วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

"ดีเอสไอ"ลุยสวนผึ้งอิทธิพลรุกที่จนเขาหัวโล้น

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"สวนผึ้ง" ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดราชบุรี เป็นจังหวัดในภาคกลางด้านตะวันตกของประเทศไทย สภาพภูมิประเทศ มีทั้งพื้นที่ราบต่ำ อีกทั้งมีพื้นที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลอง ที่ทำให้จังหวัดราชบุรี อุดมไปด้วยแหล่งเพาะปลูกพืชผักผลนาชนิด โดยเฉพาะการปลูกไม้เศรษฐกิจ ขณะที่พื้นที่สูงบางส่วน ก็มีเทือกเขาตะนาวศรีทอดตัวยาวทางทิศตะวันตกจรดชายแดนไทย-พม่า สำหรับ "อำเภอสวนผึ้ง" มีอาณาเขตทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอจอมบึง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี  ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี  ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอมะริด  จังหวัดทวาย ประเทศพม่า
       "อำเภอสวนผึ้ง" เดิมทีเป็นตำบลหนึ่งใน "อำเภอจอมบึง" เรียกว่า "ตำบลสวนผึ้ง" มีพื้นที่กว้างขวางมากมาย เต็มไปด้วยป่าไม้ ภูเขา การเดินทางไม่สะดวกนัก ทุรกันดาร ผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายกระเหรื่ยง ต่อมารัฐบาลส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาพัฒนาตำบลสวน
 ผึ้งแห่งนี้ในด้านต่างๆ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2511-2514 ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2517 "อำเภอจอมบึง" ถูกประกาศแบ่งพื้นที่ โดยกระทรวงมหาดไทย เพื่อตั้งเป็นกิ่งอำเภอ เรียกว่า "กิ่งอำเภอสวนผึ้ง" และหลังจากนั้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2526 ได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอสวนผึ้ง" จนถึงปัจจุบัน
         แน่นอนครับว่าผมหยิบยกเรื่องราวของ "อำเภอสวนผึ้ง" มาเล่าถึง ก็ด้วยเหตุที่ว่าช่วงเกือบจะปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "อำเภอสวนผึ้ง" แห่งนี้ ที่สำคัญไม่ได้มาท่องเที่ยว ในลักษณะเพลิดเพลินจำเริญใจอย่างที่หลายคนคิด เพราะการมา
 "อำเภอสวนผึ้ง" ครั้งนี้ ถือเป็นการเกาะติดภารกิจ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ที่สนธิกำลังหน่วยทหารจากกรมการทหารช่าง ค่ายภาณุรังษี อำเมืองเมือง จังหวัดราชบุรี และทหารจากหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ รวมถึงฝ่ายปกครอง ตชด.และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสภ.สวนผึ้ง ในปฎิบัติการเข้าตรวจสอบการบุกรุกยึดครองพื้นที่ราชพัสดุ ของกรมธนารักษ์ ของกลุ่มนายทุน และผู้มีอิทธิพล
              เช้าตรู่เวลาประมาณเกือบ 6 โมงเช้า ของวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา  ผมและสื่อมวลชนจากสำนักข่าวต่างๆ ได้ถูกนัดหมายมารวมพลกันที่หน้า "กรมสอบสวนคดีพิเศษ"  ถนนแจ้งวัฒนะ เพื่อร่วมไปกับคณะของดีเอสไอ ติดตามภารกิจในครั้งนี้ ในขณะที่เดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่จังหวัดราชบุรี ผมเลยถือโอกาสนี้ล่ะนอนหลับพักผ่อน เพราะคืนก่อนจะเดินทางกว่าจะได้นอนก็เกือบจะตีสอง
      เพราะต้องปิดต้นฉบับล่วงหน้าส่งกองบ.ก.เนื่องจากประเมินดูแล้วว่า ผมคงไม่สามารถแยกร่างปิดต้นฉบับทันแน่นอน การเดินทางมาครั้งนี้จึงปลอดโปร่งไร้ความกังวล แถมพอเสร็จภารกิจยังสามารถเขียนข่าวเหตุการณ์รายวัน ที่มา "อำเภอสวนผึ้ง" ครั้งนี้ ส่งตรงจากจังหวัดราชบุรี เข้ากองบ.ก.ได้ทันเวลา
