วันเสาร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

อิ่มบุญวัดนาวง ตำนานโรงหีบกว่า 100 ปี

            ระเพณีสงกรานต์เพิ่งผ่านพ้นไปหมาดๆ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศให้เป็นวันหยุดราชการต่อเนื่องกัน เพื่อให้ประชาชนที่ทำงานในต่างถิ่นได้กลับไปยังถิ่นฐานของตนไปร่วมทำบุญ เยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ บุพการี และเล่นสนุกสนานกับครอบครัว เพื่อนฝูง
           "วันสงกรานต์" ถือเป็นประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยมาแต่โบราณ เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทร และเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความอบอุ่น และการให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของความเป็นไทยได้อย่างเด่นชัด โดยใช้น้ำเป็นสื่อในการเชื่อมสัมพันธไมตรี
     นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ประเทศ อย่างลาว, มอญ, พม่า, และกัมพูชา รวมถึงชนชาติไทยเชื้อสายต่างๆ ในจีน และอินเดีย
                ต่างก็ถือวันสงกรานต์เป็นประเพณีฉลองปีใหม่เช่นเดียวกับไทยด้วย เพียงแต่วันสงกรานต์ในประเทศไทยนั้นมีการสืบสานและวิวัฒนาการประเพณีสงกรานต์ จนมีเอกลักษณ์อัโดดเด่นกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่มีความพิเศษ จนชาวต่างประเทศต่างเล่าขาน และรู้จักประเพณีสงกรานต์ของไทยเป็นอย่างดี
               ปัจจุบันประเพณีสงกรานต์ในหลายท้องที่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะตามจังหวัดใหญ่ๆ ซึ่งในแต่ละภูมิภาคยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่น่าสนใจ การทำบุญตักบาตรหรือนำอาหารไปถวายพระที่วัด เพื่อสืบทอดและทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และเพื่อกล่อมเกลาจิตใจให้รู้จักการให้ เสียสละ โดยมิได้มุ่งหวังสิ่งใดตอบแทนการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษ เพื่อแสดงกตัญญูต่อผู้มีพระคุณที่ล่วงลับไปแล้ว


                  การสรงน้ำพระ ทั้งพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธรูป เพื่อความเป็นสิริมงคลและแสดงความเคารพต่อปูชนียบุคคลที่ดำรงสืบทอดพระพุทธศาสนา การรดน้ำขอพร เป็นการแสดงความเคารพและแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณโดยเฉพาะผู้อาวุโสน้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโสมาก เช่น ลูกกับพ่อ-แม่-ปู่-ย่า-ตา-ยาย พุทธศาสนิกชนต่อพระภิกษุสงฆ์ เป็นต้น
            เป็นการแสดงความสุภาพ อ่อนน้อม อ่อนโยน และขอรับพร ซึ่งผู้อาวุโสกว่าเหล่านั้นจะได้อวยชัยให้พรให้อยู่เย็นเป็นสุข และได้ข้อคิดเตือนใจเพื่อเริ่มต้นปีใหม่อย่างไม่ประมาท และการเล่นรดน้ำ เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้องและมิตรสหาย ด้วยการรดน้ำเพียงเล็กน้อยลงที่ไหล่ หรือที่มือพร้อมกับอวยพรให้มีความสุขการเล่นรื่นเริงต่างๆ เพื่อเชื่อมความสามัคคีและเพื่อความสนุกสนาน รวมทั้งการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่ต่อไป
     ผมหยิบยกเรื่องราวประเพณีสงกรานต์มาเขียนถึง เพราะในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ที่ผ่านมา มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ทำบุญใส่บาตร ไหว้พระ และให้อาหารปลา ที่วัดนาวง ถ.นาวงประชาพัฒนา ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ติดกับท้องที่เขตดอนเมือง กทม. แค่มีคลองเล็กๆ กั้นกลางแค่นั้นเอง
