วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2555

วังเวียงเสน่ห์ลำน้ำซอง

         "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"วงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลงเรื่อยๆเหนือแนวป่า และธารน้ำไหลในร่องเขา สาดแสงเรืองรองลอดช่องระว่างยอดไม้  กระทบผิวน้ำสะท้อนระยิบทั่วลำน้ำซอง ดูแล้วช่างอบอุ่น ชวนให้คิดคะนึง ถึงคนที่อยู่ร้างแรมไกล"
 ...เหตุที่รำพึงรำพันอยู่นาน ก็เพียงแค่อยากจะบอกว่า เมื่อไม่นานเท่าไหร่ ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เมืองวังเวียง" ส่วนหนึ่งของแขวงเวียงจันทน์ ตั้งอยู่ในภาคกลางของประเทศลาว อยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์มาทางทิศเหนือราว 160 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง จากเส้นทางหลวงหมายเลข 13 เหนือ
            บรรยากาศที่ "เมืองวังเวียง" แห่งนี้นึกถึงทีไร ทำให้อารมณ์ศิลปินของผมนั้นพุ่งพล่าน ทุกทีไป แต่หน้าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้ใช้พู่กัน ละเลงสีลงบนกระดาษ หรือผืนผ้าใบ เพื่อบันทึกความทรงจำในครั้งนั้นกับมาประเทศไทยด้วย แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะผมเก็บภาพถ่ายมาฝากท่านผู้อ่าน แฟนๆ "ตะลอนตามอำเภอใจ" มากพอควรอยู่
              ในอดีต "เมืองวังเวียง" ถือเป็นเพียงทางผ่านของนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเดินทางไปเยือนเมืองมรดกโลกที่หลวงพระบาง แต่ปัจจุบัน "วังเวียง" เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาแห่งนี้ กำลังเปลี่ยนจากแค่ทางผ่าน กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญของลาว ที่ผู้คนอยากมาเยือนกัน
 หรืออาจเป็นเพราะว่า "วังเวียง" มีสภาพแวดล้อมละม้ายคล้ายคลึงกับ "กุ้ยหลิน" ของประเทศจีน เพราะมีคลื่นทะเลภูเขาสีเขียว ท่ามกลางไอหมอกสีขาวนวลลอยพาดผ่านไปตามซอกเขา มีสายน้ำซอง ซึ่งเปรียบเสมือนสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชาวเมืองวังเวียงมาแต่ครั้งอดีตกาล แถม "วังเวียง" แห่งนี้ ก็บรรยากาศคล้ายๆกับอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย  จนถูกขนานนามว่าเป็นเมืองคู่แฝดอีกด้วย
          สถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมเด่นๆ ที่น่าสนใจ ของ "วังเวียง" และถือเป็นจุดเด่นคงจะหนีไม่พ้นการล่องห่วงยาง พายเรือคายักบน
 สายน้ำซอง หรือนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำซอง ซึ่งผมเลือกที่จะนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์ เพราะดูแล้วสบายดี แถมยังได้เพลิดเพลินในการชมธรรมชาติลำน้ำซอง ได้พบเห็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะชาวฝรั่ง หลากเชื้อชาติ ต่างมีความสุขกับการพายเรือ เล่นห่วงยาง ส่วนบนฝั่งนักท่องเที่ยวหลายกลุ่ม เฮฮาปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน ไม่บอกก็พอเดาออกว่า คืนนี้พวกเค้าคงมีปาร์ตี้ครั้งสำคัญ
          ตลอดลำน้ำซอง ที่ผมนั่งเรือชมทิวศน์ นอกจากจะเห็นขุนเขาตระหง่านสวยงาม สองฝั่งของลำน้ำยังมีบ้านพัก และรีสอร์ทผุดให้เห็นเป็นระยะๆ นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าอีกไม่นาน "วังเวียง" คงกลายเป็นเขตเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวสำคัญของลาวในไม่ช้านี้ ผนวกกับเส้นทางช่วงหนึ่งจากนครเวียงจันทร์-วังเวียง นั้นทางการของลาวกำลังก่อสร้างพัฒนาถนนหนทาง เพื่อให้การสัญจรของถนนสายนี้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
              อ่อ..สำหรับคนที่ชื่นชอบการผจญภัย "วังเวียง" ก็มีถ้ำสวยงามให้เลือกชมกันหลากหลาย ไม่ว่าจะถ้ำจัง ถ้ำน้ำ และถ้ำช้าง ส่วนการพายเรือคายักล่องแม่น้ำซองชมความสวยงามของสายน้ำซอง จุดเริ่มต้นอยู่ที่บริเวณผาตั้ง ล่องเรือ ผ่านเวียงสมัยไปจนถึงเมืองวังเวียงมาขึ้นที่บริเวณถาวรสุข บังกะโล  ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร
             นอกจากนี้ "การล่องห่วงยาง" เป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ชื่นชอบกันมาก เพราะมีเพียงห่วงยางอันเดียวก็ไปสนุกกับสายน้ำซองได้แล้วกิจกรรมล่องห่วงยางมีต้นกำเนิดมาจากเด็กๆ ชาววังเวียง ที่ชอบนำห่วงยางรถออกมาเล่นที่แม่น้ำ เมื่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมาพบเข้า จึงเกิดความคิดสนุกๆ ลองนำห่วงยางไปล่องตามกระแสน้ำบ้าง
             จากนั้นจึงบอกต่อๆ กันไป จนกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมจนถึงปัจจุบัน การล่องห่วงยางจะเริ่มต้นบริเวณร้านอาหารออร์แกนนิกฟาร์มระยะทางห่างจากตัวเมืองวังเวียงประมาณ 4 กิโลเมตร กิจรรมล่องห่วงยางเป็นกิจรรมสั้นๆ ที่ใช้เวลาไม่นานแต่ได้อารมณ์ความสนุกเหมือนย้อนเวลากลับไปตอนเป็นเด็กอีกครั้ง จะเลือกล่องคนเดียวนอนลอยคออยู่บนห่วงยางปล่อยอารมณ์ไปตามสายน้ำพร้อมชมธรรมชาติสองฝั่งลำน้ำซอง
 หรือจะสนุกสนานกับหมู่เพื่อนฝูงก็ได้ กิจกรรมล่องห่วงยางมีจุดแวะพักเพียงแห่งเดียวคือ บริเวณถ้ำนอน ที่จะได้สนุกสนานหรือจะแวะพักเหนื่อยสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มานั่งพูดคุยกับเพื่อนร่วมทางแลกเปลี่ยนประสบการณ์ก็นับว่าน่าสนใจที่เดียว
        หลังจากนั่งเรือหางยาวชมทิวทัศน์สองฝั่งลำน้ำซองแล้ว จุดหนึ่งของ "วังเวียง" ถ้าไม่ได้ไปอาจดูแล้วยังมาไม่ถึงที่นี่ครับ การเดินทอดน่องที่ถนนคนเดินวังเวียน เพื่อดูสินค้าสองฝั่งถนนก็เพลิดเพลินดี เหมือนกับที่ "ปาย" ของไทย แต่ดูแล้วถนนหนทางของบ้านเราจะสะอาดสะอ้านกว่ากันเยอะ แต่ถ้าเปรียบเทียบถึงวิถีชีวิตเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าต่างๆ โดยเฉพาะร้านขายของชำ ที่ "วังเวียง" ยังคงรักษาเอกลักษณ์สภาพเดิมๆอยู่ครับ ภาพฝรั่ง"เมาหัวลาน้ำ" ก็ยังเป็นภาพที่ชินตาสำหรับผม ไม่ว่าที่เมืองไทย หรือที่ลาว ก็ถือเป็นสีสันอย่างหนึ่ง
 แต่ที่เห็นฝรั่งเดินเพ้อเจ้อเหมือนคนบ้า บนถนนคนเดิน ดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีเท่าไหร่ในสายตานักท่องเที่ยวคนไทยอย่างผม เพราะดูแล้วไม่ใช่ลักษณะการเมาเหล้า แต่น่าจะเมา...? อย่างอื่นเสียมากกว่า ประมาณว่าถ้าเป็นที่เมืองไทยผมคงต้องประสานเจ้าหน้าที่นำฝรั่งหลุดโลกไปตรวจฉี่หารสาร...? แน่นอน
        นอกจาก ถนนคนเดินของวังเวียง จะมีร้านค้า ร้านอาหารต่างๆมากมากมายไว้บริการนักท่องเที่ยวแล้ว "ข้าวจี่" หรือ "แซนด์วิชข้าวจี่" อาหารที่คนลาวนิยมกินกัน ก็ถือว่าน่าสนใจ เพราะมีขายกันอยู่หลายร้านบนถนนคนเดิน โดยทั่วไปแล้วคนลาวจะกินแบบแซนวิส ให้ร้านจะปรุงให้สดๆ ส่วนใส้จะประกอบด้วย หมูแดง หมูยอ แตงกวา มะระกอฝอย น้ำซอสสูตรเฉพาะ ในหนึ่งแท่งขนมปัง สามารถซื้อแบบครึ่งหนึ่งก็ได้
              โดยมาตรฐานถ้าเราสั่งหนึ่งชิ้นก็คือครึ่งแท่งขนมปัง ผมกินไปแท่งหนึ่งแทบจุกครับขอบอก ประมาณ 30 บาท ถ้าจำไม่ผิดน่ะ อันใหญ่จริงๆ อาหารหน้าตาประมาณนี้ อาจเนื่องจากลาว เคยเป็นประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมายาวนานกว่า 60 ปี ก่อนได้รับอิสรภาพในปี พ.ศ.2497 จวบจนปัจจุปันนี้ สิ่งหนึ่งที่ยังคงหลงเหลือเป็นร่องรอยแสดงถึงอิทธิพลของฝรั่งเศส นอกจากทางด้านสถาปัตยกรรม สิ่งปลูกสร้างแล้ว ยังส่งผลถึงอารยธรรมการกินของคนลาวอีกด้วย สังเกตุได้จาก "ขนมปังฝรั่งเศส" ที่ชาวลาวนำมาประยุทธเป็น "ข้าวจี่" นั่นเอง
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากเดินจนเหนื่อย กินข้าวจี่จนจุก แน่นอนว่าต้องนอนฝันดี เช้าวันพรุ่งของ "เมืองวังเวียง" จึงเป็นเช้าที่สดใส  "ตลาดเช้าวังเวียง" เป็นสถานที่ ซึ่งผมมีโอกาสมาเดินเล่นชมตลาด ก่อนอื่นต้องบอกว่าหากต้องการสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวบ้านชนบทแท้ๆ ตลาดแห่งนี้ไม่แตกต่างจริงๆ บรรยากาศทั่วไปในเช้าวันนี้สบายๆไม่วุ่นวาย สินค้าที่วางขายเป็นพืชผักทั่วไป มีเสื้อผ้าจากจีนวางขายบ้าง แต่อาหารพื้นบ้านต่างๆ นี่สิน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจำพวกอาหารปิ้งย่าง ปิ้งกันจนควันโขมง ชวนน้ำลายสอน่าซื้อกินเสียเหลือเกิน