ในการตีพิมพ์ ออกอีกวันอีกด้วย
    หลังจากนอนหลับพักผ่อนบนรถตลอดการเดินทาง ชั่วอึดใจเดียวก็เดินทางมาถึงกรมการทหารช่าง ค่ายภาณุรังษี อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี พักดื่มกาแฟ กินอาหารเช้า กันในค่ายทหารนั่นล่ะ จากนั้นจึงมารวมพลกัน ที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง สมทบกับกำลัง
ทหาร และหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องเข้าร่วมภารกิจตรวจสอบการบุกรุกที่ครั้งนี้  ที่สำคัญต้องเปลี่ยนมานั่งรถจีเอ็มซี ของทหารเค้า ที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เพราะหนทางในการเดินเข้าจุดหมายนั้น ล้วนเป็นเส้นทางทุรกันดาร สาหัสพอควร รถยนต์ธรรมดาไม่สามารถเดินทางหรือขับเคลื่อนได้สะดวกมากนัก บางจุดต้องลงเดินเท้าเข้า
พื้นที่หลายกิโล ด้วยซ้ำไป
    จุดแรกที่เข้าไปตรวจสอบ เป็นพื้นที่ราชพัสดุบริเวณหน้าศูนย์พักพิงบ้านถ้ำหิน หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง ที่ถูกระบุว่ามีการเข้าบุกรุกยึดครองทำสวนยางพาราหลายร้อยไร่ "พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล" ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)  บอกว่า ที่ดินตรงจุดนี้ แต่เดิมเป็นที่ดินของบุคคลอื่นซึ่งทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่ราบเชิงเขา เนื้อที่
ประมาณ 13 ไร่ ต่อมาเมื่อประมาณ 4 – 5 ปี ที่ผ่านมา "นายวันชัย กาญจนเพ็ญ" รองประธานสหกรณ์ผู้ปลูกสวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดราชบุรี  ได้เข้ามาซื้อที่ดินดังกล่าว และบุกรุกเพิ่มเติมขึ้นไปบนภูเขารวมเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ จากนั้นได้ทำการแผ้วถางและเผาป่าในพื้นที่ และได้นำพื้นที่ดังกล่าวไปปลูกยางพาราเต็มพื้นที่ มีการทำบ่อพักน้ำก่ออิฐถือปูนบนยอดเขา มีการลงทุนนำท่อพีวีซีมาต่อเพื่อนำน้ำเข้าไปใช้ในพื้นที่เพาะปลูก มีการตัดทางขึ้นภูเขาเพื่อให้รถยนต์สามารถเข้าพื้นที่ได้โดยสะดวก
               การกระทำดังกล่าวทำให้พื้นที่เขา ซึ่งเป็นที่ดินที่ราชพัสดุและเป็นที่ดินของรัฐ ถูกยึดถือครอบครองและทรัพยากรป่าไม้ได้ถูกแผ้วถางทำลาย
 ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยก่อนหน้านี้ "นายวันชัย"  ได้ยื่นคำขอเช่าพื้นที่ แต่กรมการทหารช่าง ซึ่งเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ รวมทั้งธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี ไม่อนุญาตให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว อีกทั้งผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ได้มีหนังสือห้ามบุกรุกในพื้นที่ดังกล่าว แต่ "นายวันชัย" ก็ยังคงฝ่าฝืนบุกรุกอย่างต่อเนื่องตลอดมา นอกจากไม่ยอมออกแล้ว ยังได้นำแรงงานต่างด้าวเข้ามาเพาะปลูกยางพาราจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้  "นายวันชัย" ยังได้เข้ามาซื้อที่ดินบริเวณบ้านพุว่าง หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง ไม่กี่ไร่ แล้วบุกรุกเพิ่มเติมขึ้นไปบนภูเขารวมเนื้อที่ประมาณ  300  ไร่
          ส่วนจุดที่สอง ได้เข้าตรวจสอบที่ดินบริเวณหุบพุบอน หมู่ที่ 5 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี พื้นที่ยื่นขอเช่าประมาณ 1,500 ไร่ ซึ่งเป็นที่ราบประมาณ 690  ไร่และเป็นที่ภูเขาประมาณ 800 ไร่  "พ.ต.ท.ประวุธ" บอกว่า พื้นที่ดังกล่าวเมื่อปี 2532 ตำรวจกองปราบปราม ได้เคยจับกุมผู้บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า จำนวน 52 คน ซึ่งหลังจับกุมไม่กี่วัน นักการเมือง และเป็นอดีตรมช.ศึกษาธิการ รายหนึ่ง