                   สำหรับวัดนาวงหรือวัดราษฎร์นาวง เดิมชื่อ "วัดโรงหีบ" ประวัติชื่อนี้เรียกตามที่ตั้งของวัด ซึ่งเคยเป็นโรงหีบอ้อย และบริเวณของวัดโดยรอบก็เคยเป็นไร่อ้อยเมื่อกว่า 100 ปีก่อน ต่อมาภายหลังเลิกกิจการปลูกอ้อยมาทำนาแทน ชาวบ้านจึงเรียก "วัดราษฎร์นาวงษ์" เป็น "วัดนาวง" ตามสภาพแวดล้อม ตั้งแต่นั้นมา
                  จากการสืบค้นข้อมูลมีการกล่าวกันว่าไร่อ้อยในท้องทุ่งหลักหก-ดอนเมืองนั้น ปลูกโดยพระพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการกรมท่าซ้าย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์เป็นพ่อค้าเชื้อสายจีน เดินทางขึ้นล่องค้าขายในแถบประเทศใกล้เคียง โดยอาศัยสำเภาขนส่งสิ้นค้าทางทะเล ท่านประสงค์จะปลูกสร้างบ้านพักอาศัยที่ท่านเป็นผู้ออกแบบเอง โดยใช้ประสบการณ์ที่ท่านได้เคยเห็นมาระหว่างเดินทางค้าขายไปในที่ต่างๆ

          บ้านที่ท่านต้องการสร้างมีลักษณะเป็นอาคารก่อด้วยอิฐ ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีปูนซิเมนต์ใช้ การก่ออิฐจะเชื่อมประสานด้วยทราย ปูนขาว ผสมน้ำอ้อย ฉะนั้นจะต้องใช้น้ำอ้อยในปริมาณมาก



         ท่านจึงนำชาวจีนมาทำไร่อ้อยในทุ่งหลักหก-ดอนเมือง และตั้งโรงหีบอ้อยขึ้นมาในทุ่งหลักหก-ดอนเมือง แห่งนี้
พระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ หรือโต สนใจทางเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าว จึงได้ว่าจ้างคนจีนจากเมืองจีน โดยใช้เรือสำเภาของท่านเองมาไว้
ที่ทุ่งรังสิต ให้ทำงานขุดคลองส่งน้ำทำนา เพื่อทำนาให้ได้สองครั้งตามท่านต้องการ แต่โอกาสไม่อำนวย ท่านได้สิ้นชีวิตเสียก่อนงานสำเร็จ ต่อมาพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์ได้แต่งงานกับคุณหญิงสิน มีธิดาชื่อ คุณปุก ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับท่านเจ้าสัวกิมซัว มีบุตรและธิดา 2 คน คือ คุณนายอุ่น และคุณหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง และต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุล "โปษยะจินดา"  
      คุณหลวงนาวาเกนิกรได้ทำการสมรสกับคุณนายนวม ก่อนพระยาพิสณห์สมบัติบริบูรณ์สิ้นชีวิต ท่านได้ปลูกอ้อยในท้องนาจำนวนมากและส่งเข้าโรงหีบอ้อย นำน้ำอ้อยส่งไปที่ท้องที่ราชวงค์ เพื่อผสมกับทรายและปูนขาว  สร้างบ้านราชวงค์ ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีปูนซิเมนต์
             พื้นที่ที่เป็นโรงหีบอ้อยนี้ ปัจจุบันเป็นวัดนาวง ซึ่งพื้นที่ที่ใช้ปลูกอ้อยก็คือพื้นที่บริเวณรอบวัดนาวง และบริเวณวัดทั้งหมดนั่นเอง
    หลังจากเลิกกิจการปลูกอ้อยแล้ว ลูกหลานของพระยาพิสณห์ นำโดยหลวงนาวาเกนิกร หรือซิวเบ๋ง โปษยะจินดา ครอบครัวและญาติมิตร ได้สร้างวัดนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ.2443 เพื่อสืบต่อพุทธพระศาสนาไว้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของสาธุชนต่อไปภายภาคหน้า และเมื่อสร้างวัดเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้ตั้งชื่อวัดที่ที่ได้สร้างขึ้นนี้ว่า "วัดราษฎร์นาวง" พร้อมทั้งได้ถวายทรัพย์สมบัติส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ที่มีอยู่ในที่นี้ไว้เป็นสมบัติของวัด โดยเฉพาะที่ดินทั้งหมดมีเนื้อที่รวม 377 ไร่เศษ และได้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์จากสำนักวัดใกล้เคียงมาอยู่จำพรรษาบำเพ็ญสมณกิจตั้งแต่ พ.ศ.2443 นั้นเป็นต้นมา
