วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2555

อุทยานฯกับภารกิจ ยึดคืนช้างป่าสวมตั๋ว

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "ช้าง" สมัยโบราณถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจาก "ช้าง" จะเป็นกำลังสำคัญในการทำสงครามแล้ว ยังออกรบสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยอีก  การใช้ช้างในการทำสงครามนั้นได้ มีการกล่าวว่า การใช้ช้างในการทำสงครามนั้น"แม่ทัพ" จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรูด้วยเช่น ถ้าหากช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ และทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ เพราะการรับชัยชนะนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย
     "ช้างศึก" ในสมัยโบราณนั้นมีมากมายหลายรัชสมัย โดยเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยนี้พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่ง ซึ่งถือเป็นช้างเผือกตัวแรกของกรุงศรีอยุธยา จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าช้างเผือก และ
ในสมัยพระมหาจักรพรรดิทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนาน "พระศรีสุริโยทัย" ขึ้น
        ที่สำคัญ การรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุด ซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทย คือในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นการรบบนหลังช้าง ระหว่างสมเด็จพระ
นเรศวรฯกับพระมหาอุปราชา แห่งกรุงหงสาวดี โดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้ คือเจ้าพระยาไชยานุภาพและเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร และต่อมาในสมัยพระ
 บาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระองค์ก็ทรงเป็นกำลังสำคัญในรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วยเช่นกัน
        ผมเกริ่นนำร่องเกี่ยวกับเรื่องช้าง ผู้อ่านที่ติดตาม "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในทุกๆสัปดาห์ คงจะคาดเดาว่า
 "นวย เมืองธน" ไปเที่ยวปางช้าง อย่างไม่ต้องสงสัย ถูกเป๋งเลยครับ ผมมีโอกาสเดินทางมาตะลอนฯ ที่ปางช้างไทรโยค ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แต่ไม่ได้มาท่องเที่ยว นั่งบนหลังช้าง แล้วให้ควานช้าง พาช้างเดินชมป่าเขา ลำเนาไพร อย่างที่หลายคนคิด เพราะการเดินทางมาปางช้างฯ ของผมในครั้งนี้ คือการติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บ.ชก.) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.)
      ที่สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ปศุสัตว์ ฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ปฎิบัติภารกิจ นำหมายศาลเข้าตรวจค้น และอายัดช้างจากปางไทรโยค จำนวน 19 เชือก ซึ่งตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้
 ส่งไปดูแลที่ศูนย์คชบาลช้าง จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 29 ก.พ.55 ที่ผ่านมา
            "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ บอกว่าการเดินทางมาวันนี้ ก็เพื่อตรวจยึดช้าง เนื่องจากคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่ายได้ร่วมกันตรวจสอบ และมีความเห็นร่วมกันช้าง 19 เชือก ไม่ตรงกับตั๋วรูปพรรณ ดังนั้นจึงทำให้ช้าง 19 เชือกมีสถานะตกเป็นของกลางตาม พ.ร.บ.สัตว์ป่า และจากระเบียบของกรมป่าไม้ปี 30 ของกลางต้องนำไปให้ ออป.เก็บรักษาดูแล ดังนั้นจึงต้องมาขนย้ายนำส่ง ออป.ที่ จ.ลำปาง ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องทำตามกฎหมายที่ให้อำนาจไว้ และเป็นการป้องกันไม่ให้การค้าสัตว์ป่าเกิดขึ้นในประเทศไทย  ส่วนหลักฐานที่ปางช้างนำมาแสดงอีกครั้งนั้น ขอให้นำไปมอบให้เจ้าพนักงานสอบสวน ซึ่งหากถูกต้อง ก็สามารถนำช้างกลับไปเลี้ยงดูได้เหมือนเดิม โดยจากนี้ต้องรอคำตัดสินของศาลยุติธรรม
