วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ท่องเที่ยวทางธรรม

             "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "การเวียนเทียน" เป็นการบูชาพระรัตนตรัยด้วยอามิสบูชาและปฏิบัติบูชา ซึ่งพุทธศาสนิกชนจะปฏิบัติในวันสำคัญทางศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา วิสาขบูชา และอาสาฬหบูชา เป็นต้น
            "การเวียนเทียน"  ถือเป็นพิธีกรรมที่มีความสำคัญ พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติด้วยความสำรวม เพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาให้เกิดแก่ผู้พบเห็น ทั้งชาวไทยที่นับถือศาสนาอื่นและชาวต่างประเทศ ก่อนจะ "การเวียนเทียน" พุทธศาสนิกชนควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ทำจิตใจให้เบิกบาน แต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับสถานที่ เตรียมเครื่องบูชาให้พร้อม เช่น ดอกไม้ธูปเทียน ควรเดินทางมาถึงวัดหรือสถานที่ประกอบพิธีเวียนเทียน ก่อนเวลาเริ่มเดินเวียนเทียน เมื่อเดินทางมาถึง ควรเข้าไป
 บูชาพระรัตนตรัย เพื่อร่วมศาสนพิธีตามลำดับขั้นตอนที่เหมาะสมเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงออกมาเตรียมตัวด้านหน้าพระอุโบสถ หรือสถานที่ประกอบพิธีเวียนเทียน จากนั้น "เดินเวียนขวา" เพื่อเป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงตามธรรมเนียมอินเดียในสมัยพุทธกาล ในแต่ละรอบให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ตามลำดับ เมื่อเวียนเทียนครบ 3 รอบแล้ว ให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปปักบูชาตามที่เตรียมไว้
          ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เมื่อถึงวันสำคัญ
 ทางพุทธศาสนา และต้องมี "การเวียนเทียน" ที่วัดใกล้บ้าน ตามประสาเด็กๆในขณะนั้น รู้สึกตื่นเต้น และดีใจที่จะได้ไป "เวียนเทียน" ไปเที่ยวที่วัด บางครั้งอาจเป็นการได้พบเจอเพื่อนๆในระแวกบ้านเดียวกันมาเวียนเทียน แถมพ่อค้า แม่ค้า ก็นำอาหาร คาวหวาน หลากหลายชนิด มาขายกันจนทำให้ลานวัดดูคึกคัก และมีสีสัน ขึ้นมาทันตาเห็น
          แม้ในช่วงที่เป็นเด็กๆนั้น ผมจะรู้จักการเวียน เสมือนหนึ่งคือเป็นการมาเที่ยวที่วัดก็ตาม แต่การที่ผู้ปกครองพาเรามาเวียนเทียน
 เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนานั้น คือการได้ซึมซับ "พุทธศาสนา"  จนมาถึงปัจจุบัน หากจะบอกว่าเป็น "การท่องเที่ยวทางธรรม" ตามประสาเด็กๆก็คงผิด เพราะจากวันนั้น จนถึงวันนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ผมเห็นความสำคัญวันพุทธศาสนาของไทย
          "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสเดินทางมาที่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร.) อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ( 3 พ.ค.) ซึ่งมีการประชุมการจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ

 ครั้งที่ 9 ซึ่งในปี 2555 นี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลอง "พุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ขององค์พระพุทธเจ้า"  ในฐานะที่พวกเราเป็นพุทธศาสนิกชนคนไทยได้เรียนรู้และเป็นที่ทราบกันแล้วว่า "วันวิสาขบูชา" ถือว่าเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เป็นวันที่องค์พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรมและก็นำหลักธรรมคำสอนมาอบรม นอกจากวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยทางคณะสงฆ์ของรัฐบาลไทยได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองให้กับวันสำคัญของโลกต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว คือปี 2554 ซึ่งปีแรกจัดปีเมื่อ 2547 เป็นต้นมา