            แถมยังได้เห็นซากสัตว์ป่า วางขายกันเกลื่อนตลาดไปหมด แม้จะตื่นตาตื่นใจสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างผม แต่สำหรับที่วังเวียง ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นอีเห็น เม่น นกป่าสีเขียว นกแอ่นตุ้ง กระรอก ค้างคาวถลกหนัง และอื่นๆ อ้อ...หากต้องการทำบุญใส่บาตรตอนเช้าตรู่ เราสามารถหาซื้ออาหารปรุงสุกใส่บาตรพระแถวตลาดเช้าวังเวียนแห่งนี้ได้ วันนี้ลาไปก่อน มีโอกาสดีๆเหมาะๆจะนำเรื่องราวที่ผมไปตะลอนฯที่ลาวมาเล่าสู่กันฟังผ่านตัวหนังสืออีกก็แล้วกัน...!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

ฟื้นทุเรียนนนท์

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-นอดีตมีเรื่องถกเถียงกันมากว่าทำไม "ทุเรียนนนท์" จึงมีราคาแพงกว่าที่อื่นๆ รสชาติ และราคาเป็นอย่างที่ร่ำลือกันหรือไม่
          แต่สุดท้ายบรรดาคอทุเรียนทั่วทุกหัวระแหง เมื่อได้ลองลิ้มชิม "ทุเรียนนนท์" แล้ว โดยเฉพาะทุเรียนก้านยาว หรือหมอนทอง ต่าง "เว้า" เป็นเสียงเดียวกันว่า "สุดยอดอ่ะ" ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานเท่าไหร่ การจำหน่ายทุเรียนนนท์แท้ๆ จำหน่ายเป็นผลไม่ชั่งเป็นกิโลขาย ส่วนราคาทุเรียนขึ้นอยู่กับพันธุ์ทุเรียน หากเป็นก้านยาว หมอนทอง ราคาลูกละ 1 พัน - 3 พันบาท นอกนั้นราคา 500 บาท หรือต่ำกว่านั้นเล็กน้อยขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของทุเรียน ขณะที่ปัจจุบันก้านยาว ราคาลูกละหลักหมื่นบาท
          ส่วนการวิธีดูทุเรียนนนท์แท้ ให้ดูที่เปลือกทุเรียน หรือหนามทุเรียนจะเรียงกันเป็นแถวสวยงาม หนามจะไม่หักงอ สีสวยเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญทุเรียนนนท์ปอกเปลือกง่าย เมื่อฉีกเปลือกดูผลทุเรียน หรือพูทุเรียน เนื้อทุเรียนจะเป็นสีเหลืองน่าหม่ำเสียจริงๆ (น่ารับประทาน) รสชาติจะหวานเนื้อนุ่มอร่อย ส่วนเมล็ดจะเป็นลักษณะเม็ดลีบ
      จังหวัดนนทบุรี เริ่มมีการปลูกต้นทุเรียน ประมาณปี 2480 จนกระทั่งกลายเป็นถิ่นที่มีชื่อเสียงในเรื่องผลไม้หนามแหลมในเวลาต่อมา การปลูกทุเรียนเมืองนนท์ในอดีต แม้จะมีการสืบทอดกันมาเรื่อยๆ แต่อาชีพชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์ ก็มีการแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลามาโดยตลอด
           จนกระทั่งปัจจุบัน หลายเงื่อนไขที่ทำให้ทุเรียนเมืองนนท์พัฒนา มีการสืบทอดอนุรักษ์  แต่ขณะเดียวกัน ก็มีบางสิ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญทำให้วิถีชีวิตชาวสวนเมืองนนท์เปลี่ยนไป  จนทำให้ทุเรียนเมืองนนท์ ซึ่งถือเป็นผลไม้เศรษฐกิจ ลดน้อยถอยลงทุกขณะ
       เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนมีการก่อสร้างที่อยู่อาศัย หมู่บ้านต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย หลายโครงการมีการตัดถนน  การเปลี่ยนเส้นทางเดินของน้ำ  ภาวะน้ำท่วมใหญ่ ปี 2538-2539 และปี 2545  จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น  การพัฒนาท้องถิ่นของหน่วยราชการ  ปัญหาน้ำเน่าเสียจากหมู่บ้านปล่อยลงสู่ลำคลอง  ทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้พื้นที่ปลูกทุเรียนของจังหวัดนนทบุรี
 ลดลงเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงปี 2538 น้ำท่วมใหญ่ ทุเรียนจังหวัดนนท์ หายวับไปกับสายน้ำกว่า 20,000 ไร่ จากเดิมที่มีอยู่  2,941.75 ไร่  ต่อมาช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ที่ผ่านมา สวนทุเรียนนนท์ ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบทั้งหมด เหลือเพียง 43 ไร่ เท่านั้นที่รอดจากน้ำท่วม  และน่าวิตกว่าทุเรียนนนท์ ซึ่งเลื่องลือว่าเป็นทุเรียนเหนือชั้น  รสชาติเป็นเลิศ  และเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดนนทบุรีนั้น จะยังคงมีอยู่ หรือเป็นเพียงแค่ตำนานเล่าขานให้ลูกหลานได้รับรู้เท่านั้น  