             ช่วงที่ "ตะลอนตามอำเภอใจ" เกาะติดภารกิจการตรวจยึดช้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ นั้น ก็มีกลุ่มชาวบ้านพร้อมแผ่นป้ายข้อความต่างๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับการเข้าตรวจยึดช้างของเจ้าหน้าที่ฯเดินทางมาเรียกร้องความเป็นธรรม
         โดย "คุณชะลอ จัทรประแดง" ทนายความปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้อง พร้อมแสดงตั๋วรูปพรรณทั้งหมดให้เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเป็นหลักฐาน แต่ยอมรับว่าลักษณะช้างเมื่อโตขึ้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม และไม่ได้นำช้างมาจากป่าอย่างแน่นอน โดยจากนี้จะทำหนังสือร้องเรียนไปยังรัฐบาล รัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอความเป็นธรรมและทวงคืนศักดิ์ศรีของปางช้างกลับคืนมา
          "พล.ต.ต.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล" รอง ผบช.ก. บอกว่าการตรวจสอบตั๋วรูปพรรณช้างจำนวน 19 เชือก ตามที่ปางช้างยื่นเอกสารให้ตรวจสอบก่อนหน้านี้ มีลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้ อาทิ ช้างบางตัวตั้งแต่เกิดลงไว้ว่าหูแหว่ง แต่จากการตรวจสอบพบว่าใบหูเรียบ หรือบางอันมีแต่พอไปถามเจ้าของเดิมบอกช้างของตนเองยังอยู่ในป่า เค้ามาเอาใบฉันไป ช้างตัวจริงมีอยู่เราก็สอบสวนไว้ ซึ่งสัตวแพทย์ ก็
วินิจฉัยมาแล้วว่ามันไม่ถูกต้อง เราก็ต้องดำเนินการไปตามอำนหน้าที่
        "พล.ต.ต.ศรีวราห์"  กล่าวด้วยว่า กรณี ที่ทางปางช้างไทรโยค ยืนยันว่าช้างทั้ง 19 เชือกมีตั๋วรูปพรรณรับรองถูกต้องนั้น ก่อนหน้านี้มีการตรวจสอบแล้วไม่ถูกต้อง แต่ถ้าทางปางช้างฯ  คิดว่ามีมีตั๋วรูปพรรณถูกต้องก็สามารถมายื่นใหม่ได้ ซึ่งตนเองก็จะดำเนินการเชิญสัตวแพทย์มาตรวจสอบดูอย่างละเอียดต่อไป

การสวมตั๋วช้างป่าเป็นช้างบ้าน ไม่ใช่ปัญหาใหม่ เพราะถือเป็นปัญหาเก่าที่หมักหมมกันมานานแล้ว จากข้อมูลของกรมอุทยานแห่งชาติฯ พบว่าพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า เป็นจุดที่มีการติดต่อซื้อขายลูกช้างมาก โดยเฉพาะที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี ระนอง จตาก และแม่ฮ่องสอน ด้วยเหตุนี้ การมีปางช้างเอกชนตามแนวชายแดน จึงไม่ต่างอะไรกับการวางกับ
ดักเมื่อพรานล่าช้างชายแดนได้ลูกช้างมา ก็จะมีการรับซื้อและนำมาเลี้ยงไว้กับช้างที่มีตั๋วรูปพรรณ เพื่ออำพรางการตรวจสอบ 
     พอสบโอกาส ก็จะส่งช้างไปให้เช่าแสดงในต่างถิ่น และเมื่อมีใบสั่งซื้อช้างเข้ามา ก็จะส่งช้างเหล่านั้นไปขายทอดตลาดอีกที สำหรับราคาที่มีการซื้อขายเพื่อส่งไปต่างประเทศ ในอดีตหากเป็นลูกช้างอายุประมาณ 4-7 เดือน จะมีราคาหลักหมื่นบาท หากตัวไหนมีท่าทางน่ารัก ฉลาดเฉลียว มีแววสามารถฝึกโชว์ได้ จะมีราคาสูงถึงหลักแสนบาท แต่ปัจจุบันถ้าช้างตัวไหนที่ผ่านการฝึกและเชื่องแล้วจะมีราคาต่อเชือกไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
        ช่วงสุดท้าย "ตะลอนตามอำเภอใจ" ไม่ว่าปัญหาช้างป่าถูกสวมตั๋วเป็น
