วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

ชมวิวกรุงเทพฯภูเขาทอง เสน่ห์ชุมชนเก่าเครื่องไม้

             วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หรือวัดภูเขาทอง ตั้งอยู่ระหว่างถนนบริพัตรกับถนนหลานหลวง แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ถือเป็นวัดโบราณ เดิมเรียกชื่อว่า วัดสะแก เป็นวัดพุทธก่อสร้างขึ้นในรูปของเจดีย์ขนาดใหญ่มหึมา ยอดชี้ขึ้นฟ้าทางฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
               แม้ที่วัดสระเกศจะไม่มีศิลปะและสถาปัตยกรรมให้ชมเหมือนวัดอื่นๆ ในกรุงเทพฯ แต่ก็นับได้ว่ามีทัศนียภาพอันงดงามบนภูเขาทองที่ตั้งอยู่ภายในอาณาบริเวณวัดสระเกศ และมองเห็นวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนรอบทิศอีกด้วย
             วัดสระเกศ ปรากฏตามตำนานเดิมมีชื่อว่า วัดสะแก เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก และมีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า เมื่อจุลศักราช 1134 เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช 2326 นั้น
     พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนคร รวมทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพู เรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้านใต้ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาส

แล้วโปรดให้ขุดคลองหลอดแลขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เพื่อให้เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนครได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุทธยา และวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหานาค แล้วพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่าวัดสระเกศ และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศ ทั้งพระอารามตั้งแต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์ และขุดคลองรอบวัดอีกด้วย คำว่า "สระเกศ" นี้ ตามรูปคำก็แปลว่าชำระ หรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเอง
          ผมหยิบยกเรื่องราววัดสระเกศมาเขียนถึง เพราะในวันมาฆบูชาที่ผ่านมามีโอกาสเดินทางมาทำบุญ
ที่วัดสระเกศแห่งนี้ และยังมีโอกาสเดินขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ บนภูเขาทองด้วยครับ จำได้ว่าสมัยช่วงเป็นนักเรียนศิลปะ ผมเกิดสนใจวาดภาพแบบสายตานก คือ วาดรูปในสถานที่สูงๆ ก็เคยขึ้นมาวาดรูปทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ บนภูเขาทองแห่งนี้เหมือนกัน แต่ก็เป็นเวลานานหลายสิบปีมาแล้ว

แต่อย่างน้อยการได้มาทำบุญที่วัดสระเกศ ก็ทำให้เราได้นึกย้อนถึงอดีตที่ครั้งหนึ่งเคยมาที่ภูเขาทอง ทำให้ได้คิดอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะแยะมากมายจริงๆ ครับ
แต่ถ้าพูดถึงเรื่องงานวัด เชื่อเหลือเกินว่างานวัดภูเขาทองถือเป็นตำนานเก่าแก่อันดับต้นๆ ก็ว่าได้
         เพราะถ้าจะมาเที่ยวงานวัดในกรุงเทพฯ ที่มีบรรยากาศไทยๆ แบบต่างจังหวัด ก็ต้องมาที่งานวัดภูเขาทอง ซึ่งงานมีถึง 7 วัน 7 คืน ในช่วงเทศกาลงานลอยกระทงของทุกปี ที่สำคัญงานวัดที่นี่ยังคงรักษาประเพณีงานวัดมาเป็นเวลานานปี นานจนถึงขนาดที่ว่าถ้าจะเดาก็คงตั้งแต่สมัยที่ชาวบ้านพายเรือมาเที่ยวงานวัดกันในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มาลอยกระทง มาทำบุญกันที่วัด และเที่ยวชมมหรสพ ซึ่งงานวัดปัจจุบันก็คงแปรเปลี่ยนไปจากเดิมไปตามกาลเวลา
 