ได้ยื่นหนังสือขอเช่าพื้นที่ดังกล่าวจากธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีการอนุมัติให้เช่าพื้นที่ดังกล่าว

             ต่อมาในปี 2550 "นายสมพงษ์ ชวาลตันพิพัทธ์ " บิดาอดีตรมช.ศึกษาธิการ ได้ขายพื้นที่ดังกล่าวให้กับ "นางสุชา กลีบบัว" ภรรยาอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี กับพวก  ซึ่งต่อมาภายหลัง"นางสุชา" ถูกยิงเสียชีวิต
    โดยมีการทำสัญญาซื้อขายกัน แต่ภายหลังได้เกิดปัญหาข้อพิพาทระหว่างกันเมื่อ "นางสุชา"  กับพวก ได้ยื่นเรื่องขอเช่าพื้นที่จากธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี ก็ได้รับการคัดค้านจาก "นายสมพงษ์" และอ้างสิทธิการครอบครองโดยยึดถือหนังสือคำขอเช่าพื้นที่ของ "อดีตรมช.ศึกษาธิการ"  บุตรสาว ซึ่งทั้งราย "นางสุชา" กับพวก และ "นายสมพงษ์"  กรมการทหารช่าง ซึ่งเป็นผู้ดูแลและใช้ประโยชน์ในพื้นที่และธนารักษ์พื้นที่ราชบุรี ไม่อนุญาตให้มีการเช่าพื้นที่ดังกล่าว และมีหนังสือให้ "นายสมพงษ์" ออกจากพื้นที่ โดยพื้นที่ดังกล่าวได้ถูกแผ้วถาง และทำลายทรัพยากรป่าไม้ไปเป็นเนื้อที่ประมาณ 690 ไร่ ทำให้รัฐได้รับความเสียหายถูกยึดถือครอบครองที่ดินและทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลาย
         ส่วนปมความขัดแย้งในการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าว ระหว่าง "นายสมพงษ์  และ "นางสุชา" ที่ถูกยิงเสียชีวิต "พ.ต.ท.ประวุธ" ระบุว่า  เรื่องนี้ได้ถูกนำมาพิจารณาเป็นประเด็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการฆาตกรรม "นางสุชา"  โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับเรื่องการเสียชีวิตของ "นางสุชา" เป็นคดีพิเศษอีกส่วนหนึ่ง เบื้องต้นศาลจังหวัดราชบุรี ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก "นายชัชวาลย์ หรือติ เกิดเกียรติกุล"  ผู้ทำการชี้เป้ายิง "นางสุชา" เป็นเวลา 33 ปี เมื่อปลายปี 2554 ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้รวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อนำผู้กระทำผิดที่ใช้ จ้าง วาน มาดำเนินคดีตามกฎหมาย
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อสาวถึงผู้บงการสังหาร "นางสุชา" ของดีเอสไอนั้น ถือเป็นคดีที่รอการพิสูจน์ และชวนติดตามอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นคดีสะเทือนขวัญ และอาจเกี่ยวพันโยงใยกันในหลายมิติ การมาตะลอนฯ ของผมในครั้งนี้ นอกจากจะได้ประสบการณ์ใหม่ๆ แล้ว แถมยังกินอาหารมื้อเที่ยง (ข้าวกล่อง) ช่วงแดดเปรี้ยงๆ ท่ามกลางป่าเขา ลำเนาไพร มองไปเห็นภูเขาหัวโล้น จากฝีมือมนุษย์  ก็ถือว่าได้บรยากาศพอสมควร หรืออาจเป็นเพราะว่าหิวก็ไม่ทราบได้ แต่ถ้าผ่านมาจังหวัด

ราชบุรี อยากกินอาหารในบรรยากาศแบบคาวบอย...คาวบอยยยย..!
               ผมคงต้องแนะนำ "คาวบอย คาเฟ่" ร้านดังของจังหวัดราชบุรี เป็นร้านอาหารไทย-อเมริกัน ตั้งอยู่ตรงถนนเพชรเกษม กม.ที่ 108 เลยทางเลี่ยงเมืองราชบุรีมาประมาณ 1.5 กิโล หน้าร้านมีป้ายชื่อตั้งเด่นอยู่ริมทาง ร้านจะเปิดประมาณ 11 โมง และปิดประมาณ 5 ทุ่ม อาหารที่เป็นเมนูแนะนำ ก็มีหลากหลายเมนู ทั้ง กุ้งทอดซอสมะนาว เพราะว่ากรอบอร่อย  กะหล่ำปลีสินสมุทร ที่แม้ว่าหน้าตาจะดูธรรมดาสุดๆ แต่รับรองว่าอร่อย และอื่นๆอีกเพียบ...พื้นที่วันนี้หมดขอลาไปก่อนก็แล้วกัน...!!!!