ช้างบ้าน  ถือเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญ และสนใจ โดยเฉพาะหลังจากนี้ไปกรมอุทยานแห่งชาติฯ ภายใต้การคุมบังเหียร ของ "คุณดำรงค์ พิเดช" อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ

 ที่ประกาศแล้วว่าจะเดินหน้าตรวจสอบปางช้าง ทั่วประเทศ ก็คงต้องติดตามกัน แต่หากใครแวะเวียนมาท่องเที่ยวที่อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี แล้วท้องหิวขึ้นมาผมขอแนะนำร้านอาหาร "ครัวผักหวานบ้าน" ถือเป็นสุดยอดร้านอาหาร ริมถนนบนเส้นทางกาญจน์-ไทรโยค ไปทางน้ำตกไทรโยคน้อย ทางฝั่งขวามือครัวผักหวานบ้าน มีป้ายร้านบอกเด่นชัดส่วนเมนูอาหาร ก็มีหลากหลายอย่าง อาทิ ผักหวานไฟแดง ส้มตำผักหวาน แกงผักหวาน น้ำพริกอ่อง ฯลฯ วันนี้ลาไปก่อนครับ สัปดาห์หน้าพบกันใหม่...!!!                                                               
นวย เมืองธน



วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

บุกสวนเสือป้องลักลอบชำแหละ

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"เสือ"จัดเป็นสัตว์นักล่าที่มีความสง่างามในตัวเอง โดยเฉพาะ "เสือ" ขนาดใหญ่ที่แลดูน่าเกรงขราม ไม่ว่าจะเป็นเสือโคร่ง หรือเสือดาว ผู้ที่พบเห็นเสือในครั้งแรกย่อมเกิดความประทับใจในความสง่างาม แต่ขณะเดียวกันก็อดที่เกิดความหวาดหวั่นเกรงขาม ในพละกำลังและอำนาจภายในตัวของพวกมัน ด้วยเหตุนี้ "เสือ" จึงได้รับการยกย่องให้เป็นจ้าวแห่งนักล่าในผืนป่า
      สำหรับในประเทศไทย ตลอดระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีประชากร "เสือ" ในประเทศของเรา ลดจำนวนลงจนน่าใจหาย "เสือ" กลับกลายเป็นฝ่ายถูกมนุษย์ล่า แถมป่าถูกทำลายทำสภาพธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ถูกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ของ "เสือ"  ที่จัดอยู่
     ในลำดับสุดท้ายของห่วงโซ่อาหารถือเป็นสิ่งจำเป็น เพราะการสูญสิ้นหรือลดจำนวนลงอย่างมากของ "เสือ" ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อ ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างและระบบนิเวศทั้งหมด การลดจำนวนอย่างรวดเร็วของ "เสือ" เพียงหนึ่งหรือสองชนิดในประเทศไทย ทำให้ปริมาณของสัตว์กินพืชเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว
 จนทำให้ธรรมชาติเสียความสมดุลในที่สุด ปัจจุบัน "เสือ" ถูกล่าอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำไปทำเสื้อขนสัตว์ และเป็นความเชื่อในการทำยาบำรุงกำลังของผู้ชาย จากความเสียหายของถิ่นที่อยู่ รวมทั้งการล่าเพื่อทำหนังขนสัตว์ จำนวน "เสือ" ตามธรรมชาติจึงลดน้อยลง "เสือ" จึงเป็นสัตว์ที่อยู่ในอันตราย
        ย้อนกลับไปเมื่อประมาณช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา (4 ก.พ.55) ข่าวคราวการจับกุม ผู้กระทำผิดกฎหมายลักลอบชำแหละเสือ และสัตว์ป่าได้ของกลางซากเสือ และสัตว์สงวนจำนวนมาก ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางชัน และเจ้า
 หน้าที่ปส.บก.น.4 ในครั้งนั้น ถือว่าทำให้กระแสสังคม และนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบ "นายอนุชา แซ่ม้า" อายุ 33 ปี เดินออกมาซื้อของแต่มีคราบเลือดเปื้อนที่มือทั้งสองข้าง จึงขอตรวจค้น ซึ่ง "นายอนุชา" อ้างว่ากำลังชำแหละซากสัตว์ เจ้าหน้าที่จึงให้พาไปที่บ้านเลขที่ 64/5 ซึ่งเป็นบ้านทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น อยู่ปากซอยพระยาสุเรนทร์ 12 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม.