            พระพรหมสิทธิ (ธงชัย สุขญาโณ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ บอกว่า พระเจดีย์บรมบรรพต ภูเขาทอง ได้จำลองแบบมาจากพระเจดีย์วัดภูเขาทองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสูงประมาณ 100 เมตร ความกว้างโดยรอบเส้นศูนย์กลางประมาณ 500 เมตร สร้างโดยพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึง 3 พระองค์ด้วยกัน คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยใช้เวลาใน
การก่อสร้างเป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษ ครั้นสร้างแล้วเสร็จ รัชกาลที่ 5 ก็ได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากรัฐบาลอินเดีย ที่ขุดได้จากกรุงกบิลพัสดุ์ พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้บรรจุประดิษฐานไว้บนองค์บรมบรรพตภูเขาทอง และโปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มากที่เหตุการณ์มีความสอดคล้องกันเช่นนี้
พระบรมบรรพตภูเขาทอง นับเป็นพุทธสถานที่สำคัญของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร และเป็นสัญลักษณ์ของวัดที่คนทั่วโลกรู้จักกันมากกว่าพุทธสถานรอบวัด พระบรมบรรพตภูเขาทองนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยิ่งใหญ่ การขึ้นไปกราบนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมบรรพตภูเขาทองข้างบน ให้เดินขึ้นไปตามบันไดเวียน ซึ่งมีอยู่ทั้งสองด้าน คือ ด้านทิศเหนือและด้านทิศใต้ ซึ่งบันไดแต่ละด้านมี  344 ขั้น การที่ประเทศใดจะมีพระบรมสารีริกธาตุไว้ในครอบครองนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่มีพระบรมสารีริกธาตุไว้สักการบูชา เช่น จีน อินเดีย และญี่ปุ่น เมื่อขึ้นมาบนพระบรมบรรพตภูเขาทองแห่งนี้ นอกจากจะได้นมัสการพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศที่แสนบริสุทธิ์ และความสงบร่มรื่น
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาทำบุญที่วัดสระเกศและภูเขาทองครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้ชมวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯ ได้อย่างรอบทิศทางแล้ว ผมยังได้รับความรู้แนวคิด ความเชื่อและปรัชญาในพุทธธรรม เกิดปัญญาและประสบการณ์ในชีวิตของผมเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะภายในวัดสระเกศยังมีพุทธสถานต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ขากลับออกมาจากวัดสระเกศยังมีโอกาสได้เดินเที่ยวชุมชนย่านภูเขาทอง เพราะชุมชนแถบนี้ยังเป็นแหล่งขายดอกไม้ไฟอันเลื่องชื่อ
ที่สำคัญ จากอดีตจนถึงปัจจุบันมีชุมชนเก่าและใหม่ที่พัฒนาจนเจริญควบคู่ไปกับภูเขาทอง วัดสระเกศ มาอย่างยาวนาน ถือเป็นวิถีชีวิตของชาวกรุงเทพฯ อาทิ ย่านขายเครื่องไม้ ที่มีทั้งไม้แกะสลัก ไม้กลึงขนาดเล็กใช้ทำงานฝีมือ ตลอดจนถึงบานประตูบ้าน ไม้แผ่นสร้างบ้าน ซึ่งผู้คนในกรุงเทพฯ จะทำงานฝีมือ หรือสร้างบ้าน ก็สามารถเข้าไปเดินเลือกชมสินค้าไม้ขนาดต่างๆ ได้ในย่านนี้ ซึ่งผมเองเดินชมเครื่องไม้ต่างๆ ในย่านนี้ ก็เกิดไอเดีย และจินตนาการมากโขทีเดียว....!!!
                                                                                                               
                                                                          นวย เมืองธน
******************************************

วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เที่ยว-กิน-ช้อปปิ้ง อิ่มบุญท่าน้ำนนท์