        สมัยโบราณชาวสวนทุเรียนนนท์ชอบปลูกทุเรียนด้วยเมล็ด  และตอนกิ่ง  โดยปลูกแบบยกร่อง เพราะเป็นพื้นที่ลุ่มดินเหนียวและน้ำท่วมถึง  ชาวสวนจึงต้องทำคันดินป้องกันน้ำท่วม  เมื่อถึงฤดูน้ำเหนือหลากลงมา  และขุดยกเป็นร่องกว้างประมาณ 3 วา
 ส่วนความยาวนั้นตามขนาดของที่ดิน  ระยะปลูกระหว่างต้นห่างกันประมาณ 3-6 วา การปลูกทุเรียนแบบโบราณนี้เสียเวลาและแรงงานมาก  แต่ทุเรียนขึ้นได้งอกงามดีและแข็งแรง  ออกผลดก ปัจจุบันการปลูกทุเรียนก็ยังเป็นแบบยกร่อง ส่วนสาเหตุที่นิยมปลูกก้านยาว  เนื่องจากจังหวัดอื่นที่ปลูกรสชาติสู้ปลูกที่เมืองนนท์ไม่ได้  และขายได้ราคาแพงมากกว่า
           แน่นอนครับว่าผมเขียนถึง "ทุเรียนนนท์" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"...ไม่ใช่ที่ "เมืองนนท์" แต่มาตะลอนฯ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  
 ตำบลตะปอน  อำเภอขลุง  จังหวัดจันทบุรี เมื่อเร็วๆนี้ (6 เม.ย.55) ที่สำคัญเป็นวันที่ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการและศึกษาดูงานการรวบรวม และอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนและเทคโนโลยีการผลิตทุเรียน  ภายใต้โครงการ "กู้วิกฤตสวนไม้ผลพันธุ์เฉพาะท้องถิ่นที่ประสบอุกทกภัย" โดยมีเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเดินทางมาจากจังหวัดนนทบุรีเข้าร่วมสัมนาครั้งนี้ด้วย
           "คุณจิรากร โกศัยเสวี" อธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่า ระหว่างรอส่งมอบพันธุ์ทุเรียนดั้งเดิมของจังหวัดนนทบุรี คืนสู่แหล่งปลูกของเกษตรกร จำนวน 25,000 ต้น ในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค. 2555 นี้  กรมวิชาการเกษตรได้นำชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ที่ประสบปัญหาอุทกภัยภายใต้โครงการกู้วิกฤติสวนไม้ผลพันธุ์ดีเฉพาะท้องถิ่นที่ประสบอุกทกภัย ไปศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตทุเรียนที่ดีและเหมาะสมที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี ซึ่งได้เก็บกู้ยอดพันธุ์ทุเรียนนนท์มาเสียบยอดไว้ก่อนน้ำท่วม จำนวน 16 พันธุ์ พร้อมศึกษาดูงานในแปลงอนุรักษ์พันธุกรรมและรวบรวมพันธุ์ทุเรียนของโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ(อพ.สธ.) ที่มีทุเรียนพันธุ์โบราณและพันธุ์การค้ารวมกว่า 500 พันธุ์
          "คุณจิรากร" บอกด้วยว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรีได้เรียนรู้ด้านการผลิตต้นพันธุ์ การปรับปรุงพันธุ์ และเรียนรู้เทคโนโลยีการผลิตทุเรียนเพื่อนำไปปรับใช้ในแปลงของตนเอง ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสูงขึ้น และเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การผลิตทุเรียนกับนักวิจัยและชาวสวนทุเรียนโดยเฉพาะการจำแนกสายพันธุ์และอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียน ตลอดจนเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังมีการจัดเสวนาระดมความคิด เพื่อกำหนดแนวทางอนุรักษ์เชื้อพันธุ์ทุเรียนเมือง
นนท์ ไม่ให้สุญพันธุ์และการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ สำคัญกว่านั้น ชาวสวนทุเรียนจังหวัดนนทบุรี ยังมีส่วนร่วมพิจารณาและตัดสินใจในการเลือกพันธุ์ทุเรียนโบราณไปปลูก ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้เก็บกู้ยอดพันธุ์และเสียบยอดติดแล้วมี 16 พันธุ์ รวม 191 ต้นพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์สาวน้อยเรือนงาม กบจำปา เจ้าเงาะ กบตาเหมย กระดุมสีนาค กบสีนวล กบตาเฒ่า  แดงรัศมี แดงรัศมี (สว่างจิตร) กระเทยเนื้อเหลือง กบพวง ทองย้อยฉัตร กำปั่นเจ้ากรม ลวงหางสิงห์ กบหัวสิงห์ และกระดุมเขียว ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มปริมาณมากขึ้นและเตรียมส่งกลับคืนให้กับเกษตรกร จำนวน 25,000 ต้น เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถฟื้นฟูแหล่งปลูกเดิมได้ประมาณ  1,000 ไร่ เพื่ออนุรักษ์พันธุกรรมให้อยู่คู่กับจังหวัดนนทบุรีสืบไป