                                                               นวบ เมืองธน




        

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

"น้ำตกตาดผาส้วม" ห้องนอนเจ้าบ่าว-เจ้าสาว

            "ตะลอนตามอำเภอใจ"- "ปากเซ" หรือ เมืองปากเซ  แขวงจำปาสัก สปป.ลาว หรือ "ลาวใต้"  แขวงจำปาสัก ถือได้ว่าเป็นแขวงที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศลาว มีพลเมืองประมาณ 5แสนกว่าคน มีเนื้อที่ประมาณ 15,410 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศ เป็นป่าเขา มีอาณาเขตพื้นดินติดกับประเทศไทย  ซึ่งสามารถเดินทาง เข้า -ออก ผ่านทางด่านช่องเม็ก ที่อำเภอสิรินธรของไทย
       "แขวงจำปาสัก" ถือเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งถ้าดูตามแผนที่ในเขตการปกครองของประเทศแล้ว ดินแดนแขวงจำปาสัก จะตั้งอยู่ทางภาคใต้สุดของสปป.ลาว ที่มีชายแดนติดกับหลายแขวงด้วยกัน รวมทั้งประเทศไทย และกัมพูชา โดยทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียง
เหนือ จะติดกับ แขวงสาระหวัน สปป.ลาว ทิศตะวันออก ติดกับ แขวงเซกอง และแขวง อัตตะบือ สปป.ลาว ทิศใต้ ติดกับประเทศกัมพูชา ทิศตะวันตก ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี ของไทย
           นอกจากนี้ "แขวงจำปาสัก" ยังเป็นศูนย์กลางทางด้าน เศรษฐกิจ ใน 4 แขวง
ภาคใต้ ของ สปป.ลาว อีกทั้งยังมีบทบาทเขื่อมโยง ทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม กับหลายประเทศในภาคพื้นด้วย ขณะเดียวกันที่ตั้ง และภูมิประเทศ มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และแหล่งวัฒนธรรม จนกระทั่ง "แขวงจำปาสัก" ได้มีการตั้งสมยานามว่าเป็นดินแดน " ช้างป่างานิล " ซึ่งเป็นดินแดน วัตถุโบราณ มีปูชนียสถาน อันลือชื่อหลายแห่ง
        ส่วนแหล่งท่องเที่ยวมีชื่อเสียงหลัก ๆ จะประกอบไปด้วย น้ำตกตาดหลี่ผี, คอนพะเพ็ง,
 ชมทางรถไฟที่สร้างขึ้นใน สมัยฝรั่งเศส อยู่ในพื้นที่เขตเมืองโขง แขวงจำปาสัก ,ตาดผาส้วม ที่ เมืองบาจรงเจริญสุข ,ตาดฟาน ซึ่งเป็นตาดที่สูงที่สุด ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติ ของป่าเขาลำเนาไพร ที่เมืองปากช่อง ,ธรรมชาติของชีวิตสัตว์ เช่น ช้างที่บ้าน พะโพ โดยอนุญาติให้ นักท่องไพร ทั้งหลาย ได้ขี่ช้างชมธรรมชาติ ที่เมืองปะทุมพร ,เขื่อนผลิตไฟฟ้า ซึ่งเป็นแหล่งที่ สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ที่น้ำตกเซเซ็ด และ น้ำตกห้วยเหาะ เขตเมืองปากช่อง และทิวทัศบริเวณ ท่าแพ ท่าข้ามแม่น้ำโขง ระหว่าง เมืองเก่า กับเมืองปากเซ
        แหล่งวัฒนธรรม แขวงจำปาสัก มีแหล่งอารยธรรมหลายแห่งด้วยกัน ประกอบ ด้วย วัดพู ซึ่งเป็น เมืองโบราณ ของ จำปาสัก ,พูอาสา ที่เมืองปะทุมพร ,เรือนหินแกะสลัก ที่ เมืองสุขุมา