              สำหรับจังหวัดนนทบุรี ถือเป็นจังหวัดเก่าแก่จังหวัดหนึ่งที่มีการก่อตั้งมากว่า 400 ปี แต่เดิม "นนทบุรี" เป็นหมู่บ้านที่มีผู้คนอาศัยอยู่หนาแน่น และรู้จักกันในชื่อ "บ้านตลาดขวัญ" ว่ากันว่าเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากอยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยา แถมยังมีพื้นที่สวนผลไม้ที่ขึ้นชื่อที่ถูกกล่าวขานในสมัยกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย
               จังหวัดนนทบุรีนอกจากเป็นเมืองเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาแล้ว ยังมีแม่น้ำเจ้าพระยาแบ่งพื้นที่ของจังหวัดออกเป็นสองส่วน คือ ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก พื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดนนทบุรีจึงเป็นที่ราบลุ่ม มีคลองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และคูคลองที่ขุดขึ้นในยุคสมัยต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยมีประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทั้งคนไทยเชื้อสายไทย-จีน, ไทย-มอญ เป็นต้น ปะปนกันในชุมชนท้องถิ่น
              ปัจจุบันจังหวัดนนทบุรียังมีแหล่งรวมวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ "ย่านท่าน้ำนนท์" คือ ท่าน้ำนนทบุรี หรือท่าน้ำพิบูลสงคราม 3 เป็นท่าน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า แต่เดิมเป็นอาคารของโรงเรียนราชวิทยาลัย ต่อมาได้มีการมอบอาคารเรียนให้เป็นที่ทำการศาลากลางจังหวัดนนทบุรี เมื่อ พ.ศ.2471 ลักษณะอาคารมีขนาดกว้าง 11.55 เมตร ยาว 287.4 เมตร เนื้อที่ทั้งหมดของตัวอาคาร 2 ไร่ 2 งาน 51 ตารางวา
              ส่วนตัวอาคารเป็นตึกพื้นไม้สัก ทาสีไข่ไก่ ประตูหน้าต่างทาสีเขียวใบไม้ หลังคามุงด้วยกระเบื้องลูกฟูก ประดับด้วยงานไม้ลายวิจิตรที่ทำจากไม้สักทั้งหลัง มีรั้วเหล็กล้อมรอบตัวอาคาร 3 ด้าน ด้านหน้าเป็นสถานที่พักผ่อน ชมบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนด้านหลังติดกับโรงเรียนอนุบาลนนทบุรี และหอประชุมจังหวัดนนทบุรี เนื่องจากอาคารศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังนี้มีลักษณะการสร้างแบบพิเศษ ฝีมืองานไม้ประณีตมาก กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นบัญชีเป็นโบราณสถานแห่งหนึ่ง และมีการซ่อมแซม
ใหญ่เมื่อ พ.ศ.2515
       และคงเป็นความบังเอิญที่มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ย่านท่าน้ำนนท์" บริเวณริมเขื่อนท่าน้ำนนทบุรี อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี เมื่อช่วงปลายๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับงาน "ตรุษจีนนนทบุรี ฉลองศาลเจ้า พ่อหลักเมือง เจ้าแม่ทับทิม" ขึ้นเป็นครั้งแรก
   ซึ่ง "สมนึก ธนเดชากุล" นายกเทศมนตรีนครนนทบุรี บอกว่า การจัดงานดังกล่าว เพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายจีนในจังหวัดนนทบุรี
           ตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างองค์กรชาวไทยเชื้อสายจีนให้เกิดความเข้มแข็ง สามัคคีของชาวเมืองนนทบุรี และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศเห็นว่าจังหวัดนนทบุรีก็เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวไทยเชื้อสายจีนมาอย่างยาวนาน และเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้
          แน่นอนว่า เมื่อมาถึง "ย่านท่าน้ำนนท์" ผมคงไม่พลาดที่จะไปสักการะขอพรเจ้าแม่ทับทิม ที่ศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่า 

           
ซึ่งตั้งอยู่ริมเขื่อนท่าน้ำนนท์ ใกล้ๆ กับศาลากลางหลังเก่า และศาลเจ้าแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีน เนื่องจากในอดีตจังหวัดนนทบุรีเคยเป็นเมืองท่าสำคัญการค้าขายทางเรือมาก่อน บรรดาพ่อค้า แม่ค้าชาวจีนในจังหวัดก็เลยรวมตัวกันสร้างศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่าขึ้น เมื่อสร้างเสร็จก็ได้อัญเชิญองค์เจ้าแม่ทับทิมมาประดิษฐานในศาล ตรงบริเวณปากคลองวัดบางขวางเดิม หรือริมเขื่อนท่าน้ำนนท์ในปัจจุบัน
   หลังจากสักการะขอพรที่ศาลเจ้าพ่อปึงเถ่ากงม่าแล้ว ผมก็เดินลัดเลาะผ่านชุมชนมา

