วันเสาร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2555

ปิดทองหลังพระ หนองวัวซอยั่งยืน

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-จังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งได้รับการพิจารณาคัดเลือกเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาระบบต้นแบบตามโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ 
        ซึ่งเป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ  ให้มีการขยายผลไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ชุมชนอย่างกว้างขวางผ่านการสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน  ประชาสังคม  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานในพื้นที่ จังหวัด  สถาบันวิชาการและหน่วยงานส่วนกลางตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ กำหนด ได้แก่ เครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง  ,มีสภาพปัญหาในพื้นที่  เป็นพื้นที่ที่มีข้อมูลเพียงพอต่อการทำตัวชี้วัดบ่งชี้ความสำเร็จ ,พื้นที่สำคัญทางระบบนิเวศและคนโดยรอบได้รับ
 ประโยชน์จากโครงการ และสามารถแก้ไขปัญหาได้ในเชิงระบบ
     นอกจากนี้ จังหวัดอุดรธานี ยังมีพื้นที่ซึ่งมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด  และดำเนินงานประสบผลสำเร็จ  คือ โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย  อ.หนองวัวซอ  ซึ่งได้รับ
 การคัดเลือกเป็นต้นแบบในการขยายผลหมู่บ้านอื่นๆ  โดยมีแนวทางดำเนินการและได้รับความร่วมมือของทุกฝ่าย  ไม่ว่าจะเป็น  นายอำเภอ  ปลัดอำเภอ  เกษตรตำบล  พัฒนากรตำบล ปลัด-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่  ซึ่งถือเป็นข้อต่อสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดกับประชาชน ทำให้กระบวนการเข้าใจ เข้าถึง ของชาวบ้านสำเร็จภายในระยะเวลาอันสั้น
      แน่นอนครับว่าผมเกริ่นนำถึงเรื่องนี้ เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในโครงการสื่อมวลชนสัญจร ร่วมกับคณะสื่อมวลชนจากสำนักต่างๆ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พามาศึกษาดูงานเยี่ยมชมโครงการปิดทองหลังพระบ้านโคกล่าม-แสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ
 อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  คุณอภิชาติ เทียวพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง เล่าว่า โครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวทางพระราชดำริ เริ่มจากที่อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน จ ากนั้นก็มีการขยายผลเรื่อยมา โดยยึดแนวพระราชดำรัส "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" ซึ่งนโยบายของ คุณสุกิจ เจริญรัตนกุล อธิบดีกรมการปกครอง ต้องการให้  1 อำเภอ มี 1 ศูนย์เรียนรู้ และตั้งเป้าไว้ที่ 84 แห่งในระดับอำเภอต้นแบบทั่วประเทศ
   "คุณอภิชาติ" บอกว่า บทบาทของฝ่ายปกครองในการผลักดันให้โครงการปิดทองหลังพระฯ ประสบความสำเร็จนั้น ก็ประกอบด้วย แผนพัฒนาหมู่บ้าน ซึ่งต้องเกิดจากการประชาคมผู้เกี่ยวข้อง  รวมถึงบทบาทของคณะกรรมการหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านมีความศรัทธาในแนวพระราชดำริ  พร้อมที่จะลุกขึ้นมาทำงานโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนด้วยตนเองและสามารถดำเนินการ
 ได้ทันที โดยใช้องค์ความรู้ของมูลนิธิภาคีสืบสานแนวพระราชดำริ  และจัดตั้งกลไกสนับสนุนการทำงานในพื้นที่  ได้แก่ ระดับจังหวัด มีคณะทำงานสนับสนุนระดับจังหวัดเพื่อสนับสนุนการทำงานในพื้นที่ขยายผล 
      โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานและงบประมาณร่วมกับหน่วยงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งแนวดิ่งและแนวราบ ระดับพื้นที่ มีทีมปฏิบัติการระดับพื้นที่  เป็นข้าราชการที่มีภารกิจแก้ไขปัญหาหลักของพื้นที่  พร้อมอยู่กับชาวบ้าน และมีทีมพี่เลี้ยง อย่างมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ
    จนกว่ากระบวนการเข้าใจ เข้าถึง  จะแล้วเสร็จ  เพื่อร่วมเก็บข้อมูลที่เป็นจริงของพื้นที่ทั้งด้านสภาพภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม  ปัญหาและความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง  ตามแบบสำรวจสภาพเศรษฐกิจ-สังคมฯ  จัดทำแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ตามแนวพระราชดำริองค์ความรู้  6  มิติ  คือ น้ำ ดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม และมีผู้ประสานงาน ซึ่งเป็นข้าราชการที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทำงานสนับสนุนระดับจังหวัด ทีมปฏิบัติการพื้นที่  และทีมพี่เลี้ยง 
           คุณเสวก จันทรหอม ผู้ใหญ่บ้านม.11 บ้านแสงอร่าม ต.กุดหมากไฟ ได้พาคณะสื่อมวลชนเดินชมโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยคล้าย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และเล่าว่า
       ก่อนหน้านี้ช่วงหน้าแล้งน้ำจะแห้งไม่ค่อยมีน้ำมากนัก หลังจากมีโครงการปิดทองหลังพระฯเ ชาวบ้านได้ก่อสร้างฝายเก็กกักน้ำเพิ่มเติมเพิ่มพื้นที่เก็บน้ำจึงมีน้ำไว้ใช้ได้ตลอดทั้งปี ในอดีตชาวบ้านโดยเฉพาะคนหนุ่มสาวมักนิยมเดินทางไปทำงานที่อื่นกัน ก็จะเหลือแต่ผู้เฒ่า คนชราและเด็ก ทิ้งไงว้เฝ้าหมู่บ้าน
 กัน พอหลังจากในหมู่บ้านมีความอุดมสมบูรณ์เกิดขึ้น สามารถทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี ชาวบ้านที่เคยอพยพไปหางานถิ่นอื่น ก็หันกลับมาทำการเกษตรในหมู่บ้านมากขึ้น ถือเป็นส่วนสำคัญจากผลการดำเนินงานตามโครงการปิดทองหลังพระ 
            คุณธีรภัทร อดิเทพสถิตย์ นายอำเภอหนองวัวซอ บอกว่า การทำงานแบบมีส่วนร่วมโดยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทำงานและโครงการจะขับเคลื่อนเมื่อชาวบ้านมีความพร้อม เช่น ถ้าต้องการฝายหรือคลองส่งน้ำ ชาวบ้านต้องช่วยกันกำจัดวัชพืชขุดลอกตะกอนดิน และปรับพื้นที่ก่อน หรือเมื่อต้องการเลี้ยงหมู ชาวบ้านต้องสร้างเล้าหมูและเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้แล้วเสร็จก่อน ซึ่งการทำงานแบบองค์รวม มีแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เชื่อมโยงในทุกมิติครบวงจร
         ตั้งแต่การผลิตในระดับต้นน้ำ ระดับกลางน้ำ และปลายน้ำ มีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยการทำฝายอนุรักษ์ อ่างพวงปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการเพาะปลูก การทำงาน ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา ปศุสัตว์ และประมง โดยทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน เมื่อการทำงานเป็นรูปธรรม พื้นที่รับน้ำทางการเกษตรที่เพิ่มขึ้น หลังจาก มีการบริหารจัดการน้ำ ผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้น มีการปลูกพืชหลังนา เกษตรกรมีอาชีพเสริม หนี้สินลดลงก็มีรายได้เพิ่มขึ้น           
            คุณขันติ บุญกว้าง ชาวบ้านแสงอร่าม บอกว่า หลังมีโครงการปิดทองหลังพระ เข้ามาในหมู่บ้าน ก็มีองค์ความรู้เข้ามาสู่ชาวบ้านมากมาย อาทิ การเลี้ยงหมู ซึ่งตนเองเป็นเกษตรกร และเลี้ยงหมูอยู่แล้ว เมื่อก่อนซื้อแต่หัวอาหารมาเลี้ยงหมู ต้นทุนก็มาก แต่พอมีโครงการปิดทองหลังพระเข้ามา การลด การจ่าย ในการซื้อหัวอาหารก็น้อยลง เพราะมีการถ่ายทอดความรู้ สนับสนุนให้ชาวบ้านมีการใช้พืชผักต่างๆ รวมถึง ต้นกล้วยมาทำเป็นอาหารให้หมู โดยการนำมาสับหมักกับกากน้ำตาล จึงทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารเลี้ยงหมูได้มากเลยทีเดียว
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" วันนี้ไม่ได้ไปแนะนำร้านอาหารที่ไหน เพราะมื้อเช้าพวกเราฝากท้องไว้กับชาวบ้านในพื้นที่ "ก๊วยจับญวน" ถือเป็นอาหารจานด่วน ที่นอกจากจะเป็นฝีมือของชาวบ้านที่ทำกันในพื้นที่แล้ว บรรยากาศไม่ต้องพูดถึงสุดยอดทีเดียว ร้านอาหารใหญ่ๆสู้ไม่ได้ทีเดียว ส่วนมื้อเที่ยงก็ฝากท้องกับชาวบ้านเหมือนเคย คราวนี้เล่นถาดหลุมใส่อาหาร ทำให้คิดถึงสมัยเด็กๆจริงๆ แต่อาหารแต่อย่างนี่สิถือว่าไม่ธรรมดาแต่ละอย่างแซบหลายเด้อ...วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                          นวย เมืองธน