       สำหรับงานบุญประเพณี สำคัญๆ ได้แก่ งานบุญแข่งเรือออกพรรษา ที่ เซโดน เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก ,งานบุญนมัสกาล ปราสาทหินวัดพู ชมพิธีแห่นางสีดา ประจำปี ,งานบุญนมัสกาลอุมิง เรือนหิน ที่ เมืองปะทุมพร อาหาร และของที่ระลึก ,ผลไม้ปลอดสารพิษ ที่เมืองปากช่อง เมืองบาจรงเจริญสุข , ปิ้งไก่, ข้าวหลาม, ต้มไก่ใส่ไข่มดแดง ใน งานบุญวัดพู ,อาหารปลาสดๆ ที่ ดอนโขง และที่ คอนพะเพ็ง เขตเมืองโขง และสิ้นผ้าไหม โดยฝีมือชาวบ้านอันปราณีต และลือชื่อ ที่ บ้านสะพ่าย เมืองชนะสมบูรณ์
              ส่วนการเดินทางไปเมืองปากเซจากประเทศไทย สามารถทำได้โดย ผ่านพรมแดนที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี แล้วเดินทางมาตามทางหลวงหมายเลข 10 ของลาว และเมื่อถึงแม่น้ำโขง ก็ต้องข้ามสะพานมิตรภาพลาว-ญี่ปุ่น จึงจะมาถึงเมืองปากเซ ปัจจุบันมีรถประจำทางออกจากจ.อุบลราชธานี มาถึงปากเซโดยตรง จากปากเซถึง ช่องเม็ก ระยะทางเพียง 44 กิโลเมตร เท่านั้นเองครับ
        ผมเกริ่นถึง "เมืองปากเซ" แน่นอนครับว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ลาวใต้" ปากเซ จำปาสัก หรือลาวใต้ บรรยากาศ ไม่แตกต่าง จากจังหวัดทางภาคเหนือของไทยเรามากนัก เนื่องจากมีภูเขาล้อมรอบ "ปากเซ" ถือเป็นเมืองเอกของแขวงจำปาศักดิ์ อยู่ริมแม่น้ำโขง ถือเป็นเมืองใหม่ของสปป.ลาว ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำเซโดน ที่บรรจบกับแม่น้ำโขง "ปากเซ " นอกจากจะเป็นเมืองที่มีสำคัญทางด้านเศรษฐกิจของสปป.ลาวแล้ว แขวงจำปาสัก ยังมีหลากหลายชนชาติ เข้ามาดำรงชีวิตอยู่ที่เมืองแห่งนี้
         "น้ำตกตาดผาส้วม" เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งผมได้มาตะลอนฯในทริปนี้  อ่อหลายคนที่ยังไม่รู้จัก "ผาส้วม" อาจจะเข้าใจว่ามันน่าเที่ยวตรงไหน เอาส้วมไปตั้งบนหน้าผาหรือไง ผมคงต้องอธิบายว่า คำว่า “ส้วม” ของลาว หมายถึง ห้องนอนของเจ้าบ่าว-เจ้าสาว ซึ่งตรงข้ามกับคำว่า “ส้วม”ของไทยครับ แม้ไทย-ลาว จะเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน โดยที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ในการสื่อสารกัน เพราะภาษาลาว การพูดก็คล้ายๆภาษาอีสานบ้านเรา แต่ก็มีบางประโยค และความหมายแตกต่างกันครับ
           "น้ำตกตาดผาส้วม" เป็น
 น้ำตกที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีธรรมชาติป่าไม้ให้ร่มเงา นำมาซึ่งความชุมชื้นและร่มเย็น ให้กับนักท่องเที่ยวได้สัมผัสไอน้ำอันเย็นฉ่ำ พร้อมชมความงามของน้ำตก ท่ามกลางแท่งหินยักษ์ เหมือนกับถูกนำมาเรียงร้อยตกแต่งไว้ เป็นห้องนอนสวยงามยิ่งใหญ่อลังการ ซึ่งเรียกว่า “ถ้ำบิดามาเจียง”(ชาย) และในบริเวณเดียวกัน ยังมีน้ำตกขนาดเล็กที่ชื่อว่า น้ำตกตาดมะแงว(หญิง) ซึ่งมีน้ำตกไหลตลอดทั้งปีเช่นเดียวกัน
       น้ำตกทั้งสองแห่ง น้ำสะอาดใสบริสุทธิ์ ไหลมาจากภูเขาเทวดา หรือภูเขาไฟที่ระเบิดแล้วเมื่อ 500 ปี ลงสู่ห้วยวังเรียง และลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป นักท่องเที่ยวสามารถอาบน้ำได้อย่างสบาย แถมยังมีรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัย ได้พักค้างแรมกลางป่าทึบ ฟังเสียงน้ำตก จักจั่นเรไร และ