     บริเวณหน้าประตูบ้านพบถุงดำ 3 ถุง ภายในบรรจุซากเสือโคร่งตัวผู้ชำแหละแล้ว เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น บริเวณหลังบ้านพบ
คนงาน 4 คน กำลังชำแหละซากเสือโคร่งเพศผู้อีก 1 ตัว น้ำหนักกว่า 400 ก.ก. ยาวเกือบ 3 เมตร จึงควบคุมตัว "นายสมบัติ น้อยชมพู" อายุ 49 ปี "นางภัทรธมพรรณ มุ่งเกี้ยวกลาง" อายุ 40 ปี "นางนวล คำจู" อายุ 53 ปี และ"นางบุญชู ขวัญเขียว" อายุ 64 ปี และควบคุมตัว "น.ส.ณัฐสุดาพรรณ เรืองศรี"
 อายุ 38 ปี เจ้าของบ้าน "นาย ยูซุป แซ่ม้า" อายุ 61 ปี พ่อของ "นายอนุชา" สอบปากคำ นอกจากนี้ จากการตรวจสอบในบ้านยังพบซากสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก อาทิ หัวจระเข้ งู กระทิง นกแก้ว ซากควายป่า และหัวกะโหลกสัตว์นานาชนิด
       โดย "น.ส.ณัฐสุดาพรรณ" ให้การว่าเป็นเจ้าของบ้าน มีอาชีพรับสตัฟฟ์สัตว์ส่งตามสวนสัตว์และตามห้างฯ ส่วนซากเสือโคร่งที่พบนายอนุชาเพิ่งนำลงจากรถในช่วงบ่ายเพื่อนำมาชำแหละ โดยได้ค่าจ้าง 5,000 บาท จึงไปจ้างคนงานแถวบ้านช่วยชำแหละ โดยให้ค่าจ้าง 700 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้ "นายอนุชา" เคยเอาซากเสือมาให้ชำแหละ โดยรับซากเสือโคร่งมาจาก "นายอ๊อด" เจ้านายซึ่งพักอยู่ย่านบางกรวย และ "นายอ๊อด" ให้ขับรถนำซากเสือโคร่งมาชำแหละและเฝ้าจนกว่างานจะเสร็จ ได้ค่าจ้าง 20,000 บาท ทำมาแล้ว 2 ครั้ง หลังชำแหละตัวแรกเสร็จได้โทรศัพท์เรียก "นายอ๊อด" มารับซากเสือ ระหว่างรอได้เดินออกมาหาซื้อกล่องกระดาษหน้าปากซอย โดยที่ไม่ได้ล้างคราบเลือดในมือ เมื่อเจอเจ้าหน้าที่จึงโดนจับ สำหรับขบวนการดังกล่าว ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่าแก๊งดังกล่าวเป็น
แก๊งแม่สอด ที่ส่งซากเสือโคร่งไปประเทศจีน
        หลังการจับกุมขบวนการชำแหละเสือโคร่งดังกล่าว แน่นอนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะตำรวจบก.ปทส.ก็พยายามที่จะสืบสวนขยายผลไปยังแหล่งใหญ่ต้นตอในการสั่งออเดอร์ซากเสือ ส่วนจะขยายผลได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ว่ากันว่าขบวนการค้าสัตว์ป่าดังกล่าวเป็นขบวนการที่ใหญ่พอสมควร
       แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่อง "เสื่อ" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ติดตามภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช (อช.) เมื่อเร็วๆนี้  ( 10 ก.พ.55) เข้าตรวจสอบ สวนเสือศรีราชา และอุทยานหินล้านปีและฟาร์มจระเข้พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อป้องกันการลักลอบฆ่าเสือและนำไปชำแหละ โดย "คุณธีรภัทร  ประยูรสิทธิ์" รองอธิบดีกรมอุทยานฯ พร้อมด้วย "คุณวัลลภ พิสุทธิ์พิเชษฐ์"  ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่าสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2  ชลบุรี นำเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยานฯ เข้าตรวจสอบการเลี้ยงดูเสือและการบริหารจัดการเกี่ยวกับเสือที่เลี้ยงไว้ ที่สวนเสือ ทั้ง 2 แห่ง
           โดยจุดแรกที่เข้าไปตรวจสอบคืออุทยานหินล้านปีและฟาร์มจระเข้พัทยา มีเสือจำนวน 49 ตัว ซึ่งในปีที่ผ่านมามีเสือตาย 1 ตัวและเกิดใหม่ 2 ตัว ทั้งนี้ ที่อุทยานหินล้านปีฯ ได้มีการคุมประชากรเสือไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้น เพราะกลัวมีปัญหาการเลี้ยงซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อตัวค่อนข้างสูง เมื่อเสือตายจะบริจาคซากเสือให้สถาบันการศึกษาเพื่อศึกษาเรียนรู้