            "พระธรรมโกศาจารย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประธานกรรมการดำเนินการจัดการประชุมชาวพุทธนานาชาติ บอกว่า นับเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพในการจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชาในครั้งนี้ ซึ่งเป็นปีมหามงคลของชาวไทยด้วย ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษาและเช่นเดียวกันเป็นปีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราช
 กุมาร ทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา ซึ่งทางมหาเถรสมาคมและรัฐบาลไทย จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยดำเนินการจัดกิจกรรมวันวิสาขบูชานานาชาติ ครั้งที่ 9 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.55 ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร
           การจัดงานในครั้งนี้ ถือว่าเป็นปีพิเศษ พุทธชยันตีฉลอง 2, 600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชาวพุทธทั่วโลก รวมทั้งชาวต่างประเทศเช่น
 เดียวกัน ซึ่งจะมีบุคคลสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเข้าร่วมประชุม อาทิ ฯพณฯ มหินทาราชปักษา ประธานาธิบดีศรีลังกา  พระอาจารย์ฉวนยิ่น ประมุขสงฆ์สาธารณรัฐประชาชนจีน พระสังฆราชทั้ง 2 นิกายจากราชอาณาจักรกัมพูชา พระมหานายกะทั้ง 3 นิกายจากศรีลังกา และยังมีประมุขสงฆ์ นักปราชญ์คนสำคัญทางพระพุทธศาสนา และผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระพุทธศาสนาจาก 85 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างคับคั่ง
           ภายในงานจะมีการกล่าวสุนทรพจน์ของนายรัฐมนตรีไทยและผู้นำชาวพุทธจาก 85 ประเทศทั่วโลก คณะรัฐมนตรี 
 คณะทูตานุทูตจากประเทศไทยและต่างประเทศ การแสดงทางวัฒนธรรมนานาชาติ การสัมมนาทางวิชาการนานาชาติ การเจริญพระพุทธมนต์และเจริญภาวนาถวายพระพรชัยมงคลและถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถและสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
          นอกจากนี้ ยังจะมีการจัดตั้งสำนักงานศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกขึ้นที่พุทธมณฑล และจะทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในวโรกาสสำคัญดังกล่าว ณ พุทธมณฑล จ.นครปฐม
          พระธรรมโกศาจารย์  กล่าวต่อว่า เมื่อ
 พระพุทธศาสนาได้สืบทอดกันมาเป็นเวลานานถึง 2,600 ปี ซึ่งไม่มีโอกาสง่ายๆ ถือว่าการจัดงานในครั้งนี้เพื่อปลุกจิตสำนึกให้แก่เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วโลกได้เห็นคุณค่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และนำเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ให้เกิดความตื่นตัว และตระหนักถึงคุณงามความดี เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายเดินตามรอยพระพุทธเจ้า