ที่วัดบางขวาง หรือเดิมเรียกว่า "วัดบางยาง" ซึ่งทางเข้าอยู่ติดกับศาลเจ้าฯ ภายในวัดมีวิหาร เป็นวิหารเก่าแก่ อายุมากกว่า 100 ปี แถมมีโบสถ์รูปทรงสมัยโบราณ ภายในโบสถ์มีพระประธานเป็นพระทรงเครื่อง ซึ่งเรียกกันว่า "ปางทรมานท้าวมหาชมภู และพระอัครสาวกซ้ายขวา" ภายในอุโบสถยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระธาตุ ซึ่งรวบรวมพระธาตุที่สำคัญของไทยไว้ นอกจากนี้ ยังมีศาลาการเปรียญ ซึ่งเป็นศาลาโบราณทรงประยุกต์ สร้างด้วยไม้สักทองอีกด้วย
 ส่วนทางเข้า-ออกของวัดบางขวางนั้น ชาวบ้านเล่าว่า ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เพราะผู้มีบุญเท่านั้นที่จะได้เข้าถึงวัดบางขวาง ผู้คนส่วนมากจึงยังไม่รู้จัก ส่วนมากจะรู้จักคุกบางขวางมากกว่า
            ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ผมก็เป็นคนหนึ่งนะที่มีบุญกับเค้าเหมือนกัน เพราะได้มีโอกาสมาตะลอนฯ ที่วัดบางขวางแห่งนี้
โดยเดินเข้าวัดอีกทาง จนกระทั่งเดินทะลุซอยวัดข้างตลาดท่าน้ำนนท์ ซึ่งเป็นชุมชนเก่าแก่ บ้านเรือนของผู้อยู่อาศัยในย่านนี้ยังคงอนุรักษ์ความเก่าแก่ได้อย่างลงตัว อาจเรียกได้ว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งทีเดียว ที่สำคัญทำให้ผมทันดูขบวนแห่งานตรุษจีนนนทบุรีพอดิบพอดีจริงๆครับ
เสน่ห์อย่างหนึ่งของ "ย่านท่าน้ำนนท์" ก็เห็นจะเป็นตลาดท่าน้ำนนท์ หรือจะเรียกรวมๆ ว่า ตลาดนนทบุรี, ตลาดเมืองนนท์, หรือตลาดสดเมืองนนท์ ก็แล้วแต่จะเรียกกัน เพราะนอกจากตลาดแห่งนี้จะขายของสดๆ ประเภทผักสด, ปลาสด,

อะไรต่อมิอะไรมากมายแล้ว แถวหน้าตลาด หน้าตึกแถวต่างๆ ตลอดจนบนฟุตบาททั้งสองฝั่งถนน ยังเป็นแหล่งรวมของกินขนม คาวหวานอร่อยๆมากมาย ที่สำคัญยังเป็นแหล่งรวมเสื้อผ้าแฟชั่น และของใช้ต่างๆ อีกมายมาย และถ้าหากอยากนั่งสามล้อถีบ
ขอบอกเลยว่าที่ตลาด "ย่านท่าน้ำนนท์" แห่งนี้ ก็ยังมีบริการสามล้อถีบรับจ้างอยู่เหมือนกัน ถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งในย่านนี้ครับ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อมาถึง "ย่านท่าน้ำนนท์" ถ้าไม่พูดถึง "หอนาฬิกาท่าน้ำนนทบุรี" คงดูเหมือนยังมาไม่ถึง "ย่านท่าน้ำนนท์" นะ เพราะถือได้ว่าหอนาฬิกาแห่งนี้ กลายเป็นเอกลักษณ์อยู่คู่ย่านท่าน้ำนนท์มาอย่างยาวนาน เพราะสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2500 ตัวเรือนนาฬิกายี่ห้อ "Tag Heuer " ซึ่งเป็นตัวเรือนของ "Tag Heuer" ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
             และเป็นจุดเด่นของ "ย่านท่าน้ำนนท์" แห่งนี้อีกด้วย ตะลอนฯ จนหิว ขอตัวเติมพลังหาอะไรอร่อยๆ "ย่านท่าน้ำนนท์" กินดีกว่า...นั่นแน่เจอร้าน "ก๋วยเตี๋ยวเมืองนนท์" เจ้าเก่าอยู่ตรงข้ามตลาดเมืองนนท์ เฮีย...เกาเหลาเนื้อพิเศษ ข้าวเปล่า 2 ถ้วย...โอเลี้ยงด้วย..หิว... หิว แค่นี้ก็อิ่มไม่รู้ลืมจริงๆ...!!!