    "คุณชื่น นิ่มทอง" ชาวสวนทุเรียนจากตำบลบางรักใหญ่ อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ที่มาร่วมสัมมนาฯ บอกว่า ตนเองมีพื้นที่ปลูกทุเรียน 2 ไร่ แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่ปี 2538 ปลูกใหม่ยังไม่ทันจะเห็นผลผลิตจนกระทั่งเมื่อปลายปี2554 ก็มาประสบน้ำท่วมจนสวนทุเรียนเสียหาย
 ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่คิดท้อถอย คิดว่ายังสู้อยู่ แม้การเริ่มปลูกครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ก็ตาม ส่วนทางกรมวิชาการเกษตร จะให้พันธุ์อะไรไปปลูกก็คงไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งแต่เดิมที่สวนของ
ตนเองนั้น ก็จะปลูกทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว ชะนี และอื่นๆ
           "คุณสุธีพร สุจริต"  ชาวสวนทุเรียนจากตำบลท่าอิฐ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่มาร่วมสัมมนาฯ เช่นกัน บอกว่า ตนเองมีสวนทุเรียน 10 ไร่ ซึ่งเสียหายจากน้ำท่วมที่ผ่านมาเช่นกัน แต่ก็ยังคงต้องสู้ต่อไป ยังไม่คิดที่จะเลิกปลูกทุเรียน แม้การปลูกทุเรียนครั้งใหม่นี้ จะต้องใช้ความอดทน และใช้เวลาถึง 7-10 ปี กว่าจะได้ผลผลิตก็ตาม เพราะอย่างน้อยก็ถือว่าได้รักษาทุเรียนนนท์ให้คงอยู่ต่อไป เพราะทุเรียนนนท์ ต้องปลูกที่จังหวัดนนทบุรีเท่านั้น ปลูกที่อื่นก็คงไม่ใช่ทุเรียนนนท์ ความอร่อยและรสชาติก็ต่างกันด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุเรียนนนท์ได้รับความนิยม และขายได้ราคาดี

      "ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้พูดคุยกับ "คุณสุรัตน์ อัตตะ" ผู้ช่วยหัวหน้าข่าวเกษตร หนังสือพิมพ์คมชัดลึก และพิธีกรรายการ "เกษตรทำกิน" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง "ระวังภัย" ซึ่งออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 16.00-17.00 น. ที่มาร่วมติดตามทำข่าวในครั้งนี้ และในฐานะที่ค่ำหวอดในแวดวงข่าวเกษตรมานาน
       "คุณสุรัตน์" บอกว่า การฟื้นฟูสวนทุเรียนนนท์ โดยการนำชาวสวนเข้ามาอบรมนั้น ถือเป็นโครงการที่ดี จริงๆแล้วทุเรียน ไม่ว่าก้านยาว หมอนทอง ก็คือพันธุ์แท้ เหตุที่ทุเรียนนนท์ อร่อยกว่าที่อื่น เพราะอยู่ที่การดูแลรักษา โดยเฉพาะดินถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งชาวบ้านใช้ภูมิปัญญาในการทำการเกษตร เช่น การยกร่องสวนกันน้ำท่วม และปลูกต้นทองหลาง เพื่อซึม
 ซับหน้าดิน และให้ร่มเงา ในขณะที่อื่นปลูกในพื้นที่ราบ
         "เกษตรกรสวนทุเรียนนนท์ แม้จะประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ยังสู้ไม่ท้อถอย ในฐานะสื่อมองว่านี่ความตั้งใจของชาวบ้าน จึงอยากให้หน่วยงานราชการสนับสนุนอย่างเต็มที่ จริงจังและระยะยาวด้วย ไม่ใช่ส่งเสริมลักษณะชั่ววูบชั่ววาบ จะไม่ทำให้เกิดความยั่งยืน เพื่อให้สวนทุเรียนนนท์คงอยู่สืบไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน" คุณสุรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" นอกจากผม จะได้นั่งรถรากชมสวนผลไม้ต่างๆ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี  ตำบลตะปอน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี แล้ว ยังมีโอกาสได้เดินทางไปชมสวนทุเรียนที่ปลูกในลักษณะดัดกิ่ง "กางแขน กางขา"  และสวนมังคุด  ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีถึงแปลงทดลองทุ่งเพล  อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี
             โดยมี "คุณสมบัติ  ตงเต๊า"  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี นำชมอีกด้วย...อ่อวันนี้ผมคงไม่ได้แนะนำร้านอาหารที่ไหน เพราะมื้อเที่ยง ทั้งก๊วยเตี๋ยวหมู เส้นจันทร์ผัดปู และไอศกรีม ทางศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี จัดให้เต็มพิกัดจะเบิ้ลกี่ชามก็ว่าไป แต่ดูเหมือน "เส้นจันทร์ผัดปู" จะหมดก่อนใคร...วันนี้ลาไปก่อนแล้วกัน...สวัสดีวันปีใหม่ไทย (มหาสงกรานต์) ครับ...!!!
