วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

เทศกาลโคนมแห่งชาติ ปลอดเหล้าเพื่อสุขภาพ

            "ะลอนตามอำเภอใจ"-บนเนื้อที่ 2,700 ไร่ ริมถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ถือเป็นสถานที่ตั้ง"ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่สำคัญสถานที่แห่งนี้ ยังถือเป็นประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย
                โดยเมื่อปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสประเทศเดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์ค เป็นอย่างมาก ต่อมารัฐบาลเดนมาร์ค และสมาคมเกษตรกรโคนมเดนมาร์ค ได้ร่วมใจกันน้อมเกล้าถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทยจัดตั้งฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์คขึ้น ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี แห่งนี้ครับ
               พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระเจ้าเฟรดเดอริค พระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 ของประเทศเดนมาร์ค ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2505 ต่อมาได้โอนกิจการทั้งหมดให้รัฐบาลไทย และให้จัดเป็นองค์การส่งเสริม กิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมและรับซื้อนมดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม

              ผมหยิบยกเรื่องราวของ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ณ โรงแรมดิเอมเมอรัล ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เมื่อช่วงปลายๆสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วมงานแถลงข่าว การจัดงานเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2557 และเปิดแผนขยายตลาดผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค  ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี 





ระหว่างวันที่ 17-22  มกราคม 2557
นอกจากนี้ วันแถลงข่าวดังกล่าว ยังมีการแสดงต่างๆบนเวที พร้อมทั้งสาธิตการทำ "นมคาราเมลอินคันทรี" ซึ่งเป็นเครื่องดื่มร้อน และ "ค็อกเทลนม" เครื่องดื่มเย็นที่ปราศจากแอลกอฮอล์ อีกด้วย แต่ที่ไฮไลท์สุด เห็นจะเป็นการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ พระเอกฮีโรพันธุ์ใหม่ "มิก ทองระย้า" จากละคร "ลูกผู้ชายพันธุ์ดี" ช่อง 7 สี และเซ็กซี่สตาร์ "ครีม ธิชาชา เจริญพงษ์ปรีชา" จากละคร "ผู้ชนะสิบทิศ" ซึ่งบอกอย่างไม่อายเลยว่า ถ้าไม่มีการเปิดตัวดารากัน 
    ผมคงไม่รู้หรอกว่าใครเป็นดาราบ้างพราะเป็นสื่อมวลชนคนหนึ่งที่ไม่ใช่สายบันเทิง แถมยังตกเทรนด์เรื่องดารา นักแสดงอย่างมาก ต้องขออภัยอย่างแรง
"ครีม ธิชาชา เจริญพงษ์ปรีชา" นักแสดงสาวเซ็กซี่สตาร์  บอกว่า อยากเชิญชวนให้ทุกคนไปเที่ยวการเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวเทศกาลโคนมแห่งชาติ  ประจำปี 2557 ที่ อ.ส.ค.มวกเหล็ก จ.สระบุรีกันค่ะ นอกจากจะมีกิจกรรมมากมายแล้ว เรายังได้เห็นคุณค่าของนมด้วย ว่านมนั้นมีประโยชน์มากแค่ไหน เพราะคนเราเกิดมาก็ต้องดื่มนม

เกิดมาวันสองวันก็ต้องดื่มนมแม่ ถ้าบางคนดื่มนมแม่ไม่ได้ ก็จะต้องหานมอย่างอื่นมาดื่มทดแทนนมแม่กัน ตอนอยู่อนุบาลก็ต้องดื่มนม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะมีนมอีกรูปแบบหนึ่ง อาจจะเป็นนมเปรี้ยว พออายุสูงขึ้นก็ต้องดื่มนมที่มีแคลเซียมเสริมสร้างกระดูก ถ้าไปเที่ยวที่งานนี้ก็จะรู้คุณค่าของนมว่ามีมากแค่ไหน
           