 สัตว์ป่า ซึ่งเป็นการสัมผัสและใกล้ชิดธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ หาชมได้ยาก ป่าไม้ยังไม่ถูกทำลายมากนัก ซึ่งเป็นอีกเสน่ห์อย่างหนึ่งของธรรมชาติแห่งนี้ ที่สามารถสะกดจิตนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมได้มาก
           ที่สำคัญมีตำนานเล่าว่า "น้ำตกผาส้วม" เป็นห้องนอนของเจ้าบ่าวเจ้าสาวดังชื่อข้างต้นที่มีการพัวพันกัน ย้อนกลับไปช่วงกลางปี 1996 คุณวิมล กิจบำรุง ได้เข้ามาพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวใน ส.ป.ป.ลาว และได้ใช้เวลาออกแบบกว่า 2 ปี ในการก่อสร้าง และได้รับอนุญาตให้เริ่มก่อสร้างในปี 1999 โดยใช้แรงงานท้องถิ่น สภาพของน้ำตก เมื่อก่อน
 เป็นทางเกวียนเล็ก ๆ บริเวณน้ำตกเต็มไปด้วยขยะเป็นจำนวนมากและไม่มีสัตว์มึชีวิตอาศัยอยู่ เนื่องจากระหว่างการก่อสร้างแรงงานเหล่านั้นจะยิงนก และจับปลาในน้ำ
          "คุณวิมล" จึงได้จัดตั้งโรงครัวทำอาหารให้คนงาน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการจับปลา และไม่ให้ยิงนก การสร้างนั้นได้ใช้ช้างเข้ามาช่วยลากต้นไม้ที่ล้มตายแล้ว หรือไหลมาตามลำห้วย เพื่อนำมาสร้างร้านอาหาร  และภายนอกได้มีการจัดทำถนน และปรับพื้นทั่วไป ก้อนหินจำนวนมากถูกขนมาจัดเรียงให้เป็นกำแพงกั้นดินที่ต่างระดับ ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายชนิดถูกขุดล้อม จากภายนอกเข้ามาปลูก เพื่อตกแต่งในบริเวณโครงการ เช่น ไม้ดอกหอม ไม้ประดับ ผลไม้หลายชินด ซึ่งเป็นไม้มีค่าหายากถูกนำมาปลูกแทนไม่ต่ำกว่า 5,000 ต้น
บริเวณน้ำตกได้ถูกเติมแต่งจากเดิมเป็นร่องน้ำเล็ก ๆ กลางแผ่นหิน ทางน้ำถูกบังคับขยายให้มาตกทั่ว ๆ ไปตามหน้าผา มีการตกแต่งก้อนหิน เพื่อให้น้ำตกกระทบให้งดงามแผ่กว้างขึ้นหลายจุดภายในโครงการได้รวบรวมหมู่บ้านโบราณหลายชนเผ่าที่ยังมีเอกลักษณ์เหลืออยู่ พร้อมทั้งจัดทำพิพิธภัณฑ์ชนเผ่าไว้ด้วย บ้านพักของโครงการถูกตัดแปลง จากบ้านต้นแบบของชนเผ่า ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว พนักงานในโครงการประกอบด้วยชนเผ่า ประมาณ 8 ชนเผ่า ร่วมใจกันบริการแขกที่มาเยือน
               ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ที่สำคัญ "น้ำตกผาส้วม" นอกจากจะเป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งของแขวงจำปาสักแล้ว ยังเป็นน้ำตกที่ไหลลงมาจากที่สูง โดยตัวน้ำตกมีลักษณะโค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม น้ำที่ไหลลงมาสาดกระเซ็นสวยงามมากเมื่อได้พบเห็น ด้านบนน้ำตก สามารถเล่นน้ำได้ โดยเป็นแอ่งขนาดใหญ่ น้ำไม่ลึกมาก และนักท่องเที่ยวยังสามารถรับประทานอาหารอร่อย ๆ โดยไม่ใส่ผงชูรสได้ จากร้านอาหารที่ติดกับ "น้ำตกตาดผาส้วม" ท่ามกลางธรรมชาติ มีอยู่ร้านเดียวครับ บรรยากาศดีมาก รสชาติอาหารใช้ได้
            โดยเฉพาะ "ส้มตำปลาร้า" รสชาติเหมือนบ้านเราแน่นอน แต่ราคาแพงกว่ามากครับ เนื่องจากมะละกอต้องสั่งตรงจากต่างประเทศครับ...อันนี้ไม่ชัวร์น่ะรู้แต่ว่ามะละกอเค้าเดินทางมาไกลเลยแพงนิดนึง เพราะเป็นเมนูยอดฮิต....!!!