                                                       นวย เมืองธน

วันศุกร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2555

ครั้งหนึ่งที่หัวหิน

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ากนึกถึงที่สถานที่พักผ่อนตากอากาศริมทะเล และใกล้กรุงเทพฯ ผมค่อนข้างมั่นใจว่า หลายคนคงต้องคิดถึง "หัวหิน" จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นลำดับต้นๆ อย่างแน่นอนที่สุด
           "หัวหิน" ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศที่เก่าแก่ อยู่บริเวณริมฝั่งทะเลอ่าวไทย อยู่ห่างจากตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ไปประมาณ 90 กิโลเมตร ตัวเมืองหัวหินมีพื้นที่ประมาณ 86.36 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แม้จะผ่านวันเวลาล่วงเลยมานับร้อยปีแล้วก็ตาม การได้แวะเวียนมาท่องเที่ยวหัวหิน ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก็ยังคงได้เจอะเจอสิ่งต่างๆอย่างมากมาย อยู่เช่นเดิมเหมือนครั้งในอดีต
         เหตุที่ "หัวหิน" อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก ระยะทาง
 จากกรุงเทพฯ ถึง "หัวหิน" มีระยะทางประมาณ 230 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 3-4 ชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งสามารถเดินทางไป – กลับได้ภายในหนึ่งวัน โดยที่ไม่เหนื่อยมาก แถมการเดินทางมาที่ "หัวหิน" นั้น ก็สะดวกสบายครับ มีทั้งทางรถไฟ รถโดยสารประจำทาง หรือจะขับรถยนต์ส่วนตัวไปเองก็ได้ ไม่ผิดกติกาในการมาเยือน "หัวหิน" เช่นกัน
         นอกจากนี้ ที่เที่ยว "หัวหิน" ที่มีชื่อเสียงมีอยู่มากมาย อาทิ เช่น เพลินวาน ชายหาดหัวหิน น้ำตกป่าละอู เขาตะเกียบ เขาหินเหล็กไฟ ตลาดจั๊กจั่น ตลาดโต้รุ่งหัวหิน และ
 อีกเยอะที่ผมไม่ได้เอ่ยถึง "หัวหิน" นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีอยู่มากมายก่ายกองแล้ว คงต้องบอกว่า "หัวหิน" ยังถือเป็นแหล่งอาหารการกิน หลากหลาย และในแต่ละร้านนั้น ล้วนแล้วแต่มีชื่อเสียงกันมากมาย ทั้งอาหารทะเลสดๆ อาหารตำหรับชาววัง อาหารแบบไทยๆ ส่วนเรื่องที่พัก โดยเฉพาะโรงแรมที่หัวหินนั้น มีที่พักให้นักท่องเที่ยว เลือกพักผ่อนกันหลากหลาย ตั้งแต่แบบราคาประหยัด ไปจนถึงแบบหรูหรามีระดับ หรือหากชอบบรรยากาศเย็นสบายติดทะเล ก็มีให้เลือกพักตามความพอใจ ด้วยเหตุนี้ผมจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับว่า "หัวหิน" จะเป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมไปท่องเที่ยวเป็นอันดับต้นๆ ของเมืองไทย
           "หัวหิน" เดิมมีชื่อว่า "บ้านสมอเรียง" หรือ "บ้านแหลมหิน" อำเภอหัวหิน ในอดีตเป็นพื้นที่เขตปกครองของส่วนหนึ่งในเมืองปราณบุรี (เมืองชั้นจัตวา) ขึ้นตรงแขวงเมืองเพชรบุรี จนกระทั่งมีการจัดการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาล จึงได้อยู่ในพื้นที่ของอำเภอปราณบุรี เมืองเพชรบุรี (จังหวัดเพชรบุรี)