วันพุธที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2555

ภารกิจปกครอง ชายแดนริมโขง

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-พิธีเปิดงาน "รวมพลังคนดี D.A.R.E. สู้ภัยยาเสพติด"  ณ สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้  (4 มี.ค.) และมี "คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดแห่งชาติ (ป.ป.ส.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) นำเยาวชนที่เข้ารับการอบรมโครงการการศึกษาเพื่อต่อต้านการใช้ยาเสพติดในเด็กนักเรียน (Drug Abuse Resist dance Education) เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง 
      โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัญหายาเสพติดไม่ใช่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาของประเทศ ซึ่งทุกประเทศ ต้องการเห็นการต่อสู้ยาเสพติดอย่างจริงจัง รัฐบาลจึงกำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องเร่งด่วนทำในปีแรกของการเป็นรัฐบาล
      ทั้งนี้ ต้องรณรงค์การบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม พร้อมเร่งฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด เพื่อคืนคนดีสู่สังคม และดูแลกลุ่มเสี่ยงไม่ให้เข้าไปยุ่งกับยาเสพติด เพื่อเป็นการลดการติดยาเสพติด  ซึ่งการป้องกัน การปราบปรามและการบำบัดยาเสพติด ต้องทำอย่างเชื่อมโยงกัน
              โดยเยาวชนทุกคนรัฐบาลถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นอกจากนี้ โครงการรวมพลังครั้งนี้ ยังเป็นการร่วมแสดงพลัง เดิขบวนพาเหรดต่อต้านยาเสพติด เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะปฏิญาณตนไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจะมีการเน้นให้ความสำคัญ การป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาทุกแห่ง ป้องกันไม่ให้นักเรียนยุ่งเกี่ยวปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 6 ขึ้นไป
          แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่องนี้มาเกริ่นนำ เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  เยี่ยมชมภารกิจของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงชายแดน และสถานการณ์ชายแดนของจังหวัดหนองคาย การดำเนินงานสนธิกำลังสกัดกั้นยาเสพติดด่านพรมแดนหนองคาย บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว เมื่อช่วงปลายๆเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ( 23 ก.พ.)
        คุณวิเชียร  ปิยะวรากร รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย บอกว่า จังหวัดหนองคาย
        ถือเป็นดินแดนอนุเสาวรีย์ปราบฮ้อ หลวงพ่อพระใส สะพานมิตรภาพไทย-ลาว และมีพื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร หรือ 1.6 ล้านไร่ มีพื้นที่ชายแดนที่ติดกับสปป.ลาว และติดกับแม่น้ำโขงยาวที่สุดในประเทศไทย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และมีการปลูกยางพารามากที่สุด และเนื่องจากจังหวัดหนองคาย มีแนวชายแดนลำน้ำโขงติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ปัญหาที่ตามมา คือ ยาเสพติด แรงงานต่างด้าว ที่ลักลอบเข้ามาโดยเฉพาะชาวลาว และเวียดนาม รองลงมาพม่า และ
 กัมพูชา แม้แต่เกาหลีเหนือก็เคยพบ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของอาชญากรข้ามชาติ และสินค้าหนีภาษีต่างๆ
         คุณอภิชาติ เทียวพานิช รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า ทางกรมการปกครอง เล็งเห็นว่าจังหวัดหนองคาย เป็นจังหวัดแนวชายแดนไทย-ลาว สามารถที่จะเป็นต้นแบบในการป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งภารกิจของกรมการปกครอง โดยเฉพาะในส่วนของอำเภอหนองคาย และมีกำลังกองร้อยอาสาสมัครรักษาดินแดน หรืออส. ในความรับผิดชอบ ซึ่งจะมีส่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆในการดูแลด้านความปลอดภัย