                      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อเจ้าอาวาสวัดโรงหีบรูปแรกมรณภาพลง พระอุปัชฌาย์ส่ง "พระครูเหมือน" ไปเป็นเจ้าอาวาส ท่านทำการบูรณะวัดให้ดีขึ้น จัดการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรและศิษย์ อุบาสกอุบาสิกาให้อยู่ในธรรมวินัย โดยได้รับการสนับสนุนจากลูกหลานพระยาพิสณห์
            "หลวงปู่เหมือน" ได้ใช้วิชาที่ศึกษามาทั้งแพทย์แผนโบราณ ดูแลรักษาชาวบ้านที่เจ็บป่วยโดยไม่คิดมูลค่า เพราะสมัยนั้นทุ่งหลักหกอยู่ห่างไกลความเจริญมาก ท่านใช้วิชาวิปัสสนากรรมฐานช่วยปัดเป่าทุกข์สร้างสุขให้แก่ประชาชน และได้สร้างเหรียญหลวงปู่เหมือน เพื่อหารายได้สร้างโรงเรียนวัดนาวงจนสำเร็จ ทำให้เด็กๆ ได้รับการศึกษา เป็นกำลังของชาติในอนาคต
       "หลวงปู่เหมือน" เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ ได้ตั้งอยู่ในคุณธรรม มีเมตตา กรุณา เป็นนิจต่อบุคคลและสัตว์ทั่วไป แต่ชีวิตของท่านก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไป เพราะเป็นธรรมดาของสังขารย่อมตกอยู่ในไตรลักษณ์ ต่อมาท่านก็ได้เริ่มอาพาธเรื่อยๆ มา แม้จะมีแพทย์ปัจจุบันและแผนโบราณที่ดี ก็ไม่ทำให้ท่านหายได้ ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพลงในคืนวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2502 เวลา 23.30 น. ด้วยอาการอันสงบ ที่วัดนาวง ซึ่งท่านได้อยู่ในสมณเพศ 59 พรรษา รวมอายุของท่านได้ 80 ปี...วันนี้ขอลาไปก่อนครับ...!!!
                   นวย เมืองธน


วันศุกร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2557

ภารกิจฝนหลวง แก้ปัญหาภัยแล้ง

             "เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะเป็น "พระบิดาแห่งฝนหลวง" พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการฝนหลวงให้กว้างขวางยิ่งขึ้น" เมื่อวันอังคารที่ 3 พฤษภาคม 2554 คณะรัฐมนตรี จึงมีมติอนุมัติในหลักการจัดตั้ง "กรมฝนหลวงและการบินเกษตร" 
                 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยมีการโอนหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการทําฝนหลวงและการบินเกษตรของสํานักฝนหลวงและการบินเกษตร สํานักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้ง "กรมฝนหลวงและการบินเกษตร" ขึ้น นับเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งถือเป็นประโยชน์ทําให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อประชาชนและรัฐบาลโดยตรง ในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยธรรมชาติ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
                 ผมหยิบเรื่องราวของ "กรมฝนหลวงและการบินเกษตร" มาเขียนถึง แน่นอนครับว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูบทบาทภารกิจของ "กรมฝนหลวงและการบินเกษตร" ซึ่งถือเป็น "กรมป้ายแดงแกะกล่อง" น้องใหม่ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
          ช่วงที่ "ชวลิต ชูขจร" ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ "สุรสีห์ กิตติมณฑล" รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาการอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะเจ้าหน้าที่ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งและบูรณาการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อบรรเทาภัยแล้งและลดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ ระหว่างวันที่ 5-6 เม.ย.57 ที่ผ่านมา