                                                        นวย เมืองธน

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด วัฒนธรรมไทย-จีน-มอญ

           "ตะลอนตามอำเภอใจ"-"อำเภอปากเกร็ด" ถือเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี ที่มีตำบลมากที่สุด คือ 12 ตำบล แต่ละตำบลแบ่งย่อยออกเป็นหมู่บ้าน รวม 85 หมู่บ้าน หรือ 51 หมู่บ้าน
    หากไม่นับรวมในเขตเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งไม่มีตำแหน่งกำนันและผู้ใหญ่บ้านแล้ว และมีแม่น้ำเจ้าพระยาตัดผ่านตัวอำเภอ สภาพพื้นที่ทางฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่เป็นสวนผลไม้ต่าง ๆ ไร่นา ท้องทุ่ง ปศุสัตว์ ส่วนทางฝั่งตะวันออก อาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เพราะมีที่พักอาศัย อุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และหน่วยงานราชการส่วนกลางของประเทศ
      ในอดีต "อำเภอปากเกร็ด" เคยขึ้นกับจังหวัดพระนครอยู่ช่วงหนึ่ง และบางตำบลเคยอยู่ในอำเภอบางบัวทอง "อำเภอปากเกร็ด" ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัด และอยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ 7.45 กิโลเมตร มีพื้นที่การปกครองทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมีอาณาเขต  ทิศเหนือ ติดต่อ
กับอำเภอลาดหลุมแก้ว และอำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี มีคลองเจ็ก คลองตรง คลองบางตะไนย์ แนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองบ้านใหม่เป็นเส้นแบ่งเขต ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตดอนเมืองและเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร  มีคลองประปาเป็นเส้นแบ่งเขต ทิศใต้ ติดต่อกับ
อำเภอเมืองนนทบุรี มีคลองบางตลาด แนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองวัดแดงเป็นเส้นแบ่งเขต และทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองนนทบุรี และอำเภอบางบัวทอง มีคลองแม่ร่องกร่าง คลองบางบัวทอง คลองขุนมหาดไทย ถนนคันกั้นน้ำสายพระอุดม-บางบัวทอง คลองลำโพ และคลองลาก
 ค้อนเป็นเส้นแบ่งเขต
         "ปากเกร็ด" เป็นคำประสมจากคำว่า "ปาก" ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะเนื่องมาจากชื่อวัดปากอ่าว และคำว่า "เกร็ด" ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ว่า "ห้วงน้ำแคบต่อจากห้วงน้ำใหญ่ทั้งสอง" ดังนั้น คำว่า "ปากเกร็ด" จึงน่าจะหมายถึง บริเวณผืนแผ่นดินที่เป็นปากอ่าว มีอาณาเขตติดต่อกับแม่น้ำใหญ่ นอกจากนี้ ยังสันนิษฐานว่า "ปากเกร็ด" อาจมีที่มาจากคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ เพื่อลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงช่วงที่เริ่มไหลวกเข้าไปในคุ้งบางบัวทอง
 โดยในอดีตผู้คนจะเรียกคลองนี้ว่า "คลองเตร็ดน้อย" และต่อมาเรียกว่า "คลองลัดเกร็ด"  หรือ "แม่น้ำลัดเกร็ด" ซึ่งทำให้เกิดเกาะเกร็ดขึ้นนั่นเอง ส่วนบริเวณต้นคลองลัดนั้นก็เรียกว่า "ปากเกร็ด"
          "อำเภอปากเกร็ด" ในครั้งแรกมีฐานะเป็นแขวงเรียกว่า แขวงตลาดขวัญ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2427 และในปีเดียวกันนั้นก็ได้รับการยกฐานะเป็น "อำเภอปากเกร็ด" มีพระรามัญนนทเขตต์คดี (เนียม นนทนาคร) เป็นนายอำเภอคนแรก ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ในที่ธรณีสงฆ์วัดสนามเหนือ ต่อมาจึงได้
 ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่หมู่ที่ 2 ตำบลปากเกร็ด ในสมัยที่หลวงรามัญนนทเขตต์คดี (เจ็ก นนทนาคร) บุตรชายของพระรามัญนนทเขตต์คดี (เนียม นนทนาคร) ขึ้นเป็นนายอำเภอ จนถึงปี พ.ศ. 2463 กระทรวงนครบาลก็ได้โอนตำบลอ้อมเกร็ดและบางพลับจากอำเภอบางบัวทองกับตำบลท่าอิฐจากอำเภอนนทบุรีมาขึ้นอยู่ในการปกครองของทางอำเภอด้วย