         เพื่อฟื้นฟูจิตสำนึกแก่ตัวเอง เพื่อนมนุษย์ และมีสันติภาพอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมได้ ซึ่งกิจกรรมที่ทางเถรสมาคมได้ทำร่วมกัน ทำให้ชาวโลกเกิดความประทับใจ เห็นสันติภาพ เกิดความรัก ความสามัคคีและความศรัทธาในพระ
พุทธศาสนา ซึ่งทำให้สมกับที่ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของโลก
         "กิจกรรมที่ทางเถรสมาคมได้ทำร่วมกัน ทำให้ชาวโลกได้รู้ว่าเมื่อมาแล้วมาจาก 85 ทั่วโลก 1,700 ชีวิต เกิดความประทับใจ เห็นสันติภาพเกิดความรัก ความสามัคคีและความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ซึ่งทำให้สม
 กับที่ว่าเป็นเมือง ศูนย์กลางศาสนาพระพุทธศาสนาของโลก" พระธรรมโกศาจารย์ กล่าว
           อนึ่ง พุทธชยันตีเป็นวาระที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนาพุทธชยันตี โดยรากศัพท์ของคำว่า ชยันตี มาจากคำว่า "ชย"  คือ ชัยชนะ อันหมายถึงชัยชนะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อหมู่มารและกิเลสทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง อันทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นในโลก "พุทธชยันตี" จึงมีความหมายว่า เป็นการตรัสรู้และการบังเกิดขึ้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย ในปัจจุบันพุทธชยันตียังถูกตีความในความหมายถึงชัยชนะของพุทธศาสนาและ
ชาวพุทธด้วยเช่นกัน สำหรับวาระสำคัญพุทธชยันตี 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ ถ้ายึดถือตามหลักการคำนวณปีพุทธศักราชแบบไทยอยู่ใน
ช่วงระหว่างวิสาขบูชา 2554-2555 ทั้งนี้ ในวันวิสาขบูชา 2554 ที่ผ่านมานับเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ครบ 2,599 ปีเต็มและเริ่มเข้าสู่ 2,600 ปีแห่งการตรัสรู้ โดยคำนวณจากการนำปีพุทธศักราชที่เริ่มนับหลังจากการปรินิพพานบวกด้วย 45 อันเป็นจำนวนพรรษาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ดำเนินพุทธกิจ ภายหลังการตรัสรู้จวบจนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมจึงถือโอกาสเชิญชวนผู้ปกครองได้พาเด็กๆและเยาวชน มา "ท่องเที่ยวทางธรรม" ในโอกาสเฉลิมฉลอง "พุทธชยันตี 2,600 ปี" เพื่อให้เยาวชนของชาติได้มีโอกาสฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม เข้าใจศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เพราะการให้เด็กได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในวัด จะช่วยลดปัญหาการกระทำที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนได้ อย่างน้อยผู้ปกครองควรนำเด็กเข้าวัดปฏิบัติธรรม

              ผู้ใหญ่เองก็มีโอกาสแนะนำเด็กๆให้เห็นว่าการเข้าวัดปฏิบัติธรรมได้ประโยชน์อย่างไร วันวาเลนไทน์ สมควรวางตัวแบบไหนจึงจะเหมาะสมกับวัย เชื่อว่าเด็กและเยาวชน สามารถฟังเหตุผล รู้ว่าทำอะไรแล้วจะเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง น่าจะร่วมมือได้ง่ายกว่าการไปบังคับให้ทำครับ...!!!
                                                             นวย เมืองธน

วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

คืนสันติสุข

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ระชาชนหลากหลายอาชีพ รวมถึงคนของรัฐพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกชีวิตย่อมกลัวตายเป็นธรรมดา เพราะฝ่ายกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงใช้การข่มขู่ ทำร้าย และลอบสังหาร
           โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมมือกับรัฐ ทำให้ผู้นำท้องถิ่นเกิดความหวาดกลัว หากให้ความร่วมมือกับรัฐ ซึ่งก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย แต่ที่จะยอมรับไม่ได้ คือ การสร้างอิทธิพล และสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง โดยหวังผลประโยชน์ในการแย่งชิงอำนาจทางการเมือง ธุรกิจเถื่อน ผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการขยายที่ดินและยาเสพติด
            โดยผู้นำท้องถิ่นเหล่านี้มีอำนาจ อิทธิพลล้นเหลือในพื้นที่ ทั้งยังสามารถควบคุมพื้นที่ของตนไม่ให้มีเหตุร้ายได้ แต่หากใครมาขวางทางการค้ายาเสพติด แจ้งข่าวสารให้รัฐ มักถูกฆ่า โดยโยนความผิดให้เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง หรือที่รู้กันดีว่าเลี้ยงโจรไว้ใช้งาน ความตื้นลึกหนาบางของเครือข่ายยาเสพติด ผู้ทรงอิทธิพล ผู้ก่อเหตุรุนแรง ชาวบ้านตาดำๆ ต่างรู้ดี นี่คือ "ปัญหาที่ต้องสะสาง"
            หากผู้นำท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ หรือมุสลิม มีจิตสำนึกในความรัก และความหวงแหนในแผ่นดินเกิด และสำนึกในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ได้รับความวางใจจากชาวบ้าน และความร่วมมือของประชาชน สามารถนำมาซึ่งหมู่บ้าน ตำบลสันติสุขอย่างยั่งยืน
           ชาวบ้านดำเนินชีวิตอย่างปกติสุข กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงย่อมไม่สามารถสร้างอิทธิพลในพื้นที่ได้แน่ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ที่ทุกฝ่ายต่างมองว่ากลุ่มก่อความไม่สงบนั้นต้องการแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี
           ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวด้านความมั่นคงให้ข้อมูลว่า กลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดรายสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการเลี้ยงโจร และสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทางด้านการเงินในรูปของการบริจาค ซึ่งทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุระดับสั่งการใช้เงินเสวยสุขอยู่ต่างประเทศได้อย่างสุขสบาย แถมยังให้กองกำลังอาร์เคเคก่อเหตุ โดยอ้างว่ารับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศ เท่ากับว่าได้ผลประโยชน์สองทาง ทำให้กลุ่มขบวนการก่อเหตุรุนแรงสามารถดำรงสถานภาพก่อเหตุในพื้นที่ และยังได้เงินไว้เสพสุข เพราะเมื่อรัฐทำการปราบปรามธุรกิจการค้าของ
 เถื่อน และยาเสพติดครั้งใด มักถูกตอบโต้โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงทันทีเช่นกัน
       แน่นอนครับว่า ผมเขียนเกริ่นนำปัญหาไฟใต้ เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เมื่อช่วงปลายๆ เดือน เม.ย.ที่ผ่านมา (26 เม.ย.) เพื่อติดตามภารกิจของกรมการปกครอง ในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และได้เดินทางมาที่โรงเรียนบ้านแป้น ม.6 ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เพื่อตรวจเยี่ยมชุดรักษาความปลอดภัย
 หมู่บ้าน หรือชรบ. และรับฟังผลการปฏิบัติงานในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ โดยมีผู้นำท้องถิ่น ข้าราชการ และประชาชน ให้การต้อนรับคณะของเราอย่างอบอุ่น และสิ่งที่น่าประทับใจ คือ การสาธิตการปฏิบัติงานของชุดรักษาความปลอดภัย หรือชรบ. ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ มีการแสดงศักยภาพด้านอาวุธทั้งเชิงรบและเชิงรุก หากต้องเผชิญกับเหตุการณ์จริง โดยมีครูฝึกจากทหารนาวิกโยธินดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นความเข้มแข็งของชาวบ้านที่นี่ ผมสัมผัสได้จากสองตาที่เห็นภาพอยู่เบื้องหน้า