            "มิก ทองระย้า" พระเอกหนุ่มสูงยาว เข่าดีเปล่าไม่รู้ บอกว่า อยากเชิญชวนให้ไปเที่ยวงานเทศกาลโคนมแห่งชาติกันมากๆครับ เพราะเท่าที่จำความได้ผมเองชอบดื่มนมอย่างมาก ดื่มนมตั้งแต่เด็กๆ ช่วง ม.3 ดื่มวันละ 4 กล่อง โตมาก็ยังชอบดื่มนมอยู่ ที่สำคัญเด็กๆ ถ้าดื่มนมแล้ว จะช่วยในการพัฒนาสมอง ร่างกายแข็งแรง มีคุณภาพด้วย การดื่มนมจึงมีความสำคัญและมีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา
 



"นพดล ตันวิเชียร" รอง ผอ.ทำการแทน ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า การจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติครั้งนี้ ทางอ.ส.ค.ได้ปรับลดกิจกรรมบันเทิงลง โดยจะเน้นรูปแบบการจัดงานแบบ "ปลอดเหล้า" หรือบันเทิงเพื่อสุขภาพ ขณะเดียวกันยังได้ปรับรูปแบบการจัดงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยจะจัดให้มีนิทรรศการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมของประเทศในกลุ่มอาเซียน พร้อมจัดประชุมและสัมมนาระดับนานาชาติ ในวันที่ 18 มกราคม 2557 เพื่อสร้างความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน อาทิ พม่า, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, 

มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, และไทย ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ การเจรจาธุรกิจการค้า และหาแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมในภูมิภาคอาเซียนต่อไป
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ภายในงานนอกจากจะมีการจำลองเป็นเมืองคาวบอย ปลอดแอลกอฮอล์ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงค่านิยมจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มาเป็นการดื่มนมเพื่อเสริมสุขภาพให้แข็งแรงแล้ว ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการทางวิชาการเกี่ยวกับโคนมทั้งระบบ มีการออกร้านจำหน่ายปัจจัยการเลี้ยงโคนม การจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ทั้งยังมีกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมการบริโภคนม การประกวดโคนม และการท่องเที่ยวเกษตรเชิงนิเวศน์ เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย...!!!
นวย เมืองธน
*****************************************************




วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

แหล่งวัฒนธรรมสระบุรี ลือเลื่องพื้นบ้านไทยวน

           "ะลอนตามอำเภอใจ"- หากเอ่ยถึง "อำเภอเสาไห้" น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.สระบุรี ที่เลื่องลือประเพณีการแข่งเรือยาว, ข้าวสาร, และผ้าทอ ฯลฯ ถูกจัดตั้งเป็นอำเภอขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2437 แต่เดิมเป็นตัวเมืองสระบุรีมาก่อน
                ซึ่งชื่อ "อำเภอเสาไห้" เป็นการกร่อนคำมาจากคำว่า "เสาร้องไห้" และมีตำนานเรื่องเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณว่า "เสาไม้ตะเคียนทอง" ซึ่งมีขนาดความยาว 13 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.75 เมตร นับว่ามีขนาดใหญ่ต้นหนึ่งที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็นเสาเอกในการสร้างปราสาทราชวังที่ประทับเชื้อพระวงศ์ต่างๆ ช่วงต้นรัชกาลกรุงรัตนโกสินทร์ 
                 ซึ่ง "นางตะเคียน" ที่สิงสถิตย์อยู่เสียใจมาก พอตกกลางคืนจึงแสดงอภินิหารลอยทวนน้ำขึ้นมา ขณะลอยมานั้นชาวบ้านริมน้ำได้ยินเสียงร้องไห้ และเสาดังกล่าวได้มาจมลง ณ บริเวณคุ้งน้ำป่าสัก ห่างจากที่ว่าการอำเภอเสาไห้ในปัจจุบัน ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 50 เมตร นับแต่นั้นมาบริเวณนั้นจึงถูกเรียกว่า "สาวร้องไห้" ต่อมาจึงเหลือเพียงคำว่า "เสาไห้" 
               ผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอเสาไห้" มาเขียนถึง เพราะครั้งหนึ่งผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอเสาไห้" แห่งนี้ครับ และนอกจาก "อำเภอเสาไห้" จะเป็นถิ่นข้าวสารพันธุ์ดีที่เลื่องชื่อ ดังคำขวัญของอำเภอที่บอกว่า "เสาตะเคียนคู่บ้าน ถิ่นข้าวสารพันธุ์ดี ผ้าทอหลากสี ประเพณีเรือยาว" แล้ว
                 "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" ยังเป็นแหล่งที่รวบรวมวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านไทยวนที่สำคัญของ "อำเภอเสาไห้" อีกด้วย ซึ่งในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยือน "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย
           "อาจารย์ทรงชัย วรรณกุล" ผู้สืบสานวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้านไทยวน และก่อตั้ง "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" แห่งนี้ เล่าว่า การก่อตั้งเกิดจากแนวความคิด 3 ส. คือ ส. แรก สืบสาวเรื่องราวความเป็นมา, ส่วน ส.ที่สอง คือ สานต่อวัฒนธรรมให้คงไว้ และ ส.ที่สาม คือ เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีในชุมชนไทยวนด้วยกัน โดยมีกลุ่มชาวไทยวนในละแวกใกล้เคียงรวมตัวกันจัดตั้งเป็นชมรมขึ้นมาช่วงปี พ.ศ.2536 โดยแต่งตั้งให้ตนเป็นประธานชมรม