     ผมเกริ่นเรื่องราวของ "อำเภอปากเกร็ด" เสียยาวเหยียดแน่นอนครับว่ามีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  ที่ตลาดเก่าปากเกร็ด หรือตลาดเก่าริมน้ำของ 3 ชนชาติ คือ ไทย จีน และมอญและชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้ ก็เพิ่งฝ่าวิกฤตน้ำอุทกภัยน้ำท่วมปี54 ที่ผ่านมา จนเป็นที่กล่าวขาน และถือเป็นกรณีศึกษา ถึงความสามัคคีของคนในชุมชนในการป้องกันชุมชน การวางแผนรับมือกับน้ำอย่างเหนียวแน่น การเกื้อกูลดูแลกันเองยามเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วม ทำให้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมน้อยมาก และถือเป็นแบบอย่างของชุมชนที่เข้มแข็ง ตอนช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นั้น "ตลาดปากเกร็ด" ถือเป็นแหล่งอาหารสำคัญที่เดียว รถทหาร
 บรรทุกประชาชน ทั้งจากจังหวัดปทุมธานี รังสิต และนนทบุรีบางส่วน แวะเวียนมาซื้อหาของสดของแห้งที่มีอยู่ในตลาดแห่งนี้ไม่ขาดสาย นอกจากเป็นแหล่งจับจ่ายของกินในขณะนั้นแล้ง ราคาข้าวของก็ไม่แพงด้วยครับ
      "ตลาดเก่าริมน้ำ" ยังถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของ "อำเภอปากเกร็ด" เป็นชุมชนชาวน้ำ ที่มีการอยู่อาศัย การประกอบกิจการทำมาค้าขายในแบบพึ่งพา และมีความผูกพันกันตามพื้นที่ริมน้ำ เป็นสภาพสังคมชุมชนพื้นบ้านเก่าแก่
 ของชาวไทยในยุดสมัยก่อน ที่เปียมไปด้วยคุณค่าซึ่งดำเนินมาจวบจนปัจจุบัน "ปากเกร็ด" เคยเป็นท้องถิ่นที่เจริญรุ่งเรืองในฐานะเมืองท่าพาณิชย์ ศูนย์รวมการเดินทาง การค้า และการท่องเที่ยว "ปากเกร็ด" จึงกลายเป็นดังจุดพักรถ เพื่อต่อเรือไปยังที่ต่างๆ
         ภายหลังจาก โครงการก่อสร้างสะพานพระราม 4 ได้รับการอนุมัติ เพื่อสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนและสังคมส่วนรวม ดูเหมือน"ปากเกร็ด" ได้ประสบปัญหาด้านเศรษฐ และสภาพแวดล้อมที่ไม่สะดวกต่อการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตในทุกด้าน กระทั่งการก่อสร้างเสร็จ "ปากเกร็ด" ส่วนหนึ่งกลายเป็นเมืองใต้สะพาน รวมถึงเป็นทางผ่านในการสัญจร ซึ่งแตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา
        โครงการท่องเที่ยวตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด จึงเป็นอีกโครการหลักที่เทศบาลนครปากเกร็ด ได้มุ่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยนำการท่องเที่ยวขึ้นเป็นจุดเด่น ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยหมุนเวียนเม็ดเงิน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้มาเดินทอดน่องที่ "ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด" ถือว่าได้เพลิดเพลินอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีของดีมากมายแล้ว ยังเป็นชุมชนที่ ผสมผสานวัฒนธรรมของชาวไทยสามเชื้อชาติ ไทย-จีน-มอญ ไว้ได้อย่างลงตัว มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยว อาหารคาวหวาน ให้ลิ้มลองหลากหลาย ที่ให้ความเพลิดเพลินกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตริมน้ำ แถมยังไม่นับตลาดสดเทศบาลนครปากเกร็ด และตลาดศรีปากเกร็ด ที่อยู่ใกล้กัน ที่มีทั้งอาหารสด พืชผัก ผลไม้ ของคาวหวาน ให้เลือกซื้อมากมาย  เสื้อผ้าทุกเพศทุกวัย
      ส่วนใครเดินเที่ยวที่ "ตลาดเก่าริมน้ำปากเกร็ด" แล้วผ่านมาแถวป้ายรถเมล์ที่ห้าแยกปากเกร็ด ฝั่งถนนติวานนท์ ทางจะไปจังหวัดปทุมธานี มีร้านอาหารตารมสั่ง หรืออาหารจานด่วน ประเภท ช้าวผัด ข้าวกระเพรา ราดหน้า ฯลฯ ของ "เฮียชัย" ถือว่าใช้ได้ในเวลาเร่งด่วนที่ท้องกำลังหิว ภายในร้านเป็นตึกแถว ผสมผสานกับการขายของชำไปในตัว ก็ได้บรรยากาศไปอีกแบบเหมือนกัน "แม้จะไม่มีใครมาชวนชิม" หรือ "มีใครมารำแล้วชิมก็ตาม" ที่สำคัญเห็น "เฮียชัย" แกผัดข้าวมา

 เกือบ 20 ปีแล้ว ผมบังเอิญผ่านมา "ตะลอนตามอำเภอใจ " แล้วบอกต่อก็แค่นั้น...!!!
                                                        นวย  เมืองธน