       "คุณจรัญ ขยัน" ผู้อำนวยการสำนักกองอาสารักษาดินแดน กรมการปกครอง บอกว่า ต.แป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ถือเป็นชุมชนเข้มแข็งที่มีชาวไทยพุทธ และมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เนื่องจากชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือชรบ.ของ ต.แป้น มีการเพิ่มศักยภาพการทำงานอย่างเข้มข้น โดยมีหน่วยงานรัฐโดย
เฉพาะฝ่ายปกครองเป็นหน่วยงานหลักเข้ามาดูแลและสนับสนุนภารกิจการปฏิบัติงานให้กับชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ทั้งด้านยุทธศาสตร์ปกป้องตนเอง ตั้งจุดตรวจบนถนน และงานมวลชนสัมพันธ์ ซึ่งการตรวจเยี่ยมในวันนี้ ได้เน้นย้ำให้ชุดรักษาความปลอดภัย และประชาชนในพื้นที่ช่วยกันปกป้องและป้องกันภัยจากปัญหายาเสพติดและปัญหาความไม่สงบ โดยช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้แก่หน่วยงานของรัฐ เพื่อให้พื้นที่เกิดความสงบสุข และปลอดจากปัญหายาเสพติดอย่างยั่งยืน
         "คุณไกรศร วิศิษฎ์วงศ์" นายอำเภอสายบุรี จ.ปัตตานี บอกว่า แม้ อ.สายบุรี จะมีสถานการณ์ค่อนข้างรุนแรง แต่สามารถใช้ภารกิจของกรมการปกครองมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ จนเป็นที่ยอมรับของข้าราชการและประชาชน ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชน เพราะถือเป็นคณะสื่อมวลชนคณะแรกที่มาดูงานที่ อ.สายบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะที่ผ่านมามีสถิติก่อเหตุรุนแรงค่อนข้างมาก ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าสื่อมวลชนที่มาดูงานในครั้งนี้ จะนำสิ่งที่ดี และความตั้งใจของชาวสายบุรี ไปนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ ส่วนการก่อความไม่สงบในพื้นที่นั้น
 ปัจจุบันมักจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเป็นส่วนใหญ่ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการตรวจค้นผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ อ.สายบุรี ตามหมายจับ ภายในบ้านพบกัญชา ยาบ้า และใบกระท่อมจำนวนหนึ่ง
          สำหรับการแก้ไขปัญหาคุณภาพชีวิตและปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ "นายอำเภอสายบุรี" ได้น้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน "เข้าใจ  เข้าถึง พัฒนา"  ควบคู่ไปกับแนวทางการดำเนินชีวิตของประชาชนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และนำยุทธศาสตร์ "ปัตตานี สันติสุข" มาเป็นแนวทางในการ
 ดำเนินงานของอำเภอ "ทำความเข้าใจ ลดความหวาดระแวง สร้างความยุติธรรม นำปัตตานี สันติสุข"