        ต่อมาได้เข้าตรวจสอบสวนเสือศรีราชา มีเสือ 399 ตัว ในปีที่ผ่านมามีเสือตาย 31 ตัว ใช้วิธีเผากำจัดซาก จากนั้นนายธีรภัทร กล่าวว่า ปัจจุบันสวนสัตว์สาธารณะเอกชนทั่วประเทศที่ขออนุญาตเปิดมีทั้งหมด 40 แห่ง และในจำนวนนี้มีการขออนุญาตครอบครองสวนเสือโคร่งถึง 21 แห่ง รวมจำนวนเสือโคร่ง 888 ตัว และมีอีกประมาณ 100 ตัว ที่มีการขึ้นทะเบียนครอบครองได้ตามบ้านเรือนทั่วไป  รวมมีเสือทั้งสิ้นประมาณ 1,000 ตัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้มีการฝังไมโครชิป ติดตาม
ตัว และให้เจ้าหน้าที่ออกตรวจเพื่อจัดทำทะเบียนประวัติ เพื่อเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีการค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฏหมาย  และได้ขอความร่วมมือกับสวนสัตว์เอกชน ให้จัดทำลักษณะรูปพรรณคล้ายตั๋วช้างโดยให้มีการถ่ายรูปเสือที่ด้านหน้า ด้านข้าง เนื่องจากเสือมีลายเฉพาะแต่ละตัวไม่ซ้ำกัน 
         ที่สำคัญขณะนี้ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 กำลังจัดทำระบบใช้คอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบลายเสือคล้ายการพิมพ์ลายนิ้วมือของคน เมื่อสำเร็จจะนำมาใช้ได้ตรวจสอบเสือได้ รวมทั้งจะมีการตรวจสอบดีเอ็นเอเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลไว้ด้วย  ทั้งนี้ การมาตรวจสอบสวนเสือ เพื่อเชื่อมโยงและปิดช่องทางขบวนการชำแหละซากเสือ ซึ่งได้มีการตรวจสอบเสือตามสวนสัตว์เอกชนก่อนหน้านี้ประมาณ 4-5 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ชลบุรี กาญจนบุรี นครปฐม และนครนายก เป็นต้น ซึ่งมีข้อสังเกตคือขนาดของเสือมักไม่ตรงตามอายุและจะต้องมีการตรวจสอบไป
      ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" "คุณธีรภัทร" การเดินทางมาตรวจสอบเสือที่อยู่ในการดูแลของสวนสัตว์เอกชนในครั้งนี้ "คุณธีรภัทร" บอกว่า ก็เพื่อดูการบริหารจัดการของสวนเสือ และดูการทำงานของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่2 ชลบุรี ซึ่งจากการตรวจสอบก็พบว่าเสือนั้นมีการฝังไมโครชิฟไว้ตรงตามกับที่ลงทะเบียนตัวเสือไว้ ซึ่งการจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับเสือนั้นใช้ได้ เนื่องจากเป็นสวนสัตว์เอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเข้ามาท่องเที่ยวจำนวนมากซึ่งสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก
        ซึ่งตนเองได้ขอความร่วมมือกับทางผู้
 บริหารสวนเสือ ว่าควรจะทำทะเบียนประวัติของเสือไว้ด้วย โดยถ่ายภาพด้านหน้าของเสือ ด้านข้างซ้ายขวาของตัวเสือที่มีลายไว้ รวมถึงลงรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเสือไว้ทั้งหมด ซึ่งการทำเช่นนี้ก็จะได้ตรวจสอบได้ดียิ่งขึ้นเป็นการกันข้อครหาการสวมสิทธิเสือ และเป็นแบบอย่างที่ดีที่สวนสัตว์เอกชนขนาดใหญ่ทำเป็นแบบอย่างให้สวนสัตว์เอกชนขนาดเล็กก็จะทำตาม ก็จะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศเรา ที่มีสวนสัตว์เอกชนที่มีการบริหารจัดการที่ดี
        หลังจากนี้ไปข่าวคราวการจับกุมผู้ลักลอบค้าซากเสือ จะผุดให้สังคมตื่นขึ้นมาอีกครั้งหรือไม่นั้น ถือเป็นสิ่งที่สำคัญ
         เพราะตราบใดขบวนการค้าสัตว์ป่าแก๊งใหญ่ระดับชาติยังลอยนวลอยู่ บรรดาสัตว์ป่าทั้งหลาย ไม่เฉพาะแค่ "เสือ" ชีวิตสัตว์ป่าเหล่านี้ก็ยังแขวนอยู่บนเส้นด้ายเหมือนเดิม....!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"ดีเอสไอ"ลุยสวนผึ้งอิทธิพลรุกที่จนเขาหัวโล้น