           ต่อมา วันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชองการเหนือเกล้าให้รวมเอาอำเภอเมืองปราณบุรี อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธุ์ จังหวัดเพชรบุรี และอำเภอกำเนิดนพคุณ จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นเมืองชั้นจัตวามาก่อนเข้ารวมเป็นจังหวัดปราณบุรี และภายหลังได้รับการจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี อำเภอหัวหิน ได้รับประกาศยกฐานะจากกิ่งอำเภอหัวหิน อำเภอปราณบุรี ตั่งแต่วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2492 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2492
            ชุมชนหัวหินก่อตั้งขึ้นในราวปี พ.ศ. 2377 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เมื่อชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจากทางตอนเหนือละทิ้งถิ่นฐาน และเดินทางมาจนถึงพื้นที่ที่เป็นบริเวณใกล้กับเขาตะเกียบในปัจจุบัน แล้วได้ตั้งถิ่นฐานที่บริเวณนี้ เพราะเห็นว่าเป็นหาดทรายที่สวยงามและแปลกกว่าที่อื่น คือมีกลุ่ม หินกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป อีกทั้งที่ดินก็มีความอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับทำการเกษตรและการประมง แล้วตั้งชื่อหมู่บ้านว่า "บ้านสมอเรียง"
              ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนเรศวรฤทธิ์ (พระองค์เจ้าชายกฤษดาภินิหาร ต้นราชสกุลกฤดากร) ได้มาสร้างตำหนักหลังใหญ่ชื่อ "แสนสำราญสุขเวศน์" ที่ด้านใต้ของหมู่หินริมทะเล (ปัจจุบันคือบริเวณที่อยู่ติดกับโรงแรมโซฟิเทลฯ) และทรงขนานนามหาดทรายบริเวณนี้เสียใหม่ว่า "หัวหิน" จนเมื่อเวลาล่วงไป ทั้งตำบล ในบริเวณนี้ก็ถูกเรียกในชื่อเดียวกันว่า "หัวหิน" และเจริญเติบโตขยายขึ้นเป็นอำเภอหัวหินจนถึงปัจจุบัน
           แน่นอนครับว่า ผมเขียนถึง "หัวหิน" เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "หัวหิน" แต่จำไม่ได้จริงๆว่า มาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แต่ทุกครั้งที่มาผมก็จะเก็บความประทับใจ ไว้ในลำดับต้นๆของผมเลยทีเดียวก็ว่าได้ โดยเฉพาะเรื่องที่เขียนเกี่ยวกับ "หัวหิน" มีอีกหลากหลาก ที่ผมเก็บความประทับใจ และความทรงจำด้วยภาพถ่าย เพื่อรอที่จะร้อยเรื่องราวต่างๆในครานั้นออกมา แต่ก็ไม่สบโอกาสเสียที การเขียนถึง "หัวหิน" ในวันนี้ ก็ถือเป็นเรื่องราวหนึ่ง จากหลายๆเหตุการณ์ที่ผมมาเยือน "หัวหิน" อยากบอกเล่า...เพราะถ้าไม่ระบายออกมาผ่าน
 ตัวหนังสือให้ท่านอ่าน กลัวจะจุกอกเสียก่อน...ไปนู่นทีเดียว
         "หัวหิน" นอกจากจะเป็นสถานที่พักตากอากาศที่มีชื่อเสียง เพราะมีภูมิประเทศงดงาม มีน้ำทะเลใส หาดทรายขาว และอากาศบริสุทธิ์แล้ว  ผู้คนที่มาเยือน "หัวหิน" แห่งนี้ก็มักจะนิยมเก็บความประทับใจที่ถูกบันทึกไว้ในรูปแบบต่างๆ ทั้งภาพถ่าย และของที่ระลึก เป็นสิ่งหนึ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในมนต์เสน่ห์ "หัวหิน" 
         "ตลาดน้ำหัวหิน" ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งของหัวหิน ที่ผมมาเยือนเมื่อไม่นานเท่าไหร่ การเดินทางมายัง "ตลาดน้ำหัวหิน"
หากเริ่มจากตัวเมืองหัวหิน ก็ขับรถมาตามเส้นทางทางเขาตะเกียบ เมื่อถึงสามแยกที่ตัดเข้าเขาตะเกียบ ให้เลี้ยวขวาขึ้นสะพาน ไปทางเดียวกับปราณบุรี ประจวบฯ แล้วยูเทรินแรก เข้า ซอยหัวหิน 112 ตามถนนไปเรื่อยๆ จะมีป้ายบอกตลอดทางครับ "ตลาดน้ำหัวหิน" จะอยู่ทางซ้ายมือ ที่ทางเข้า "ตลาดน้ำหัวหิน" จะมีน้ำพุ และเรือลำใหญ่ ติดป้ายตัวโตๆ ว่า "ตลาดน้ำหัวหิน" เป็นมุมที่คนชอบมาถ่ายรูปกัน ผมเองก็ไม่พลาดเช่นกัน เข้ามาด้านในมีอีกป้ายให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูป สังเกตุที่รั้วของตลาดน้ำ โทนสีและลายคล้ายๆ กับสถานีรถไฟหัวหินเลย