           "คุณสัจภูมิ ละออ" ผู้สื่อข่าว (สกู๊ป) หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และนักเขียนสารคดีประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีผลงานเขียน อาทิ "เดี่ยวเขมร" ที่ร่วมเดินทางมาด้วย สะท้อนในมุมมองสื่อว่า ความมั่นคงของหมู่บ้านชายแดนใต้ มีความจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความเข้มแข็งที่มาจากภายใน โดยชาวบ้านสามารถรวมตัวกันเองได้ ส่วนการที่กรมการปกครอง และทหาร เข้ามาฝึกชาวบ้านนั้น เป็นส่วนเสริมที่ทำให้ชาวบ้านรู้จักยุทธวิธี การปฏิบัติการณ์ ซึ่งชาวบ้านต้องสามัคคีกัน โดยเฉพาะผู้นำต้องมีความเข็มแข็งและเป็นตัวอย่างที่ดี โดยเฉพาะการฝึกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านของ ต.แป้น ถือเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะทำให้ชาวบ้านเข้มแข็ง เกิดความสามัคคี และสามารถดูแลตนเองได้
             นอกจากนี้ ผมยังมีโอกาสเดินทางไปรับฟังบรรยายการปฏิบัติงานของสมาชิก อส.ตามโครงการ อส.พิทักษ์เมือง การจัดชุดคุ้มครองครู การ รปภ.เส้นทาง ในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน อ.สายบุรี จ.ปัตตานี
             โดย ร.ท.อำพร พรหมยก ทหารนาวิกยธิน หัวหน้ากองร้อย อรบ.ที่ 5 บอกว่า หน้าที่ของ อส.พิทักษ์เมือง คือ การป้องปรามไม่ให้เหตุร้ายต่างๆ เกิดขึ้นในเขตเทศบาลตำบลตะลุบัน โดยมีการปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับหน่วยอื่นๆ แบ่งออกเป็น 3 โซน และสิ่งสำคัญในการปฏิบัติงาน คือ การหาข่าวของกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งมีประมาณ 8 เป้าหมายที่กำลังเฝ้าจับตาอยู่
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สิ่งสำคัญแม้สังคมภายนอกจะมองว่า "สายบุรี" เป็นพื้นที่สีแดง เนื่องจากมีการก่อเหตุบ่อยครั้ง
            แต่สำหรับผมกลับมองว่า "สายบุรี" นั้นเป็นอำเภอน่าอยู่ และยังมีสิ่งต่างๆ ที่ดีงาม ควรค่าแก่การบอกเล่าอีกมากมาย โดยเฉพาะวัฒนธรรมต่างๆ ที่มีคุณค่า และต้องขอขอบคุณประชาชนในพื้นที่ ผู้นำท้องถิ่น เจ้าหน้าที่อำเภอสายบุรี ทหารนาวิกโยธิน อส.สายบุรี และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สายบุรี ที่คอยดูแล และอำนวยความสะดวก รวมถึงอาหารมื้อเที่ยงที่นำมาเลี้ยงพวกเราที่โรงเรียนบ้านแป้น โดยเฉพาะน้ำบูดูแกล้มกับผักสด เมนูนี้ไม่ว่าเชื้อชาติ หรือศาสนาใดก็ตาม สามารถร่วมวงรับประทานด้วยกันได้อย่างมีความสุขครับ...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

"กะปง"ศูนย์เรียนรู้เด่นลือเลื่องหมวกใบร่มข้าว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นอดีต "อำเภอกะปง" ของจังหวัดพังงา เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ อยู่ในพื้นที่เมืองตะโกลา หรือ "อำเภอตะกั่วป่า" จังหวัดพังงา ในปัจจุบัน  มีเรื่องเล่าครั้งโบราณว่ามีแม่น้ำไหลผ่านหมู่บ้านไหลลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ชาวอินเดียน ได้นำสำเภามาทำมาค้าขายกับหมู่บ้านกะปงนี้เป็นประจำ ที่สองฝั่งลำน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ประกอบกับพื้นที่มีความเหมาะสมกับการทำมาหากิน ราษฎรจากเมืองตะโกลา จึงอพยพมาอยู่มากิน
            ปัจจุบันลำน้ำดังกล่าวถูกโคลนตม จากการทำเหมืองแร่ไหลทับถมจนตื้นเขินใช้การไม่ได้ การปกครองระยะแรกๆ มีการปกครองดูแลโดยมีนายบ้านเป็นหัวหน้า แต่ชื่ออะไรไม่ปรากฏ ในราว ร.ศ. 116 ได้ยกฐานะเป็นอาเภอ ตั้งที่ว่าการอำเภอ หมู่ที่ 2 ตำบลกะปง ต่อมามีการปกครองเป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ ร.ศ. 116  และต่อมา เมื่อปี พ.ศ. 2497 ได้ย้ายที่ว่าการอำเภอจากหมู่ที่ 2 ตำบลกะปง มาตั้งอยู่บ้านปากถัก หมู่ที่ 2 ตำบลท่านา ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของอำเภอกะปง เพื่อสะดวกแก่ประชาชนที่มาติดต่อราชการ ณ ที่ว่าการอำเภอปัจจุบัน