        "ชวลิต ชูขจร" ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรได้รายงานสถานการณ์ตั้งแต่เดือน ต.ค.56 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งจังหวัดต่างๆ ได้ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินภัยแล้งทั่วประเทศ จำนวน 38 จังหวัด 14,567 หมู่บ้าน ใน 1,552 ตำบล รวม 249 อำเภอ ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน และจากการลงพื้นที่ติดตาม
สถานการณ์น้ำในเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีความจุเก็บกักน้ำได้ 263 ล้านลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 96.749 ล้านลูกบาศก์เมตร คิด
เป็น 36.97% ของความจุอ่าง ขณะที่ปริมาณน้ำใช้การได้ จำนวน 82.749 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 31.46% พบว่าเกษตรกรในพื้นที่โครงการฯ เขื่อนแม่กวงอุดมธารามีการเพาะปลูกช่วงฤดูแล้ง จำนวน 93,778 ไร่ ซึ่งเกินแผนที่ตั้งไว้เพียง 53,400 ไร่ โดยเฉพาะข้าวนาปรังมีการเพาะปลูกเกินแผน จำนวน 33,326 ไร่ ส่วนพืชไร่และพืชผักก็ปลูกเกินแผน 7,052 ไร่ ขณะที่พื้นที่ จ.เชียงใหม่ ก็ยังมีปัญหาหมอกควันด้วย
 

         "สุรสีห์ กิตติมณฑล" รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาการอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร บอกว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงฯ มีหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วตั้งอยู่ที่ จ.นครสวรรค์ ซึ่งสามารถขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงได้ทั่วประเทศ และขึ้นอยู่กับสภาพความชื้นสัมพัทธ์ทางอากาศต้องมีความเหมาะสม และความพร้อมที่สามารถปฏิบัติการได้ ที่ผ่านมาหน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วได้ขึ้นบินปฏิบัติการไปแล้ว 2 โซน คือ โซนภาคเหนือ ที่ จ.ลำปาง และแพร่ และโซนภาคกลางที่ จ.อุทัยธานี, ชัยนาท และนครสวรรค์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าและช่วยลดปัญหาหมอกควัน ถือเป็นการปฏิบัติการช่วงชิงในการทำฝน เพราะวันเวลาค่อนข้างน้อยมาก ทั้งนี้ กรมฝนหลวงฯ ได้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 8 หน่วย ได้แก่ จ.เชียงใหม่, นครสวรรค์, ระยอง, จันทบุรี, อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี และสงขลา ที่ผ่านมามีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงกว่า 550 เที่ยวบิน มีรายงานฝนตก 30 วัน รวม 43 จังหวัด
            รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาการอธิบดีกรมฝนหลวงฯ บอกอีกว่า สำหรับที่ จ.เชียงใหม่ กรมฝนหลวงฯ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง 124 เที่ยวบิน
และมีรายงานฝนตก 11 วัน ใน 9 จังหวัด คือ จ.ลำปาง, แพร่, พะเยา, พิษณุโลก, น่าน, ลำพูน, เชียงใหม่, อุตรดิตถ์ และแม่ฮ่องสอน
            "กรมฝนหลวงฯ ได้ประสานกับกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้รู้ข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยแล้งในช่วงฤดูแล้ง และยังติดตามข้อมูลภัยแล้งจากอาสาสมัครฝนหลวง และข้อมูลที่เกษตรกรร้องขอ แล้วนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ว่าสามารถขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงได้หรือไม่ เพื่อให้การปฏิบัติการฝนหลวงมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด และแก้ไขปัญหาภัยแล้งและปัญหาหมอกควันให้เบาบางลงได้" รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รักษาการอธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าว