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"สวนผึ้ง" ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดในภาคกลางด้านตะวันตกของประเทศไทย สภาพภูมิประเทศ มีทั้งพื้นที่ราบต่ำ อีกทั้งมีพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่ทำให้จังหวัดราชบุรี อุดมไปด้วยแหล่งเพาะปลูกพืชผักผลนาชนิด โดยเฉพาะการปลูกไม้เศรษฐกิจ ขณะที่พื้นที่สูงบางส่วน ก็มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า สำหรับ "อำเภอสวนผึ้ง" มีอาณาเขตทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอจอมบึง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี  ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี  ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอมะริด  จังหวัดทวาย ประเทศพม่า
       "อำเภอสวนผึ้ง" เดิมทีเป็นตำบลหนึ่งใน "อำเภอจอมบึง" เรียกว่า "ตำบลสวนผึ้ง" มีพื้นที่กว้างขวางมากมาย เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขา การเดินทางไม่สะดวกนัก ทุรกันดาร ผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกระเหรื่ยง ต่อมารัฐบาลส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาพัฒนาตำบลสวน
 ผึ้งแห่งนี้ในด้านต่างๆ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2511-2514 ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2517 "อำเภอจอมบึง" ถูกประกาศแบ่งพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทย เพื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า "กิ่งอำเภอสวนผึ้ง" และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2526 ได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอสวนผึ้ง" จนถึงปัจจุบัน
         แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอสวนผึ้ง" มาเล่าถึง ก็ด้วยเหตุที่ว่าช่วงเกือบจะปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอสวนผึ้ง" แห่งนี้ ที่สำคัญไม่ได้มาท่องเที่ยว ในลักษณะเพลิดเพลินจำเริญใจอย่างที่หลายคนคิด เพราะการมา
 "อำเภอสวนผึ้ง" ครั้งนี้ ถือเป็นการเกาะติดภารกิจ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่สนธิกำลังหน่วยทหารจากกรมการทหารช่าง ค่ายภาณุรังษี อำเมืองเมือง จังหวัดราชบุรี และทหารจากหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ รวมถึงฝ่ายปกครอง ตชด.และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.สวนผึ้ง ในปฎิบัติการเข้าตรวจสอบการบุกรุกยึดครองพื้นที่ราชพัสดุ ของกรมธนารักษ์ ของกลุ่มนายทุน และผู้มีอิทธิพล
              เช้าตรู่เวลาประมาณเกือบ 6 โมงเช้า ของวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา  ผมและสื่อมวลชนจากสำนักข่าวต่างๆ ได้ถูกนัดหมายมารวมพลกันที่หน้า "กรมสอบสวนคดีพิเศษ"  ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อร่วมไปกับคณะของดีเอสไอ ติดตามภารกิจในครั้งนี้ ในขณะที่เดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ผมเลยถือโอกาสนี้ล่ะนอนหลับพักผ่อน เพราะคืนก่อนจะเดินทางกว่าจะได้นอนก็เกือบจะตีสอง
      เพราะต้องปิดต้นฉบับล่วงหน้าส่งกองบ.ก.เนื่องจากประเมินดูแล้วว่า ผมคงไม่สามารถแยกร่างปิดต้นฉบับทันแน่นอน การเดินทางมาครั้งนี้จึงปลอดโปร่งไร้ความกังวล แถมพอเสร็จภารกิจยังสามารถเขียนข่าวเหตุการณ์รายวัน ที่มา "อำเภอสวนผึ้ง" ครั้งนี้ ส่งตรงจากจังหวัดราชบุรี เข้ากองบ.ก.ได้ทันเวลา
ในการตีพิมพ์ ออกอีกวันอีกด้วย