             "อำเภอกะปง" เป็นอำเภอหนึ่งใน 8 อำเภอของจังหวัดพังงา อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดพังงา อยู่ห่างจากตัวจังหวัดพังงา 47 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 588.793 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลคลองศก อาเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทิศใต้ ติดกับตำบลทุ่งราโงก อำเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา และตำบลลาภี อาเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ทิศตะวันออก ติดตำบลคลองศก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฏร์ธานี และทิศตะวันตก ติดตำบลบางไทร อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา
             แน่นอนครับว่าผมเขียนเกริ่นนำย้อนอดีตของ "อำเภอกะปง" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอกะปง" แห่งนี้กับคณะของ "กรมการปกครอง" เพื่อเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของอำเภอกะปง เมื่อไม่นานเท่าไหร่  และในที่สุดก็ลัดเลาะมาถึงที่ว่าการอำเภอกะปง
              อ่อ...หลังจากนั่งฟัง "คุณประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง เล่าเรื่องต่างๆในอำเภอกะปง โดยเฉพาะเรื่องโครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ ที่ท่านนายอำเภอ ภาคภูมิใจกับโครงการนี้มาก เพราะโครงการฯ นี้ทำประโยชน์ให้กับชาวบ้านมากมายเหลือเกิน แต่ผมนี่ซิ ทั้งหิว ทั้งง่วง เพราะเกือบใกล้เวลา "พระฉันเพล" แล้ว แต่ผมไม่ใช่พระ ไม่ใช่เณร จึงไม่ค่อยสำรวม เมื่อเกิดอาการหิวสักเท่าไหร เพราะท้องมันร้องระงมไปหมด...ว่าไปนู่นอีก
             ในขณะที่ผมกำลังคิดเรื่องไร้สาระรกสมองอยู่นั้น พลัน
ท่านนายอำเภอกะปง ก็บอกให้คณะพวกเราออกเดินทางมาที่ "โครงการฟาร์มตัวอย่างตามแนวพระราชดำริ" บ้านท่านา หมู่ 1 ตำบลท่านา ห่างจากที่ว่าการอำเภอกะปง ประมาณ 2 กิโลเมตรเศษเห็นจะได้ พอรถจอดสนิทถึงพื้นที่ สิ่งที่เห็นอยู่เบื้องหน้า คือภาพของชาวบ้าน และหน่วยงานต่างๆในอำเภอกะปง กำลังจัดเตรียมอาหารคาว หวาน ไว้อย่างพร้อมสรรพ อ่อ...ก่อนอื่นผมต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า ส่วน
 ใหญ่ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร การกินต่างๆ ผมมักจะเขียนถึงช่วงท้ายๆ ก่อนจะอำลากันประมาณนั้น แต่วันนี้ขอเลยตามเลยก็แล้วกัน เพราะภาพความท้องหิวในคราวนั้น ยังติดตาตรึงใจเสียเหลือเกิน...ว่าไปนู่นเชียว
        อาหารหลากหลายชนิดในวันนั้น แต่ละเมนูมีความโดดเด่นไม่แพ้กัน แต่ที่ทำให้ผมสนใจเป็นพิเศษ เห็นจะหนีไม่พ้น "ขนมจีนน้ำยาใต้" กับสารพัดผักที่จัดเรียงไว้ในถาดอย่างสวยงาม หันไปหันมาดันมาเจอ "แกงเขียวหวานไก่" หม้อใหญ่ คนอย่างผมมีเหรอจะพลาด จัดไปอีกหนึ่งชาม..ถึงขั้นจุก ก็เลยต้องผ่อนคลายย่อยอาหารด้วยการเดินเยี่ยม
ชมโครงการฟาร์มตัวอย่างฯ  บนพื้นที่กว่า 20ไร่ อ่อ...ผมเดินไม่กี่ก้าวเองน่ะในวันนั้นเดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าผมฟิตจัดเหลือเกิน
      "คุณปฏิวัติ ประกอบแสง"  กำนันตำบลท่านา  ในฐานะประธานกรรมการดำเนินการฟาร์มตัวอย่าง บอกว่าศูนย์เรียนรู้ที่นี่ เกิดจากความตั้งใจของชาวบ้าน ที่ต้องการทำพื้นที่