         "นายสุรสีห์" บอกด้วยว่า ภัยแล้ง ไฟป่าและหมอกควัน ถือเป็นปัญหาที่คุกคามภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกรเป็นวงกว้าง กรมฝนหลวงฯ จึงได้บูรณาการร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรและกรมชลประทาน เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างใกล้ชิด ทั้งในและนอกเขตพื้นที่ชลประทาน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาหมอกควันและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพื้นที่การเกษตรอีกด้วย
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ระหว่างการลงพื้นที่ของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  รักษาการอธิบดีกรมฝนหลวงฯ พร้อมคณะตรวจเยี่ยมชาวบ้าน ที่บ้านแม่โป่ง หมู่ 5 ต.แม่โป่ง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านบริเวณรอบเขื่อนแม่กวงอุดมธารา และเป็นหมู่บ้านเกษตรกรตัวอย่าง ที่ชาวบ้านสามัคคีกันในการบริหารจัดการน้ำช่วงที่ประสบภัยแล้งได้อย่างน่าชื่นชม โดยไม่มีปัญหาขัดแย้งกัน แถมผมยังได้รับชมการสาธิตทำปุ๋ยหมัก รับฟังการสร้างรายได้จากการปลูกกระเทียมและหัวหอม รวมถึงการได้ลิ้มรสข้าวโพดต้ม ที่ชาวบ้านเก็บมาจากไร่ต้มให้เรากินอีก...รสชาติหวานกรอบอร่อย...สุดยอดจริงๆ ครับ  
             ที่สำคัญ การติดตามบทบาทภารกิจของกรมฝนหลวงฯ ครั้งนี้ ถ้าไม่เห็นปฏิบัติการบินเพื่อทำฝนหลวง ก็เหมือนจะขาดอะไรสักอย่าง ซึ่งหลังจาก "สุรสีห์ กิตติมณฑล" รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ได้ประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 41 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมการปฏิบัติการบินเพื่อทำฝนหลวง ผมเองก็มีโอกาสเดินทางไปกับคณะเจ้าหน้าที่ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงบนน่านฟ้าบริเวณพื้นที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.เชียงใหม่ และอ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยใช้เวลาในการบินปฏิบัติการฝนหลวงประมาณเกือบ 2 ชั่วโมงจึงเสร็จภารกิจดังกล่าว
        โดยนักวิทยาศาสตร์ของกรมฝนหลวงฯ ที่ประจำบนเครื่องบินฯ และคอยเก็บข้อมูลต่างๆ ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ เล่าว่า การทำฝนหลวง เป็นกรรมวิธี การเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า แล้วนำสารเคมีขึ้นไปโปรยบนท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ส่วนปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝน คือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม นั่นคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง อุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอจะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จนเกิดขบวนการกลั่นตัวของไอน้ำขึ้นบนแกนกลั่นตัว จนกลายเป็นฝนตกลงมา...วันนี้โบกมือลากันไปก่อนครับ...!!! 
                                  นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2557

เสน่ห์ลังกาวี ตำนานคำสาป