    หลังจากนอนหลับพักผ่อนบนรถตลอดการเดินทาง ชั่วอึดใจเดียวก็เดินทางมาถึงกรมการทหารช่าง ค่ายภาณุรังษี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พักดื่มกาแฟ กินอาหารเช้า กันในค่ายทหารนั่นล่ะ จากนั้นจึงมารวมพลกัน ที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง สมทบกับกำลัง
ทหาร และหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องเข้าร่วมภารกิจตรวจสอบการบุกรุกที่ครั้งนี้  ที่สำคัญต้องเปลี่ยนมานั่งรถจีเอ็มซี ของทหารเค้า ที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะหนทางในการเดินเข้าจุดหมายนั้น ล้วนเป็นเส้นทางทุรกันดาร สาหัสพอควร รถยนต์ธรรมดาไม่สามารถเดินทางหรือขับเคลื่อนได้สะดวกมากนัก บางจุดต้องลงเดินเท้าเข้า
พื้นที่หลายกิโล ด้วยซ้ำไป
    จุดแรกที่เข้าไปตรวจสอบ เป็นพื้นที่ราชพัสดุบริเวณหน้าศูนย์พักพิงบ้านถ้ำหิน หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง ที่ถูกระบุว่ามีการเข้าบุกรุกยึดครองทำสวนยางพาราหลายร้อยไร่ "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  บอกว่า ที่ดินตรงจุดนี้ แต่เดิมเป็นที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่ราบเชิงเขา เนื้อที่
ประมาณ 13 ไร่ ต่อมาเมื่อประมาณ 4 – 5 ปี ที่ผ่านมา "นายวันชัย กาญจนเพ็ญ" รองประธานสหกรณ์ผู้ปลูกสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดราชบุรี  ได้เข้ามาซื้อที่ดินดังกล่าว และบุกรุกเพิ่มเติมขึ้นไปบนภูเขารวมเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ จากนั้นได้ทำการแผ้วถางและเผาป่าในพื้นที่ และได้นำพื้นที่ดังกล่าวไปปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ มีการทำบ่อพักน้ำก่ออิฐถือปูนบนยอดเขา มีการลงทุนนำท่อพีวีซีมาต่อเพื่อนำน้ำเข้าไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก มีการตัดทางขึ้นภูเขาเพื่อให้รถยนต์สามารถเข้าพื้นที่ได้โดยสะดวก
               การกระทำดังกล่าวทำให้พื้นที่เขา ซึ่งเป็นที่ดินที่ราชพัสดุและเป็นที่ดินของรัฐ ถูกยึดถือครอบครองและทรัพยากรป่าไม้ได้ถูกแผ้วถางทำลาย
 ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยก่อนหน้านี้ "นายวันชัย"  ได้ยื่นคำขอเช่าพื้นที่ แต่กรมการทหารช่าง ซึ่งเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ รวมทั้งธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี ไม่อนุญาตให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว อีกทั้งผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ได้มีหนังสือห้ามบุกรุกในพื้นที่ดังกล่าว แต่ "นายวันชัย" ก็ยังคงฝ่าฝืนบุกรุกอย่างต่อเนื่องตลอดมา นอกจากไม่ยอมออกแล้ว ยังได้นำแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพาะปลูกยางพาราจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้  "นายวันชัย" ยังได้เข้ามาซื้อที่ดินบริเวณบ้านพุว่าง หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง ไม่กี่ไร่ แล้วบุกรุกเพิ่มเติมขึ้นไปบนภูเขารวมเนื้อที่ประมาณ  300  ไร่
          ส่วนจุดที่สอง ได้เข้าตรวจสอบที่ดินบริเวณหุบพุบอน หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พื้นที่ยื่นขอเช่าประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งเป็นที่ราบประมาณ 690  ไร่และเป็นที่ภูเขาประมาณ 800 ไร่  "พ.ต.ท.ประวุธ" บอกว่า พื้นที่ดังกล่าวเมื่อปี 2532 ตำรวจกองปราบปราม ได้เคยจับกุมผู้บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า จำนวน 52 คน ซึ่งหลังจับกุมไม่กี่วัน นักการเมือง และเป็นอดีตรมช.ศึกษาธิการ รายหนึ่ง