          สะพานแรกที่เดินข้ามมีชื่อว่า "สะพานเทพวัลย์"  เห็นน้ำเขียวใสดูแล้วอยากลงไปแหวกว่ายเหลือเกิน แต่ที่นี่ไม่
ต้องแหวกว่ายให้เสียเวลา เพราะเค้ามีเรือถีบ พร้อมเรือพาย บวกเสื้อชูชีพ ไว้บริการให้เราล่องเรือ ชมรอบตลาดน้ำ เปลี่ยนบรรยากาศจากการเดินมาล่องเรือแทน ส่วนการเดินชม "ตลาดหัวหิน" นั้นจะคลาสสิก อีกแบบ เพราะคุณ ต้องห้ามอก ห้ามใจ เพื่อไม่ให้กระเป๋าฉีก เพราะมีของขายมากมายก่ายกอง ในแต่ละซุ้ม แต่
ละร้านค้า ทั้งของกิน ของใช้ ของแต่งบ้าน เสื้อผ้า ของที่ระลึก...เยอะมาก เช่น ร้าน น้ำแข็งไสนมสด ICE OASIS อากาศร้อนๆ แบบนี้ขายดีครับ รูปแบบของร้านค้าที่นี่จะเป็นห้องแถวโทนสีขาว มีประตูพับเหมือนบ้านโบราณ และร้านขายเสื้อยืด "ตลาดน้ำหัวหิน" ใครอยากได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก ว่าไปเที่ยวมา ลองเข้าไปเลือกซื้อกัน
            "มุมถ่ายรูป" มีรถสามล้อมาตั้ง ฉากหลังเป็นกำแพงตลาดน้ำหัวหิน ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเก็บภาพเป็นที่ระลึกไม่ขาดสาย การเดินชมภายใน "ตลาดน้ำหัวหิน" จะเดินเป็นวงกลม ตรงใกล้ๆ กับทางออกจะเป็นโซนร้านอาหาร สามารถซื้ออาหารแล้วมานั่งทานที่โต๊ะได้เลย โต๊ะที่อยู่ริมน้ำจะบรรยากาศดีมองเห็น "ตลาดน้ำหัวหิน" ได้โดยรอบ สุดท้ายแล้ว หากใครผ่านมา ก็ลองมาแวะเวียนเที่ยว "ตลาดน้ำหัวหิน"  กันดูก็ได้บรรยากาศอีกแบบที่ "หัวหิน"  

      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จากถนนเพชรเกษม เลี้ยวเข้าสู่ถนนดำรงราช (หัวหิน 51) ตรงไปจนสุดซอย (ข้ามถนนแนบเคหาสน์ไปจนถึงทะเล) จะพบเจอกับร้านอาหาร "อยู่เย็น" โครงสร้างของร้านอาหารอยู่เย็น ถูกดัดแปลงมาจากบ้าน
ทรงไทยโบราณ ล้อมรอบด้วยสวนสวยหันหน้าออกสู่ทะเล ที่นั่งส่วนใหญ่อยู่กลางแจ้งติดกับชายหาด ซึ่งทางร้านจัดเก้าอี้นั่งเล่นชิว...ชิว...ไว้ให้ชมทิวทัศน์ก่อนหรือหลังอาหารอีกด้วย แม้ตัวตัวบ้านจะเก่าโบราณ แต่

ก็มีการซ่อมแซมบูรณะ และอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เพื่อรักษาคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมในยุคโบราณไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานต่อๆ ไปได้มีโอกาสเห็น
      ร้าน "อยู่เย็น"
นอกจากจะมีบรรยากาศนั่งสบาย ดูอบอุ่น ย้อนยุค "ท่านขุน" แล้ว อาหารแต่ละเมนู เรียกได้ว่าหากใครได้ลิ้มรสแล้ว ต่างติดอกติดใจทุกครั้งที่มาเยือนร้านอาหารแห่งนี้ ซึ่งลูกค้าประจำส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับ ต้มยำปลาทูใบมะขาม ถือเป็นเมนูเด็ดของร้านนี้ ส่วนน้ำพริกไข่ปู ก็ถือว่าขึ้นชื่อมาก 
เพราะใช้ไข่ปูตำละเอียดลงไปพร้อมๆ กับเครื่องปรุงเลย รสชาติที่ได้ก็เลยเข้มข้นไม่ซ้ำใคร และยังมีอีกหลากหลายเมนู ที่ผมคงไม่เล่าต่อเดี๋ยวยาว...เอาเป็นว่าหากใครได้มา "หัวหิน" น้อยคนนักที่จะไม่จดจำความประทับใจกลับมาบ้าน วันนี้ลาไปก่อน เพราะจะไปนั่งคิดดูว่า หรืออีกกี่เหตุการณ์ที่ผมมา "หัวหิน" แล้วยังไม่ได้เขียนถึงครับ...!!!
                                                        นวย เมืองธน