                ซึ่งบทบาทสำคัญของ "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" คือ การศึกษาประวัติความเป็นมาของไทยวน สระบุรี ใช้เป็นสถานที่ศึกษาแลกเปลี่ยน และรวบรวมวัฒนธรรมท้องถิ่นของชาวไทยวน รวมถึงเผยแพร่ให้กับคนทั่วไปได้รู้จัก
          "อาจารย์ทรงชัย" เล่าอีกว่า วิถีไทยวน สระบุรี หายไปกับค่านิยมสมัยใหม่ ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงามกำลังจะหมดไปกับปู่ย่าตายายที่เหลือเพียงไม่กี่คน ตลอดระยะเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ สิ่งที่ตนได้พยายามสืบค้นและจุดประกายชาวไทยวนให้ฟื้นวิถีที่งดงามขึ้นมาเริ่มอ่อนแรงด้วยหลากหลายปัจจัยแวดล้อม แต่ศูนย์วัฒนธรรมไทยวนวันนี้ ยังคงมีสภาพบ้านเรือนไทยวนแบบเก่าให้ประชาชนได้เข้ามาศึกษา และสัมผัสได้ถึงความเป็นอยู่ในสมัยก่อนของชาวบ้านตามลุ่มแม่น้ำป่าสักที่พวกเราควรช่วยกันดูแล ความเป็นไทยวนที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ศึกษากัน และเชิญชวนให้เด็กยุคใหม่ได้สานต่อประเพณีโบราณเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม อาทิ ภาษาไทยวน, ผ้าทอไทยวน,
อาหารพื้นเมืองต่างๆ, การทำตุง, การแทง เป็นต้น ซึ่งนับวันสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะเป็นที่รู้จักน้อยลงเรื่อยๆ
     จากข้อมูลประวัติไทยวนหรือโยนก พบว่าในอดีตมีถิ่นฐานกำเนิดอยู่ที่เมืองเชียงแสน เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านนา มีความรุ่งเรืองทั้งทางด้านการปกครอง ศาสนา และศิลปวัฒนธรรม เมื่ออาณาจักรล้านนาเสื่อมอำนาจลง พม่าได้เข้ามามีอำนาจปกครอง ต่อมาช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวไทยวนอพยพลงมาตั้งบ้านเรือนที่บริเวณลุ่มน้ำป่าสัก จ.สระบุรี และบางส่วนไปตั้งถิ่นฐานที่ ต.คูบัว อ.เมือง จ.ราชบุรี
     นอกจากนี้ ชาวไทยวนสระบุรีมีการใช้ภาษาถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง คือ ภาษายวน หรือภาษาล้านนา โดยมักเรียกตัวเองว่า "คนยวน" มีความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม โดยการอนุรักษ์และปลูกฝังให้ชุมชนได้ตระหนักถึงคุณค่าขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามที่สืบทอดมาจากถิ่นฐานเดิมให้คงอยู่ต่อไป อาทิ งานบุญสลากภัตร, งานถวายปราสาทผึ้ง, การเล่นดนตรี, การร่ายรำ, การทานขันข้าว หรือการถวายพาทาน เพื่ออุทิศให้ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว
    ส่วนการแต่งกายของชาวไทยวน ในอดีตจะนิยมนุ่งซิ่นที่ทอขึ้นเอง ปัจจุบันนิยมเป็นผ้าฝ้ายทอด้วยกี่ทอมือ เป็นลายแบบโบราณ ที่มีการยกมุกเป็นลวดลายดอก และมีสีสันสวยงาม ซึ่งการแต่งกายของสตรีชาวไทยวนในอดีตจะนุ่งผ้าซิ่นตะเข็บเดียวลายขวางลำตัว ซึ่งประกอบด้วย หัวซิ่น และตีนซิ่น นิยมใช้ผ้าสีอ่อน คล้องคอ ใช้ผ้าแถบคาดอก ปล่อยชายข้างหนึ่งลงมา หรือห่มเฉวียงไหล่ ต่อมานิยมสวมเสื้อแขนกระบอก เสื้อแขนกุด เสื้อคอกระเช้า ห่มสไบเฉียงไว้
      สตรีชาวไทยวนในอดีตจะไว้ผมยาวเกล้ามวย ปักปิ่น และประดับด้วยดอกไม้หอม ส่วนผู้ชายชาวไทยวนจะไว้ผมทรงมหาดไทย มีทั้งสวมเสื้อ และไม่สวมเสื้อ นุ่งผ้าเตี่ยวหรือผ้าต้อยสีเข้ม โดยนิยมถกชายผ้าขึ้นมาเหน็บที่เอวจนเหมือนกับกางเกงขาสั้น เรียกว่า "เค้ดหม้าม" เพื่ออวดลวดลายสักที่สวยงามบนร่างกาย แล้วใช้ผ้าพาดบ่า หรือคลุมตัว ต่อมานิยมนุ่งกางเกงแบบชาวไทใหญ่ ที่เรียกว่า "เตี่ยวสะดอ" และสวมเสื้อคอกลม
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่หอวัฒนธรรมไทยวน จากทางเข้าเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามาที่หลังบ้านเป็นลานกว้างติดแม่น้ำป่าสัก มีการต้อนรับแบบพื้นบ้านด้วยอาหาร ขนมไทย และน้ำสมุนไพร แถมบรรยากาศยังเป็นธรรมชาติสวยงามอีก ด้วยเหตุนี้ "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" จึงเปรียบเสมือนบันทึกประวัติศาสตร์ชนชาติจากรุ่นสู่รุ่น ในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีตแบบไม่ปรุงแต่ง กล่อมเกลาความรู้สึก และสัมผัสแห่งชนชาติไทย
ที่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมต้องยกนิ้วให้
        ส่วนการเดินทางมาที่นี่ก็ไม่ลำบาก เพราะมีถนนเข้าถึง หากเดินทางมาจากกรุงเทพฯ ก่อนถึงตัวเมืองสระบุรี จะมีทางเลี่ยงเมืองไปทางลพบุรีและเพชรบูรณ์ ก็ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนเลี่ยงเมือง แล้วตรงไปจนข้ามแม่น้ำป่าสักอีกประมาณ 1 กม. ให้สังเกตด้านซ้ายมือจะมีทางแยกไปปากบาง หรือทางหลวงหมายเลข 3225 ให้เลี้ยวซ้ายไปตามถนนสายนี้อีกประมาณ 3 กม. ก็จะเห็นป้าย "หอวัฒนธรรมพื้นบ้านไทยวน สระบุรี" ซึ่งอยู่ติดถนนด้านซ้ายมือ...วันนี้ขอลากันไปก่อนครับ...!!!
                                                                          นวย เมืองธน
***************************************

วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

พระธาตุอิงฮัง ล้ำค่าคู่เมืองลาว


           "ะลอนตามอำเภอใจ"-วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันระหว่างไทยและลาว ท่ามกลางความสัมพันธ์อันดีของประชาชนทั้งสองประเทศ จึงก่อเกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ บนพื้นฐานของมิตรภาพที่แน่นแฟ้น
               ซึ่งภายหลังจากมีการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ที่จ.มุกดาหาร เชื่อมต่อกับแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว จึงมีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและลาวสามารถท่องเที่ยวได้มากขึ้น ภายใน 1 วันก็สามารถท่องเที่ยวทั้ง 2 ประเทศได้อย่างอิ่มเอมทีเดียวครับ
               "แขวงสะหวันนะเขต" เป็นหนึ่งในแขวงของประเทศลาว ตั้งอยู่ตอนกลางค่อนไปทางใต้ของประเทศ ทิศตะวันออกติดกับประเทศเวียดนาม ส่วนทิศตะวันตกติดกับประเทศไทย ทิศเหนือติดกับแขวงคำม่วน ประเทศลาว และทิศใต้ติดกับแขวงสาระวัน ประเทศลาว เช่นกัน ซึ่งเป็นแขวงที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่เป็นอันดับที่ 2 รองจากแขวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว
              สำหรับ "แขวงสะหวันนะเขต" มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยขอมเรืองอำนาจ "แขวงสะหวันนะเขต" มีชื่อว่า "สุวรรณภูมิประเทศ" เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ในปี พ.ศ.2120 "ท้าวหลวง" และ "นางสิม" ได้อพยพผู้คนจากภาคเหนือลงมาตั้งหมู่บ้านชื่อว่า "บ้านหลวงโพนสิม" ห่างจากตัวเมือง "แขวงสะหวันนะเขต" ในปัจจุบันประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับที่จะไป "พระธาตุอิงฮัง"  
โดยเมื่อก่อนเรียกกันว่า "บ้านท่าแฮ่" หรือ "ท่าแร่" เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ และทองคำ ซึ่งชื่อของ "แขวงสุวรรณเขต" มาจากคำว่า "สุวรรณ" ที่แปลว่า "ทอง" รวมกับ "เขต" ที่แปลว่า "เขตแดน" จึงหมายถึงดินแดนแห่งทองคำ แต่ผู้ปกครอง "แขวงสุวรรณเขต" ช่วงสมัยฝรั่งเศสปกครองได้เลือกเอาคำศัพท์ว่า "สะหวันนะ" ซึ่งแปลว่า "ดินแดนแห่งสวรรค์" แทน จึงได้ชื่อว่า "สะหวันนะเขต" มาตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา    
  ผมหยิบยกเรื่องราว "แขวงสะหวันนะเขต" ประเทศลาวมาเขียนถึง "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "แขวงสะหวันนะเขต" แห่งนี้ครับ และก็มีโอกาสได้ไปสักการะ "พระธาตุอิงฮัง" ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข 13 ประมาณ 13 กิโลเมตร เลียบถนนไป "บ้านโพนสิม" ซึ่งก็เหมือนกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ที่ไปสักการะกันเป็นอันดับแรกๆเลยก็ว่าได้ ที่สำคัญยังมีความเชื่อสืบทอดกันมาว่า "พระธาตุอิงฮัง" เป็นพระธาตุพี่พระธาตุน้องกับ "พระธาตุพนม" จ.นครพนม ของไทย เพราะช่วงหนึ่งเคยมีโอกาสมา
    โดยทุกๆ ปีชาวลาวจะมีงานนมัสการ "พระธาตุอิงฮัง" เป็นงานบุญยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับที่ชาวไทยจัดงานประเพณีนมัสการ "พระธาตุพนม" และงานประเพณีทั้งสองแห่งจะมีขบวนแห่เทียน และการฟ้อนรำถวายองค์พระธาตุเช่นเดียวกัน แต่งาน "พระธาตุอิงฮัง" จะจัดขึ้นช่วงเดือนธันวาคม ส่วน "พระธาตุพนม" จะจัดขึ้นในช่วงวันเพ็ญเดือนสาม เดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