            "เกาะลังกาวี" เปรียบได้ว่าเป็นอัญมณีแห่งไทรบุรี ตั้งอยู่ในทะเลอันดามัน ใกล้ฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรมาเลเซีย ขึ้นกับรัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ที่สำคัญ "เกาะลังกาวี" ยังห่างจาก "เกาะตะรุเตา" ของประเทศไทยเพียง 4 กิโลเมตร
            อยู่ห่างจากเมืองกัวลาปะลิสประมาณ 30 กิโลเมตร และเมืองกัวลาเกดะห์ 51 กิโลเมตร ประกอบด้วยกลุ่มเกาะเมืองร้อนจำนวน 99 เกาะ เป็นที่รู้จักของชาวไทยและมาเลเซีย ที่สำคัญหากนักท่องเที่ยวได้มาเยือนลังกาวีแห่งนี้ จะทำให้ได้สัมผัสหลายสิ่งหลายอย่างที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสวยงาม ป่าชายเลนที่มีพืชและสัตว์ที่อุดมสมบูรณ์ สินค้าปลอดภาษีราคาย่อมเยา
       ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เกาะลังกาวี" แห่งนี้ ซึ่งมีตำนาน
ที่น่าประทับใจอย่างมากครับ โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว และดูเหมือนจะเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง ณ "ลังกาวี" ที่นักท่องเที่ยวหากมา "ลังกาวี" แล้วไม่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ คงจะดูเหมือนว่ายังมาไม่ถึง "ลังกาวี" ซึ่งสถานที่แห่งนี้คงหนีไม่พ้น "พิพิธภัณฑ์พระนางมะสุหรี่" ตั้งอยู่บนถนน MakamMahsuri ห่างจากเมืองกั๊วห์ 12  กิโลเมตร ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์มีภาพขนาดใหญ่ของ "พระนางมะสุหรี่" หรือภาพนางเอกจากภาพยนตร์ "เรื่องพระนางเลือดขาว" โดยทางพิพิธภัณฑ์ฯ นำมาขยาย
เป็นภาพขนาดใหญ่ ซึ่งบางครั้งนักท่องเที่ยวคนไทยก็เข้าใจผิดว่าสุภาพสตรีที่เห็นในภาพโปสเตอร์นั้นคือ "พระนางมะสุหรี่" ตามตำนาน และมีการจัดแสดงข้าวของ เครื่องใช้ต่างๆ อาทิ ฝัดข้าว, เย็บผ้า, และการหุงหาอาหาร ในสมัยพระนางด้วย
    เรื่องราวของ "พระนางมะสุหรี่" เป็นเรื่องราวที่นำมาเล่าต่อๆ กันจากรุ่นสู่รุ่น เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2362 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 2 หรือเมื่อกว่า 190 ปีที่ผ่านมา ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ฯ มีห้องฉายวีดีทัศน์เพื่อเล่าประวัติความเป็นมาให้นักท่องเที่ยวได้รู้ประวัติความเป็นมาของ "พระนางมะสุหรี่" 
          โดยในสมัยที่ "เกาะลังกาวี" อยู่ในการปกครองของไทย ก่อนจะเสียให้กับอังกฤษในสมัยรัชกาลที่ 5 มีตำนานเล่าขานว่า "พระนางมะสุหรี่" หรือ "พระนางเลือดขาว" ซึ่งเป็นมเหสีของสุลต่านที่ปกครองเมืองเคดะห์ ประเทศมาเลเซีย ในปัจจุบัน ตามตำนานเล่าว่า "พระนางมะสุหรี่" หรือ "ประไหมสุหรี่" เป็นหญิงสาวชาวบ้านที่มีความงดงาม ได้สมรสกับอนุชาขององค์สุลต่านแห่งรัฐเคดาร์ โดยมีสถานภาพเป็นมเหสีองค์รอง
       ต่อมาได้เกิดสงครามที่รัฐปัตตานี มีเหตุให้พระอนุชา
ขององค์สุลต่าน ซึ่งเป็นพระสวามีจะต้องจากบ้านจากเมือง เพื่อเดินทางไปช่วยรบ ขณะเดียวกันก็เกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากฝ่ายที่คิดร้ายกับ "พระนางมะสุหรี่" ซึ่งคือ "มเหสีเอก" โดยสร้างเรื่องว่า "นางมะสุหรี่" มีชู้ เมื่อ "องค์สุลต่าน" กลับมา ก็ไม่ได้สืบสาวราวเรื่องว่าเท็จจริงประการใด แต่กลับเชื่อการใส่ความของฝ่าย "มเหสีเอก" ที่มีความอิจฉาริษยา "พระนางมะสุหรี่" และวางแผนสร้างเรื่องราวขึ้นมาเพื่อหาทางกำจัดนาง "องค์สุลต่าน" จึงตัดสินใจให้เพชฌฆาตประหารชีวิต "พระนางมะสุหรี่" ด้วยกริช

แต่ก่อนเสียชีวิต"พระนางมะสุหรี่" อธิษฐานว่า หากนางไม่มีความผิด ก็ขอให้โลหิตที่หลั่งออกมาเป็นสีขาว เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ พร้อมกับสาปแช่งขอให้ "เกาะลังกาวี" ไม่มีความเจริญไป 7 ชั่วโคตร