 สาธารณะอันรกร้างว่างเปล่าจากการทำเหมืองแร่ดีบุกในสมัยก่อน เพื่อสร้างประโยชน์ ชาวบ้านจึงรวมตัวกันและนำพืชหมุนเวียน อาทิ ข้าวโพด อ้อย สัปปะรด  ปาล์มน้ำมัน มันเทศ และพืชผักสวนครัวอื่นๆอีกมากมาย มาปลูกโดยแบ่งสัดส่วนกันตามสภาพพื้นดินที่เหมาะสม เมื่อได้ผลผลิต สมาชิกกลุ่มประมาณ เกือบ 100 คน ก็จะแบ่งผลผลิตนำไปบริโภค ถ้าเหลือก็ขายแล้วนำเงินเข้ากองกลาง  และยังมีการแบ่งพันธุ์ต้นไม้ต่างไปขยายปลูกยังพื้นที่อื่นๆ อีก             อ่อ...บริเวณด้านหลังของศูนย์ฯที่ติดกับคลองกะปง  ชาวบ้านก็นำเป็ด และไก่มาเลี้ยง แถมยังมีโรงสี
 ข้าวที่ทางกลุ่มตั้งใจจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เพื่อขยายผลไปยังหมู่บ้าน ชุมชน และโรงเรียนในพื้นที่โดยรอบด้วยน่ะ
          " คุณประกอบ ศรีทวี" นายอำเภอกะปง ในฐานะที่ถูกคัดเลือกเป็นข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2554 ของจังหวัดพังงา บอกว่า การทำงานต่างๆ นั้น ยึดถือคุณธรรมในการปกครองเป็นหลักในการทำงาน ผลงานที่น่าจะตรงใจคณะกรรมการ คงจะเป็นสิ่งที่ได้นำแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว น้อมนำมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่อำเภอกะปง  สำหรับอำเภอกะ

 ปงได้รับการพิจารณาจากกรมการปกครอง ให้เป็นหนึ่งใน 84 ศูนย์การเรียนรู้ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
          สำหรับการได้รับรางวัลครั้งนี้ "ผมขอฝากถึงข้าราชการทุกท่านว่าเราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้พี่น้องประชาชน และการบำบัดทุกข์ให้กับแผ่นดิน เพราะขณะนี้แผ่นดินอำเภอกะปง กำลังเป็นทุกข์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าไม้ที่ถูกทำลาย 
 ผมพยายามบำบัดทุกข์ให้กับแผ่นดิน โดยสามารถลดการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าในเขตอำเภอกะปง ได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่หมดสิ้นไป จึงขอฝากข้าราชการทุกท่านโดยเฉพาะอำเภอต่างๆ ให้กรุณาให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เดินไป...เดินมา เห็นหมวกทรงแปลกๆ ก็เลยสอบถามจึงได้ความว่า จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดที่มีฝนตกมาก ชาวบ้านจึงได้คิดประดิษฐ์หมวกขึ้นมาเพื่อใช้กันแดดกันฝนในการทำงาน มีลักษณะที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "หมวกเปี้ยว" 
 แต่เดิมนั้น ใช้ใบของไม้ไผ่มาทำเป็นหมวกแต่มีปัญหา คือ อายุการใช้งานไม่คงทน ต่อมาชาวบ้านพบว่ามีต้นไม้ชนิดหนึ่ง ลักษณะใบใหญ่แข็งหนา เป็นเงามันและคงทน เรียกชื่อกันในท้องถิ่นว่า
 "ต้นร่มข้าว" จึงได้ทดลองนำมาทำเป็นหมวก ซึ่งได้ผลดีมากทีเดียว เพราะมีความแข็งแรง ทนทาน และสวยงาม จึงเรียกว่า "หมวกใบร่มข้าว" นับแต่นั้นมา
             ต่อมามีการการสนับสนุนงบประมาณฝึกอบรมชาวบ้านในการจัดทำ "หมวกใบร่มข้าว" เพื่อเป็นการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลัง และมีการส่งเสริมให้มีการพัฒนาคุณภาพ รูปแบบต่างๆ ตามลักษณะประโยชน์ ใช้สอย สร้างเงิน สร้างงาน จนมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นใช้ชื่อว่า "กลุ่มจักสานหมวกใบร่มข้าว" ซึ่งได้พัฒนาต่อเนื่องกันมาจนเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง ของอำเภอกะปง จนถึงปัจจุบัน...!!!
                                                            นวย เมืองธน