          สำหรับองค์ "พระธาตุอิงฮัง" ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีความสูง 25 เมตร ตัวประตูทางเข้าทั้งสี่ด้าน มีภาพแกะสลักแนวกามาวิจิตของฮินดู
เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ได้รับการบูรณะในสมัยอาณาจักรล้านช้างและสมัยฝรั่งเศสปกครอง และฐานเบื้องล่างองค์พระธาตุเจาะเป็นช่อง ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่างๆ ในอดีตเปิดให้เข้าไปได้เฉพาะผู้ชาย แต่ปัจจุบันปิดไม่ให้
เข้าไป รอบผนังกำแพงวัดด้านในสร้างเป็นศาลาเดินวนรอบวัด มีพระปางเงินจำนวน 160 องค์ เป็นฝีมือการหล่อของพุทธศาสนิกชน สองชาติ คือช่างคนไทย และคนลาว
          ซึ่งตามประวัติของ "พระธาตุอิงฮัง" สร้างขึ้นโดย "พระเจ้าสุมินทราช" ใน "สมัยอาณาจักรศรีโคตรบูร" ประมาณ พ.ศ.400 คำว่า "อิงฮัง" มาจากคำว่า "พิงรัง" หรือ "พิงต้นรัง"  และตามตำนาน "พระธาตุพนม" ในอุรังคนิทานกล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล "พระพุทธเจ้า" พร้อมทั้งพระอานนท์ได้เสด็จมาที่พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือ จ.นครพนม ปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์ "เมืองรุกขนคร" หรือ "นครพนม" และได้ประทับพักแรมที่ "ภูกำพร้า" หนึ่งคืน
รุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปบิณฑบาตที่ "เมืองศรีโคตรบูร" พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง แล้วกลับมาทำภัทกิจ หรือฉันอาหาร ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ "ภูกำพร้า" ที่กล่าวถึงปัจจุบันก็คือที่ตั้งของ "พระธาตุพนม" ตรงตำแหน่งที่ต้นรังที่ "พระพุทธเจ้า" ได้ทรงเสด็จพักรับบาตรที่ "เมืองศรีโคตรบูร" นั้น ต่อมาได้มีการสร้างเป็น "ธาตุกู่" ใน "สมัยพระเจ้าสุมิตราช" ภายหลังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุส่วนกระดูกสันหลังมาประดิษฐานไว้ใน "กู่ธาตุ" หรือ "พระธาตุอิงฮัง"
                 ที่สำคัญ สิ่งที่นักท่องเที่ยวควรรู้ คือ เนื่องจากภายใน "พระธาตุอิงฮัง" มีการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่บริเวณฐานเจดีย์  จึงห้ามสตรีเข้าเขตด้านใน และต้องนุ่งผ้าซิ่นทุกครั้งที่เข้านมัสการ แต่ก็ไม่ต้องกังวลสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป เพราะบริเวณหน้าประตูทางเข้ามีผ้าซิ่นให้เช่าอยู่แล้ว ถือเป็นประเพณีอันดีงามของชาวลาวที่ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมาจนปัจจุบัน
                  ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากนมัสการ "พระธาตุอิงฮัง" แขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว เสร็จสรรพ ข้ามกลับมายัง จ.มุกดาหาร ประเทศไทย ก็มีโอกาสสแวะเวียนกินข้าว ที่สวนอาหาร "พ่อทอนปลาเผา" ตั้งอยู่ริมโขง ถนนสำราญชายโขงเหนือ อ.เมืองมุกดาหาร จ.มุกดาหาร ตรงข้ามกับโรงเรียนบ้านนาโปน้อย บรรยากาศเย็นสบาย ร่มรื่น อาหารส่วนใหญ่ขึ้นชื่อเรื่องเมนูปลาแม่น้ำโขงหลากหลายชนิด รสจัดจ้าน บริการเป็นกันเอง หากมีโอกาสผ่านมาย่านนี้ก็ลองแวะเวียนกันดู...วันนี้ลากันไปก่อนเด้อ...!!!

                                                                           นวย เมืองธน
******************************************