ได้ยื่นหนังสือขอเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการอนุมัติให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว

             ต่อมาในปี 2550 "นายสมพงษ์ ชวาลตันพิพัทธ์ " บิดาอดีตรมช.ศึกษาธิการ ได้ขายพื้นที่ดังกล่าวให้กับ "นางสุชา กลีบบัว" ภรรยาอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับพวก  ซึ่งต่อมาภายหลัง"นางสุชา" ถูกยิงเสียชีวิต
    โดยมีการทำสัญญาซื้อขายกัน แต่ภายหลังได้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างกันเมื่อ "นางสุชา"  กับพวก ได้ยื่นเรื่องขอเช่าพื้นที่จากธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี ก็ได้รับการคัดค้านจาก "นายสมพงษ์" และอ้างสิทธิการครอบครองโดยยึดถือหนังสือคำขอเช่าพื้นที่ของ "อดีตรมช.ศึกษาธิการ"  บุตรสาว ซึ่งทั้งราย "นางสุชา" กับพวก และ "นายสมพงษ์"  กรมการทหารช่าง ซึ่งเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในพื้นที่และธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี ไม่อนุญาตให้มีการเช่าพื้นที่ดังกล่าว และมีหนังสือให้ "นายสมพงษ์" ออกจากพื้นที่ โดยพื้นที่ดังกล่าวได้ถูกแผ้วถาง และทำลายทรัพยากรป่าไม้ไปเป็นเนื้อที่ประมาณ 690 ไร่ ทำให้รัฐได้รับความเสียหายถูกยึดถือครอบครองที่ดินและทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลาย
         ส่วนปมความขัดแย้งในการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว ระหว่าง "นายสมพงษ์  และ "นางสุชา" ที่ถูกยิงเสียชีวิต "พ.ต.ท.ประวุธ" ระบุว่า  เรื่องนี้ได้ถูกนำมาพิจารณาเป็นประเด็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการฆาตกรรม "นางสุชา"  โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องการเสียชีวิตของ "นางสุชา" เป็นคดีพิเศษอีกส่วนหนึ่ง เบื้องต้นศาลจังหวัดราชบุรี ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก "นายชัชวาลย์ หรือติ เกิดเกียรติกุล"  ผู้ทำการชี้เป้ายิง "นางสุชา" เป็นเวลา 33 ปี เมื่อปลายปี 2554 ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำผู้กระทำผิดที่ใช้ จ้าง วาน มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสาวถึงผู้บงการสังหาร "นางสุชา" ของดีเอสไอนั้น ถือเป็นคดีที่รอการพิสูจน์ และชวนติดตามอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญ และอาจเกี่ยวพันโยงใยกันในหลายมิติ การมาตะลอนฯ ของผมในครั้งนี้ นอกจากจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แล้ว แถมยังกินอาหารมื้อเที่ยง (ข้าวกล่อง) ช่วงแดดเปรี้ยงๆ ท่ามกลางป่าเขา ลำเนาไพร มองไปเห็นภูเขาหัวโล้น จากฝีมือมนุษย์  ก็ถือว่าได้บรยากาศพอสมควร หรืออาจเป็นเพราะว่าหิวก็ไม่ทราบได้ แต่ถ้าผ่านมาจังหวัด

ราชบุรี อยากกินอาหารในบรรยากาศแบบคาวบอย...คาวบอยยยย..!
               ผมคงต้องแนะนำ "คาวบอย คาเฟ่" ร้านดังของจังหวัดราชบุรี เป็นร้านอาหารไทย-อเมริกัน ตั้งอยู่ตรงถนนเพชรเกษม กม.ที่ 108 เลยทางเลี่ยงเมืองราชบุรีมาประมาณ 1.5 กิโล หน้าร้านมีป้ายชื่อตั้งเด่นอยู่ริมทาง ร้านจะเปิดประมาณ 11 โมง และปิดประมาณ 5 ทุ่ม อาหารที่เป็นเมนูแนะนำ ก็มีหลากหลายเมนู ทั้ง กุ้งทอดซอสมะนาว เพราะว่ากรอบอร่อย  กะหล่ำปลีสินสมุทร ที่แม้ว่าหน้าตาจะดูธรรมดาสุดๆ แต่รับรองว่าอร่อย และอื่นๆอีกเพียบ...พื้นที่วันนี้หมดขอลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!!
                                                               นวบ เมืองธน