ด้านความมั่นคง ในขบวนรถไฟสถานีหนองคาย –  ท่านาแล้ง สปป.ลาว โดยชุดปฏิบัติการสนธิกำลังสกัดกั้นยาเสพติจะประจำขบวนรถไฟสถานีหนองคาย – ท่านาแล้ง สปป.ลาว เพื่อตรวจตราสกัดกั้นการลักลอบนำเข้ายาเสพติดช่องทางรถไฟระหว่างประเทศ  ตรวจค้นบุคคล สิ่งของสัมภาระ ของผู้โดยสารช่องทางขาเข้า – ออก เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า – ส่งออกยาเสพติด และสารตั้งต้น บริเวณสถานีรถไฟหนองคาย
        โดยอส.จะปฏิบัติภารกิจสนธิกำลังร่วมกับหน่วยอื่นๆ ทำหน้าที่จัดเวรสนธิกำลังอื่นๆ ปฏิบัติหน้าที่ประจำเดือน  และปฏิบัติภารกิจ
 บริเวณสถานีรถไฟหนองคาย และบนรถไฟสาย หนองคาย-ท่านาแล้ง วันละ 1 เที่ยว คือ ขาออกจาก สถานีรถไฟหนองคาย เวลา 14.45 น. ถึง สถานีรถไฟท่านาแล้ง  สปป.ลาว เวลา 15.00 น. และ ออกจากสถานีรถไฟท่านาแล้ง สปป.ลาว เวลา 17.00 น.  ถึง สถานีรถไฟหนองคาย เวลา 17.15 น. ประกอบด้วยชุดในเครื่องแบบ และชุดนอกเครื่องแบบ
       ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการสกัดกั้นยาเสพติดสถานีรถไฟหนองคาย มีหน้าที่ ตรวจค้นบุคคล สิ่งของสัมภาระของบุคคล และสัมภาระที่ฝากส่งทางรถไฟ เพื่อตรวจหาสิ่งผิดกฎหมายบริเวณสถานีรถไฟ และพื้นที่อื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบ  สนธิกำลังสกัดกั้นยาเสพติด ตรวจค้นบุคคลสิ่งของสัมภาระ สินค้าเข้า – ออก จุดผ่อนปรน เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า-ส่งออกยาเสพติด และสารตั้งต้น บริเวณพื้นที่ผ่อนปรนทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบ  มีชุดปฏิบัติการลาดตระเวนทางน้ำ ทำหน้าที่ ลาดตระเวนตรวจตราสกัดกั้นการ
 ลักลอบนำเข้า-ส่งออก ยาเสพติดและสารตั้งต้นในพื้นที่รับผิดชอบ
       รวมทั้งการตรวจค้นบุคคลต้องสงสัย ตรวจหาสารเสพติดสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบ  ชุดปฏิบัติการจุดตรวจจุดสกัดรถยนต์ มีหน้าที่ ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ สิ่งของสัมภาระ ตรวจหายาเสพติด สิ่งผิด
กฎหมาย ในพื้นที่รับผิดชอบ  และชุดปฏิบัติการปรายปรามนักค้ายาเสพติด จำนวน 2 ชุดปฏิบัติการ มีหน้าที่ ปฏิบัติการปราบปรามนักค้ายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ
        การมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ดูภารกิจด้านความมั่นคงของกรมการปกครองในครั้งนี้ 
      นอกจากผมจะได้ดูการสนธิกำลังของอส.กับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ ในการตรวจตราสิ่งผิดกฎหมายโดยเฉพาะยาเสพติด ที่สถานีรถไฟหนองคาย และบนขบวนรถไฟหนองคาย-ท่านาแล้ง สปป.ลาว แล้ว ผมยังมีโอกาสได้เดินทางไปที่จุดผ่านแดนบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว
 เพื่อดูงานการทำเอกสารผ่านแดน  และเนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญ ในการสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การลักลอบขนส่งสินค้าหนีภาษี  และการลักลอบนำเข้าหรือลำเลียงยาเสพติดออกนอกประเทศ จึงมีการสนธิกำลังตรวจตราผู้ที่ผ่านเข้า-ออก อย่างเข้มข้น ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาอีกครั้งหนึ่งครับ
     ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาครับ หากท้องหิวๆ ผ่านมาจังหวัดหนองคาย และข้ามไปถึงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ขอแนะนำร้านโขงวิว ก็แล้วกัน เพราะนอกจากจะบรรยากาศดี ติดแม่น้ำโขงแล้ว ก็ยังเห็นบรรยากาศฝั่งไทยด้าน
จังหวัดหนองคายอีกด้วย นั่งจิ๊บ "เขยลาว" ก็คือ "เบียร์ลาว" เพลินๆก็ได้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง ส่วนอาหารก็มีหลากหลายเมนูให้เลือกกินกัน โดยเฉพาะเมนูปลาน้ำจืด มีสารพัดอย่างจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปลาเผา จิ่มแจ่ว รับรองว่าสุดยอด วันนี้ลาไปก่อนก็แล้วกันครับ...!!!
                                                           นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อุทยานฯกับภารกิจ ยึดคืนช้างป่าสวมตั๋ว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "ช้าง" สมัยโบราณถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจาก "ช้าง" จะเป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามแล้ว ยังออกรบสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยอีก  การใช้ช้างในการทำสงครามนั้นได้ มีการกล่าวว่า การใช้ช้างในการทำสงครามนั้น"แม่ทัพ" จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรูด้วยเช่น ถ้าหากช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ และทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ เพราะการรับชัยชนะนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย
     "ช้างศึก" ในสมัยโบราณนั้นมีมากมายหลายรัชสมัย โดยเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยนี้พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นช้างเผือกตัวแรกของกรุงศรีอยุธยา จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าช้างเผือก และ
ในสมัยพระมหาจักรพรรดิทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนาน "พระศรีสุริโยทัย" ขึ้น
        ที่สำคัญ การรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทย คือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นการรบบนหลังช้าง ระหว่างสมเด็จพระ
นเรศวรฯกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี โดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้ คือเจ้าพระยาไชยานุภาพและเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร และต่อมาในสมัยพระ
 บาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระองค์ก็ทรงเป็นกำลังสำคัญในรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วยเช่นกัน
        ผมเกริ่นนำร่องเกี่ยวกับเรื่องช้าง ผู้อ่านที่ติดตาม "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในทุกๆสัปดาห์ คงจะคาดเดาว่า
 "นวย เมืองธน" ไปเที่ยวปางช้าง อย่างไม่ต้องสงสัย ถูกเป๋งเลยครับ ผมมีโอกาสเดินทางมาตะลอนฯ ที่ปางช้างไทรโยค ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แต่ไม่ได้มาท่องเที่ยว นั่งบนหลังช้าง แล้วให้ควานช้าง พาช้างเดินชมป่าเขา ลำเนาไพร อย่างที่หลายคนคิด เพราะการเดินทางมาปางช้างฯ ของผมในครั้งนี้ คือการติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บ.ชก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)
      ที่สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ปศุสัตว์ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ปฎิบัติภารกิจ นำหมายศาลเข้าตรวจค้น และอายัดช้างจากปางไทรโยค จำนวน 19 เชือก ซึ่งตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้
 ส่งไปดูแลที่ศูนย์คชบาลช้าง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 29 ก.พ.55 ที่ผ่านมา
            "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ บอกว่าการเดินทางมาวันนี้ ก็เพื่อตรวจยึดช้าง เนื่องจากคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายได้ร่วมกันตรวจสอบ และมีความเห็นร่วมกันช้าง 19 เชือก ไม่ตรงกับตั๋วรูปพรรณ ดังนั้นจึงทำให้ช้าง 19 เชือกมีสถานะตกเป็นของกลางตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่า และจากระเบียบของกรมป่าไม้ปี 30 ของกลางต้องนำไปให้ ออป.เก็บรักษาดูแล ดังนั้นจึงต้องมาขนย้ายนำส่ง ออป.ที่ จ.ลำปาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และเป็นการป้องกันไม่ให้การค้าสัตว์ป่าเกิดขึ้นในประเทศไทย  ส่วนหลักฐานที่ปางช้างนำมาแสดงอีกครั้งนั้น ขอให้นำไปมอบให้เจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งหากถูกต้อง ก็สามารถนำช้างกลับไปเลี้ยงดูได้เหมือนเดิม โดยจากนี้ต้องรอคำตัดสินของศาลยุติธรรม
             ช่วงที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เกาะติดภารกิจการตรวจยึดช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ นั้น ก็มีกลุ่มชาวบ้านพร้อมแผ่นป้ายข้อความต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าตรวจยึดช้างของเจ้าหน้าที่ฯเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม
         โดย "คุณชะลอ จัทรประแดง" ทนายความปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้อง พร้อมแสดงตั๋วรูปพรรณทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเป็นหลักฐาน แต่ยอมรับว่าลักษณะช้างเมื่อโตขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และไม่ได้นำช้างมาจากป่าอย่างแน่นอน โดยจากนี้จะทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรมและทวงคืนศักดิ์ศรีของปางช้างกลับคืนมา
          "พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" รอง ผบช.ก. บอกว่าการตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างจำนวน 19 เชือก ตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้ อาทิ ช้างบางตัวตั้งแต่เกิดลงไว้ว่าหูแหว่ง แต่จากการตรวจสอบพบว่าใบหูเรียบ หรือบางอันมีแต่พอไปถามเจ้าของเดิมบอกช้างของตนเองยังอยู่ในป่า เค้ามาเอาใบฉันไป ช้างตัวจริงมีอยู่เราก็สอบสวนไว้ ซึ่งสัตวแพทย์ ก็
วินิจฉัยมาแล้วว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ต้องดำเนินการไปตามอำนหน้าที่
        "พล.ต.ต.ศรีวราห์"  กล่าวด้วยว่า กรณี ที่ทางปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้องนั้น ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบแล้วไม่ถูกต้อง แต่ถ้าทางปางช้างฯ  คิดว่ามีมีตั๋วรูปพรรณถูกต้องก็สามารถมายื่นใหม่ได้ ซึ่งตนเองก็จะดำเนินการเชิญสัตวแพทย์มาตรวจสอบดูอย่างละเอียดต่อไป

การสวมตั๋วช้างป่าเป็นช้างบ้าน ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะถือเป็นปัญหาเก่าที่หมักหมมกันมานานแล้ว จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ พบว่าพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า เป็นจุดที่มีการติดต่อซื้อขายลูกช้างมาก โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี ระนอง จตาก และแม่ฮ่องสอน ด้วยเหตุนี้ การมีปางช้างเอกชนตามแนวชายแดน จึงไม่ต่างอะไรกับการวางกับ
ดักเมื่อพรานล่าช้างชายแดนได้ลูกช้างมา ก็จะมีการรับซื้อและนำมาเลี้ยงไว้กับช้างที่มีตั๋วรูปพรรณ เพื่ออำพรางการตรวจสอบ 
     พอสบโอกาส ก็จะส่งช้างไปให้เช่าแสดงในต่างถิ่น และเมื่อมีใบสั่งซื้อช้างเข้ามา ก็จะส่งช้างเหล่านั้นไปขายทอดตลาดอีกที สำหรับราคาที่มีการซื้อขายเพื่อส่งไปต่างประเทศ ในอดีตหากเป็นลูกช้างอายุประมาณ 4-7 เดือน จะมีราคาหลักหมื่นบาท หากตัวไหนมีท่าทางน่ารัก ฉลาดเฉลียว มีแววสามารถฝึกโชว์ได้ จะมีราคาสูงถึงหลักแสนบาท แต่ปัจจุบันถ้าช้างตัวไหนที่ผ่านการฝึกและเชื่องแล้วจะมีราคาต่อเชือกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
        ช่วงสุดท้าย "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไม่ว่าปัญหาช้างป่าถูกสวมตั๋วเป็น
ช้างบ้าน  ถือเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ และสนใจ โดยเฉพาะหลังจากนี้ไปกรมอุทยานแห่งชาติฯ ภายใต้การคุมบังเหียร ของ "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ

 ที่ประกาศแล้วว่าจะเดินหน้าตรวจสอบปางช้าง ทั่วประเทศ ก็คงต้องติดตามกัน แต่หากใครแวะเวียนมาท่องเที่ยวที่อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แล้วท้องหิวขึ้นมาผมขอแนะนำร้านอาหาร "ครัวผักหวานบ้าน" ถือเป็นสุดยอดร้านอาหาร ริมถนนบนเส้นทางกาญจน์-ไทรโยค ไปทางน้ำตกไทรโยคน้อย ทางฝั่งขวามือครัวผักหวานบ้าน มีป้ายร้านบอกเด่นชัดส่วนเมนูอาหาร ก็มีหลากหลายอย่าง อาทิ ผักหวานไฟแดง ส้มตำผักหวาน แกงผักหวาน น้ำพริกอ่อง ฯลฯ วันนี้ลาไปก่อนครับ สัปดาห์หน้าพบกันใหม่...!!!                                                               
นวย เมืองธน