                                                                                            นวย เมืองธน
****************************************************


วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

เล่าขานของดีเชียงคานฝ้ายห่มนวม-สวนผสม

            ถือเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีโอกาสเขียนถึง "เชียงคาน" อำเภอเล็กๆ ของจังหวัดเลย ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็น "เมืองคนงาม" แหล่งรวมวัฒนธรรมที่หลากหลาย อีกทั้งอำเภอเชียงคานยังเป็นอำเภอที่มีอาณาเขตติดกับแม่น้ำโขง ซึ่งกั้นเขตแดนไทย-ลาว
              ในสมัยก่อนชาวหลวงพระบางได้อพพยมาตั้งรกรากที่ "เชียงคาน" และได้นำวัฒนธรรมเข้ามาด้วย หรืออาจเรียกได้ว่า "เชียงคาน" เป็นเมืองคู่แฝดกับ "หลวงพระบาง" ก็ว่า เพราะไม่ว่าจะเป็นประเพณีต่างๆ รวมถึงอาหารการกิน อีกทั้งภาษาพูด ก็มีความคล้ายคลึงกันอีก
            นอกจากนี้ เสน่ห์อย่างหนึ่งของ "เชียงคาน" คงจะหนีไม่พ้นบ้านเรือนไม้เก่าที่ยังคงอนุรักษ์กันไว้มากโขอยู่ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกต่างๆ มากมาย และเป็นจุดหนึ่งที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว
ให้มาจับจ่ายสินค้ากัน และที่นักท่องเที่ยวพลาดไม่ได้ ก็คงจะเป็นการถ่ายภาพตัวเองกับบรรยากาศบ้านเรือนไม้เก่า หรือร้านขายของที่ระลึก แล้วนำภาพต่างๆ มาโพสต์ลงกันในโซเชียลมีเดียต่างๆ จนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา
            ส่งผลให้ "เชียงคาน" กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ที่ใครๆ ก็อยากมาสัมผัส โดยเฉพาะช่วงลมหนาวมาเยือน เหมาะมากสำหรับคู่รัก
ที่จะจูงมือกันมาสัมผัสบรรยากาศที่ "เชียงคาน" ที่สำคัญ ยังมีที่พักแบบเกสต์เฮาส์ หรือโฮมสเตย์อีกมากมายที่พร้อมใจกันนำเอาอาคารไม้แบบดั้งเดิมมาตบแต่งเสียใหม่ให้น่ารักเก๋ไก๋ แถมราคาไม่แพง สำหรับรองรับผู้ที่มาเยือนที่นี่อีกด้วยครับ
   ช่วงที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ดูเหมือนผมจะเคยเขียนเรื่องราวต่างๆ ของ "เชียงคาน" ในมุมต่างๆ เอาไว้พอสมควร แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้เอ่ยถึง ก็คงจะเป็น "ผ้าฝ้ายห่มนวมโบราณ" ของร้านนิยมไทย
และถือเป็นของฝากชื่อดังของอำเภอเชียงคานที่ขายดีมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะซื้อไปฝากญาติผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ เพื่อเป็นของฝากกัน
"ราตรี พรหมราช" เจ้าของร้านนิยมไทย บอกว่า ผ้าฝ้ายห่มนวมจะขายดีมากช่วงวันคริสต์มาส และเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพราะสภาพอากาศค่อนข้างเย็นถึงหนาวจัด อุณหภูมิทั่วไปประมาณ 10-14 องศา นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวที่ "เชียงคาน" อย่างต่อเนื่อง


              และจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น จึงทำให้ผ้าฝ้ายห่มนวมขายดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ผ้าห่มนวมนั้นจะขายดีมาก เฉลี่ยแล้วขายได้วันละ10-20 ผืน ส่วนเสน่ห์ของผ้าห่มนวมของร้านนิยมไทยนั้น คือเป็นร้านที่ทำผ้าฝ้ายห่มนวมมานานหลายชั่วอายุคน ผ้านวมทำจากฝ้ายจริงๆ ไม่ผสม และทำให้ดูกันสดๆ ถักทอกันเห็นๆ แบบวิถีชนบท ลูกค้า นักท่องเที่ยวต่างชื่นชอบกันมาก นอกจากนี้ทางร้านยังรับซ่อมผ้าห่มนวมที่ขาดชำรุดอีกด้วย
            "คุณราตรี" บอกด้วยว่า ร้านนิยมไทยทำผ้าฝ้ายห่มนวมมา 3 ชั่วอายุคน เป็นธุรกิจในครอบครัว อุตสาหกรรมในครัวเรือน ใช้แรงงานภายในบ้านทั้งหมด ตนก็ทำผ้าห่มมาตั้งแต่อายุประมาณ 7 ขวบได้ พอมาตอนหลังลูกค้มากขึ้นก็จ้างคนเข้ามาช่วยทำ เพราะลำพังทำกันเองภายในครอบครัวคงผลิตสินค้าไม่ทันกับความต้องการของลูกค้าแน่นอน ช่วงที่ขายดีถึงขนาดฝ้ายขาดตลาด เพราะเกษตรกรปลูกกันน้อยลง แม้ว่าอำเภอเชียงคานถือว่ามีพื้นที่ปลูกฝ้ายมากกว่าพื้นที่อื่นก็ตาม
แต่ถ้าหากฝ้ายขาดแคลนก็ต้องสั่งซื้อจากฝั่งลาวเพื่อมาผลิตสินค้าขาย นอกจากนี้ ร้านนิยมไทย ยังมีเบาะนั่งที่ทำจากฝ้าย หมอนข้าง และหมอนหนุน ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีเช่นกัน
       ส่วนอีกสถานที่หนึ่งที่ผมมีโอกาสมาเยือนช่วงที่มา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่อำเภอเชียงคานก็คือ สวนแบบผสมผสานตามแบบฉบับของ "ลุงเยื้อน" หรือ "เยื้อน อินทะผิว" ตั้งอยู่หมู่ 9 ตำบลหมู่ฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ซึ่งเป็นสวนผสมผสานที่ "ลุงเยื้อน" เดินตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากที่ประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากการทำสวนมะม่วงและมะขาม จากนั้นจึงเริ่มหันมาทำสวนแบบผสมผสานปลูกพืชหลายสิบชนิด เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคาผลผลิต และสร้างงานสร้างรายได้ตลอดทั้งปี
           "ลุงเยื้อน" บอกว่า พื้นที่สวนประมาณ 6 ไร่ ก็ปลูกมะม่วง, แก้วมังกร, มะกอกน้ำ, กล้วย, มะยงชิด ฯลฯ ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะสลับกันให้ผลผลิตในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีรายได้จากการจำหน่ายต้นกล้าพืชชนิดต่างๆ ซึ่งการเพาะพันธุ์พืชจำหน่ายเกิดจากแนวคิดที่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง
ได้ต้นกล้าที่มีคุณภาพไปเพาะปลูก ส่วนการดูแลสวนจะใช้วิธีทางชีวภาพเป็นส่วนใหญ่ เพื่อรักษาสุขภาพตนเองและความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยการดูแลบำรุงรักษาพืชนอกจากใช้ปุ๋ยชีวภาพแล้ว จะไล่แมลงด้วยน้ำส้มควันไม้และน้ำหมักชีวภาพ
ซึ่งสามารถผลิตขึ้นใช้เองได้
               "ลุงเยื้อน" บอกด้วยว่า การทำสวนไม่เพียงแต่สร้างรายได้ที่เพียงพอให้กับครอบครัวเท่านั้น ยังสร้างความสุขจากการได้อยู่กับธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ต้นไม้น้อยใหญ่ สัตว์ป่าที่เข้ามาอาศัยต้นไม้เป็นที่พักอาศัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถซื้อหาได้เหมือนสินค้าทั่วไป
              ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หากสนใจทำการเกษตร ผมคิดว่ามาที่สวนผสมผสานของ "ลุงเยื้อน" คงไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากต้องการผ้าฝ้ายห่มนวมโบราณ เพื่อเป็นของฝากให้ญาติผู้ใหญ่กัน คงต้องแวะมาที่ร้านนิยมไทย อำเภอเชียงคาน รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน แถม "เชียงคาน" ยังมีพื้นที่ติดริมฝั่งแม่น้ำโขง มีที่พัก ร้านอาหารและบริการล่องเรือชมทิวทัศน์สองฝั่งโขง นอกจากนี้ยังมีของที่ระลึกที่ขึ้นชื่อมากมาย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนไม่ควรพลาดที่จะซื้อเป็นของฝาก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวให้นักเดินทางได้สัมผัสอีกมากมายด้วย...และขอทิ้งท้ายคำเก๋ๆ ที่ฮิตติดปาก และจากป้ายน่ารัก ไอเดียดีๆ มากมายที่ "เชียงคาน"... "อ้าว! เลย"..."ระวังคาน"..."รักแล้วรักเลย" ...เว๊ยเฮ๊ย...!!!
                     นวย เมืองธน
*************************************