ทันใดนั้นเอง เพชฌฆาตได้ลงกริช แต่ปรากฏว่าคมกริชไม่ระคายผิว "พระนางมะสุหรี่" แม้แต่น้อย พระนางฯ จึงบอกเพชฌฆาตให้กลับไปนำกริชพิเศษของต้นตระกูลจากบ้านของพระนางฯ เองมาประหาร
            ซึ่งขณะที่คมกริชจรดลงบนคอ ปรากฏว่าโลหิตสีขาวก็พวยพุ่งขึ้นข้างบน เป็นการพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของ "พระนางมะสุหรี่" ตามที่อธิษฐานไว้ และจากคำสาปแช่งนี้ก็ทำให้ "เกาะลังกาวี" ตกอยู่ในความทุกข์เข็ญมานานถึง 7 ชั่วโคตร อันเป็นที่มาของตำนาน "พระนางเลือดขาว" และจากเรื่องราวตามความเชื่อว่า "เกาะลังกาวี" จะต้องมีอันเป็นไป หรือไม่มีความเจริญถึง 7 ชั่วโคตร ซึ่งในช่วงเวลาเกือบ 200 ปี ก็ดูเหมือนว่า "เกาะลังกาวี" จะเป็นไปตามคำสาป รัฐบาลมาเลเชียจึงพยายาม
ที่จะโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ "ลังกาวี" เป็นเกาะท่องเที่ยว และเป็นเขตปลอดภาษี แต่ดูจะไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นชาวมาเลเซียที่เดินทางมาพักผ่อนและซื้อสินค้าปลอดภาษี ส่วนนักเที่ยวจากต่างชาติกลุ่มหลักก็คือ คนไทย ที่เป็นอิสลามทางภาคใต้ สำหรับชาติยุโรปนั้นมีน้อยมาก
ภายหลังจาก "พระนางมะสุหรี่" ผู้รับเคราะห์กรรมจากการทรยศหักหลัง และความอิจฉาริษยาจนถูกตัดสินให้นางถึงแก่ความตายลง เป็นเวลา 181 ปี ของการตกอยู่ใน
อำนาจของคำสาปที่มืดดำ นับว่าเกาะแห่งนี้ถูกอำนาจแห่งความบริสุทธิ์นั้นสาปแช่งให้จมอยู่กับความตกต่ำ เป็นอาถรรพ์ครอบคลุมมาถึง 7 ชั่วอายุคน จนกระทั่งหนังสือพิมพ์หลายๆ สำนักของมาเลเซีย และรัฐบาลมาเลเซียต่างพากันออกตามหาผู้สืบทอดเชื้อสายของ "พระนางมะสุหรี่" จนในที่สุด ก็พบว่าทายาทรุ่นที่ 7 ได้อาศัยอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย คือ "ศิรินทรา ยายี" ซึ่งมีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความเป็นทายาทผู้ถอนคำสาป ไม่ว่าจะเป็นกริซประจำตระกูล รูปภาพ และบรรพบุรุษชื่อ "วันฮาเกม"
ต่อมาทางรัฐบาลมาเลเซียจึงเชิญพระนางทายาทรุ่นที่ 7 กลับสู่เกาะลังกาวี เพื่อถอนคำสาป จากเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตตามปกติ แต่เมื่อเธอได้ไปยืนอยู่บนแผ่นดินเกาะลังกาวี เธอกลับกลายเป็นเจ้าหญิงไปในทันที
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" บริเวณรอบๆ "พิพิธภัณฑ์พระนางมะสุหรี่" ก็มีสุสานพระนางมะสุหรี่ หากนักท่องเที่ยวเดินไปด้านหลังสุสานพระนางฯ ซึ่งติดกับทุ่งนากว้าง ก็จะมีบ่อน้ำโบราณตั้งอยู่หนึ่งบ่อ มีการเล่าขานกันว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และเชื่อว่าเป็นบ่อทิพย์ เพราะเป็นบ่อน้ำจืดเย็นใสไม่เคยเหือดแห้ง สามารถตักน้ำมาดื่ม และมาล้างหน้าล้างมือได้ นอกจากนี้ ยังมีบ้านไม้โบราณแบบมาเลเซียตั้งอยู่หลายหลัง
หลังจากตำนานความเชื่อว่ายุคคำสาปผ่านพ้นไปแล้ว โครงการพัฒนา "เกาะลังกาวี" จึงได้เกิดขึ้น ทั้งภาครัฐมาเลเซียและเอกชนต่างๆ ได้ทุ่มงบประมาณในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาให้ "เกาะลังกาวี" เป็นเกาะสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวของมาเลเซีย และให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ซึ่งโครงการที่สร้างเสร็จไปแล้วแทบนับไม่ถ้วน ทำให้เป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวจับจ่ายใช้สอยได้อีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน