 5-6 กิโลเมตรต่อเนื่องไปจนถึงชายหาดสะพลี ด้วยความที่หาดทรายกว้าง และมีความลาดเอียงต่ำ จึงปลอดภัย เหมาะแก่การเล่นน้ำทะเล
    นอกจากนี้ ตลอดแนวชายหาดของ "หาดทุ่งวัวแล่น" ยังมีต้นสนที่ขึ้นเรียงรายหนาแน่น ทำให้ชาดหาดแห่งนี้ร่มรื่น พอเห็นทิวสนที่ขึ้นเรียงราย มันทำให้เกิดจินตนาการต่างๆ มากมายทีเดียว เพราะบรรยากาศเงียบสงบอย่างนี้ เหมาะสำหรับการพักสายตา และพักผ่อน
หรือจิบอะไรเย็นๆ จริงๆ ซึ่งจากจุด "หาดทุ่งวัวแล่น" นักท่องเที่ยวยังสามารถมองเห็นเกาะง่ามน้อยและเกาะง่ามใหญ่ และหมู่เกาะในทะเลชุมพรได้อย่างชัดเจน แถมในยามเช้าและยามเย็นยังสามารถนั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกดินได้อย่างสวยงามอีกด้วย
ส่วนทางตอนใต้สุดของชายหาดทุ่งวัวแล่น ติดกับ "ชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท" จะเห็น "เขาโพธิ์แบะ" เป็นลักษณะภูเขายื่นออกมา บริเวณแถบนี้มีแนวหินใต้น้ำ ดอกไม้ทะเล ฟองน้ำทะเล และสาหร่ายทะเลมากมาย จึงไม่แปลกใจเลย
กับคำบอกเล่าที่ว่า เป็นถิ่นของฝูงปลาทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีสีสันสวยงามนานาชนิดมาอาศัยอยู่บริเวณแถบนี้มากมาย และบริเวณเหนือ "หาดทุ่งวัวแล่น" ด้านหน้าของชุมพรคาบาน่ารีสอร์ท ยังเป็นที่ตั้งของ "ติกิ" เทพเจ้าแห่งท้องทะเล สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทะเลเคารพบูชา โดย "ติกิ" ถูกแกะสลักด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10 เมตร หันหน้าออกสู่ท้องทะเลทางด้านทิศตะวันออก ชาวบ้านเชื่อว่า "ติกิ" จะคอยปกปักรักษา "หาดทุ่งวัวแล่น" ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆ  ช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2532
พายุไต้ฝุ่นเกย์ ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนทรงพลัง ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักในจังหวัดชุมพร และประเทศอินเดียฝั่งตะวันออก ถือเป็นพายุไต้ฝุ่นครั้งเลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรมลายูรอบ 35 ปี พายุก่อตัวขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 ในอ่าวไทยตอนล่าง ข้ามคาบสมุทรมลายู เคลื่อนเข้าไปในมหาสมุทรอินเดียเหนือ และทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุหมุนระดับ 5 ก่อนขึ้นฝั่งในประเทศอินเดีย และสลายตัวเหนือเทือกเขากัตส์ตะวันตกในอินเดีย ต่อมาเวลา 08.30 นาฬิกา ของวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2532 พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้เคลื่อนเข้าสู่ภาคใต้ตอนบนด้วยความเร็วถึง 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วของพายุไต้ฝุ่นในระดับ 3 ถล่มอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ก่อนขึ้นฝั่งที่อำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่งอย่างหนักหน่วง
ส่งผลให้มีผู้คนล้มตายมากกว่า 500 คน บาดเจ็บจำนวนมาก บ้านเรือนเสียหายกว่า 3.8 หมื่นหลัง ประชาชนเดือดร้อน 1.5 แสนคน เรือล่มเกือบ 400 ลำ ถนนเสียหายกว่า 500 เส้นทาง สะพานเสียหายกว่า
100 แห่ง ทำนบและฝาย 49 แห่ง โรงเรียนพัง 160 แห่ง วัด 93 แห่ง มัสยิด 6 แห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหายกว่า 80 ล้านไร่ สัตว์เลี้ยงตายมากกว่า 8 หมื่นตัว โดยพายุไต้ฝุ่นเกย์ครั้งนั้น ถือเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมากที่สุดในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่พายุโซนร้อนแฮเรียตถล่มแหลมตะลุมพุก ในปี พ.ศ.2505 และเป็นพายุลูกเดียวในประวัติศาสตร์ที่พัดเข้าสู่ประเทศไทยในระดับไต้ฝุ่น และยังเป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดขณะขึ้นฝั่งเท่าที่
เคยมีมาในคาบสมุทรมลายู
เมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นเกย์ได้พัดผ่านมายังอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร "หาดทุ่งวัวแล่น" ได้รับผลกระทบจากภัยของพายุเกย์น้อยมาก ชาวบ้านจึงมีความเชื่อว่า "ติกิ" เทพเจ้าแห่งท้องทะเลได้ปกปักรักษา "หาดทุ่งวัวแล่น" ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนั้น และที่บริเวณ "หาดทุ่งวัวแล่น" นอกจากจะมีความสวยงาม ตำนาน และความเชื่อต่างๆ ให้ศึกษามากมายแล้ว ยังมีร้านอาหารและสถานที่พักตากอากาศอยู่หลายแห่งไว้บริการ สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการดำน้ำชมความงาม
ของโลกใต้ทะเลบริเวณเกาะแก่ง ก็ยังสามารถเช่าเรือและอุปกาณ์ดำน้ำได้ที่รีสอร์ทบริเวณ "หาดทุ่งวัวแล่น" ได้อีกด้วย
อ่อเกือบลืมไป..สำหรับ "หาดทุ่งวัวแล่น" มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า บริเวณ "หาดทุ่งวัวแล่น" ในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่ามากมายหลากหลายชนิด อยู่มาวันหนึ่งมีพรานป่าเดินทางมาล่าสัตว์ที่บริเวณชายหาดทุ่งวัวแล่น และยิงถูกวัวป่าตัวหนึ่งล้มลง พอพรานป่าเดินเข้าไปหาวัวป่าตัวดังกล่าว พรานป่าถึงขั้นตกใจอย่างมาก เพราะคิดว่า
วัวป่าถูกยิงขนาดนั้น ยังไงเสียก็ต้องตาย แต่จู่ๆ วัวป่าตัวที่ถูกยิงกลับลุกขึ้นวิ่งหนีหายเข้าป่าไป นับตั้งแต่นั้นชาวบ้านจึงเรียกชายหาดทุ่งวัวแล่นแห่งนี้ว่า "หาดทุ่งวัวแล่น" ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซึ่งทางหน่วยงานภาครัฐได้ปั้นรูปวัวป่าตั้งอยู่บริเวณริมชายหาด เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของหาดทุ่งวัวแล่นแห่งนี้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หากมีโอกาสมาเยือนจังหวัดชุมพร และผ่านมาแถวปั๊มน้ำมันเล็กๆ ริมถนนเพชรเกษม อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ก่อนถึงตัวเมืองชุมพร

ถ้าไม่แวะมากินอาหาร หรือนั่งจิบอะไรเพลินๆ ที่ "ร้านตะเกียงไทย" ดูเหมือนยังมาไม่ถึงน่ะ ผมมีโอกาสมาแวะหาอะไรกินที่ร้านอาหารแห่งนี้ และมีโอกาสได้พูดคุยกับ "ป๋าสนอง" หรือ "สนอง ใยบัวทอง" ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของร้าน พ่อครัว เด็กเสริฟ ทำเกือบทุกหน้าที่ในร้าน พอว่างจากงานครัว ก็จะคอยมาบริการและดูแลลูกค้าด้วย
"คุณสนอง" เล่าว่า ก่อนหน้านี้ "ร้านตะเกียงไทย" เคยเปิดที่ย่านสุขุมวิท กรุงเทพฯ จากนั้นก็ปิดตัวลงด้วยเหตุผลต่างๆ มากมาย และส่วนตัวก็อยากจะกลับมาทำมาหากินที่บ้านจังหวัดชุมพร จึงได้มาเปิด "ร้านตะเกียงไทย" ในวันนี้ ส่วนเมนูเด็ดๆ อาทิ ปลาดุกทะเลผัดฉ่า แกงส้มปลากะพงผักรวม ปลาช่อนลุยสวน หลนปูเค็ม หมูป่าผัดเผ็ด ผัดมะระเนื้อปลา ต้มส้มปลากระบอก แกงจืดเต้าหู้หมูสับสาหร่าย ฯลฯ ส่วนแกงคั่วหอยขม ถือว่ารสชาติถูกปากมาก เพราะหอมเครื่องแกง กลมกล่อมร้อนแรง อร่อยเด็ดจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมี "เต๋าเต้ยหม้อไฟ" รวกจิ้ม ถือเป็นเมนูเด็ดที่ "คุณสนอง" ชูไว้เป็นเมนูเด็ด
ของ "ร้านตะเกียงไทย" ก็ว่าได้ครับ ซึ่ง "ปลาเต๋าเต้ย" จะคล้ายๆ ปลาจาระเม็ด ซึ่งเป็นปลาธรรมชาติ ไม่ใช่ปลาเลี้ยง หาได้ยากพอสมควร บางช่วงบางเวลา เช่น ฤดูฝน หรือหน้ามรสุม จะไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะสามารถจับได้มากน้อยเพียงใด หรือจะจับได้ปลาขนาดเท่าใด ทำให้ในบางครั้งปลาอาจจะขาดตลาด "คุณสนอง" บอกว่า ตนจะสั่ง "ปลาเต๋าเต้ย" จากแหล่งประมงที่จังหวัดระนอง จึงได้ปลาสดๆ ทำให้เนื้อปลามีรสหวานและไม่คาว บวกกับน้ำซุปในหม้อไฟที่มีรสชาติกลมกล่อมสูตรพิเศษ จึงทำให้กลายเป็นเมนูเด็ดที่ไม่ธรรมดาจริงๆ หากใครมีโอกาสผ่านมาที่ย่านนี้ ก็ลองแวะไปอุดหนุนทานอาหารที่ "ร้านตะเกียงไทย" กันดูครับ...!!!
                          นวย เมืองธน
*********************************************