วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ชมวิวอ่าวพัทยา อิ่มบุญเขาพระตำหนัก

          ตะลอนตามอำเภอใจ-สัปดาห์ดาที่แล้ว ผมหยิบยกเรื่องราวของ  "หาดจอมเทียน" เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มาเขียนถึง ช่วงที่อพยพหนีน้ำท่วมจากบ้านย่านรังสิต มาที่ เมืองพัทยา ซึ่ง"พัทยา" นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกแล้ว ยังมัประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน พ.ศ. 2310 ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า 3 เดือน "พระเจ้าตากสิน" หยุดพักทัพ ที่บริเวณหน้าวัดใหญ่อินทารามในปัจจุบัน  แล้วเดินทัพมุ่งตรงไปยังจันทบุรี ระหว่างทางได้พักที่บ้านหนองไผ่ ตำบลนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง อีกด้วย
      ในอดีต "เมืองพัทยา" แห่งนี้ ยังเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ต่อวงการบันเทิงภาพยนต์ของไทย ที่ต้องสูญเสียบุคลากรในแวดวงบันเทิงของไทยครั้งสำคัญ ฉากสุดท้ายภาพยนตร์เรื่อง "อินทรีทอง" ซึ่ง "คุณมิตร ชัยบัญชา" แสดงนำฝ่ายชาย และ "คุณเพชรา เชาวราษฎร์" รับบทแสดงนำฝ่ายหญิง
      ขณะที่
"อินทรีทอง" เข้าปราบปรามคนร้ายแล้วก็ต้องหนีตำรวจออกจากรังของคนร้าย โดยใช้เฮลิคอปเตอร์  "คุณมิตร" ได้เลือกสถานที่ถ่ายทำที่แหลมไม้รวก หาดดงตาล พัทยาใต้  จังหวัดชลบุรี และตกลงการถ่ายทำฉากสุดท้ายของเรื่องในเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2513 เวลา 9.00 นาฬิกา
                ฉากสุดท้าย "คุณมิตร" ได้ดัดแปลงจากบทประพันธ์เดิม โดยสมมุติว่า "วาสนา" (คุณเพชรา) เป็นผู้ขับเฮลิคอปเตอร์มารับโรม (อินทรีทอง) และ(คุณมิตร) ซึ่งรับบท "โรม ฤทธิไกร" จะต้องวิ่งหนีตำรวจมา โหนบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ที่บินมารับ แล้วปีนบันไดขึ้นไป กล้องก็จะตามเก็บภาพให้เห็นเฮลิคอปเตอร์พาอินทรีทองลับหายไป
เพื่อให้สมจริงในการถ่ายทำฉากนี้ "คุณมิตร" ตกลงจะแสดงด้วยตัวเอง ได้วิ่งกระโดดเกาะบันไดเชือกของเฮลิคอปเตอร์ โดยมือซ้ายเกาะอยู่ที่ขั้นที่ 4  มือขวาอยู่ที่ขั้นที่ 3 และตามที่ได้ตกลงก่อนถ่ายทำว่า ถ้านักบินได้รู้สึกถึงแรงถ่วงที่บันไดให้นำเครื่องขึ้นได้ทันที ดังนั้นนักบินซึ่งจะมองไม่เห็นนักแสดง จึงได้นำเครื่องขึ้นทันที
             ด้วยแรงกระตุกของเฮลิคอปเตอร์ ทำให้ข้อมือ "คุณมิตร" เคล็ดไม่มีแรงปีนขึ้นบันได ต้องห้อยตัวอยู่ที่บันได และเมื่อเครื่องขึ้นก็มีทั้งแรงลมจากเฮลิคอปเตอร์และแรงลมธรรมชาติ พัดให้ตัวปลิวสะบัดอยู่กลางอากาศกระทั่งข้อมือหัก และในจังหวะที่เครื่องเลี้ยวกลับ
ทำให้มีแรงเหวี่ยงรุนแรงเป็นเหตุให้ "คุณมิตร" ร่วงลงมาร่างกระแทกพื้น ริมจอมปลวกใกล้หนองน้ำ บริเวณแหลมไม้รวก หาดดงตาลพัทยาใต้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พศ. 2513 เวลา 16.13 นาฬิกา ทำให้เสียชีวิตเกือบจะทันที
             ศพของ "คุณมิตร ชัยบัญชา" ถูกตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง มีประชาชนหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานหลายหมื่นคน จนพื้นที่ไม่เพียงพอ ต้องย้ายไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนมาร่วมงานกว่าสามแสนคน "ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช" กล่าวว่า เป็นงานศพของสามัญชนที่มีคนมาร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์
             ตลอดระยะเวลา 13 ปีกว่า "คุณมิตร
 ชัยบัญชา" แสดงหนังทั้งหมด 266 เรื่อง แต่"คุณมิตร" ไม่เคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทองแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนใหญ่เป็นหนังขนาด 16  มม.  เสียงในฟิล์มเพียง 16 เรื่อง แสดงคู่กับนางเอกมากกว่า 29 คน โดยแสดงคู่กับ "คุณเพชรา เชาวราษฎร์" มากที่สุดถึง 172 เรื่อง ทุกวันที่ 8 ตุลาคมของทุกปีจะเป็นวันครบรอบการจากไปของ "คุณมิตร ชัยบัญชา" และในหัวใจของชาวไทย ยังคงมีดาราทองคนนี้อยู่ตลอดกาล
            นอกจาก "หาดจอมเทียน" ที่ผมเขียนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว "เขาพระตำหนัก"  หรือ  "เขาพระบาท" ยังเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งผมมี
 โอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ"  เป็นภูเขาไม่สูงมาก คั่นระหว่าง "หาดพัทยาใต้" กับ "หาดจอมเทียน" ซึ่งบนยอด"เขาพระตำหนัก" ยังเป็นที่ตั้งของ "วัดเขาพระบาท" และอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สถานีวิทยุ ส.ทร.5 ของทหารเรือ โดยเป็นจุดชมวิว ซึ่งได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่างประเทศ โดยจะเปิดให้ขึ้นไปชมได้ระหว่างเวลา 07.00-22.00 น.ของทุกวัน
         "เขาพระตำหนัก" จุดนี้จะแลเห็นทัศนียภาพโค้งอ่าวของบริเวณเมืองพัทยา ทัศนียภาพสวยงามมาก และถือเป็นธรรมเนียม หรืออาจเป็นการแก้บนก็เป็นไปได้ คนที่มาที่นี่จะ
 ต้องจุดประทัด ซึ่งที่จุดประทัดจะอยู่ด้านล่างของอนุสาวรีย์พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์ ลงขั้นบันไดไปนิดหน่อย บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยขยะจากเศษประทัดติดกันก็จะมี "วัดเขาพระบาท" ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และต่าง
 ชาตินิยมแวะเวียนมาทำบุญไม่ขาดสายเช่นกัน บริเวณเชิงเขาพระตำหนัก ก็มีสวนเฉลิมพระเกียรติ โดยถนนพระตำหนัก มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ เป็นสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนออกกำลังกายสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และใกล้ ๆ จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลาง เขต 3
       จุดบริเวณเชิง "เขาพระตำหนัก" นอกจากจะมีสวนเฉลิมพระเกียรติแล้ว ยังมี "วัดพระใหญ่" เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่สุดของจังหวัดชลบุรี นามว่า "พระพุทธสุโขทัยวลัยชลธาร" ที่ประชาชนนิยมเรียกว่า "หลวงพ่อ
 ใหญ่" สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2520 หน้าตักกว้าง 5 วา 9 นิ้ว สูง 9 วา 9 นิ้ว ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปยืน และพระพุทธรูปประจำวันประดิษฐานอยู่โดยรอบ ด้านบนนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลหลังเขาได้ในมุมสูง พร้อมกับสิ่งก่อสร้าง ตึก และอาคารของโรงแรม อพาร์ทเม้นต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกับชายหาดได้อย่างชัดเจน
        นอกจากนี้ก่อนถึง"วัดพระใหญ่"ยังมีสถานที่น่าสนใจ คือ "วังสามเซียน" ซึ่งถึงก่อน "วัดพระใหญ่" อีกแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ประดิษฐาน รูปปั้นของพระโพธิสัตว์กวนอิมประทับอยู่กลางสระน้ำ นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น จำลองประวัติศาสตร์ของประเทศจีนอื่นๆอีกมากมาย อาทิ ห้องเรียนสมัย ขงจื้อ เรื่องราว 24 กตัญญู รูปปั้นจำลอง ราชวงศ์ต่างๆ
ของประเทศจีน รูปปั้นจำลอง พระถังซำจั๋งและศิษย์เอก ระฆังแห่งคุณธรรม ม้าศึกกวนอู บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยต้นไม้ มองเห็นทิวทัศน์เมืองพัทยาได้อย่างชัดเจน มีร้านอาหารไว้บริการเปิดบริการทุกวัน แถมยังเข้าชมฟรีอีกด้วย
       ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" จารึกแผ่นศิลาใน "วัง
 สามเซียน" เมื่อปีพ.ศ. 2532 จารึกไว้ว่า "เขาพัทยา ภูผาตระหง่าน  ชูสล้างเงื้อมง่ำ ฝั่งชล ครั้งหนึ่งพระเจ้าตากสิน เคยพักทัพ ณ ที่นี้ เพื่อกอบกู้เอกราชกรุงสยาม  แมกไม้ห้วยน้ำลำธาร ยังคงยืนยง ดุจเก่าก่อนพลเป็นพยาน ข้าพเจ้าทั้งหลาย ซาบซึ้งในทิวทัศน์ธรรมชาติ ประกอบกับคุณค่าในประวัติ  จึงได้ร่วมแรงกันสร้างถนนขึ้นถึงยอดเขา  และสร้างศาลเทพเจ้าแห่ง ฮก ลก ซิ่ว  เพื่อผดุงเสริมความงามและความศักดิ์สิทธิ์ ให้เขาลูกนี้สถิตสถาพรต่อไป"
            ส่วนการเดินทางมาที่ "เขาพระตำหนัก"  จากพัทยาเหนือ-กลาง-ใต้ โดย
 ถ.สุขุมวิท ให้เลี้ยวขวาตรงป้ายที่บอกว่าไปพัทยาใต้ แล้วเลี้ยวซ้ายที่ไฟแดงแรก ขับมาอีกนิดนึงก็จะเจอ 5 แยก ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ถ.พระตำหนัก แล้วก็เลี้ยวขวาอีกครั้ง ไปทางเดียวกับ Royal Cliff beach Garden ขับรถขึ้นไปได้ ทางขึ้นกับทางลง คนละทางกัน
            อ๋อ ! ผมลืมบอกไปหากมาชมวิวที่ "เขาพระตำหนัก" แล้วเกิดหิวขึ้นมา ก็มีร้านลูกชิ้นหมูปิ้ง ร้านขายน้ำมะพร้าวกินเย็นๆชื่นใจ หรือจะนั่งจิ๊บกาแฟแบบผม ชมทิวทัศน์อ่าวพัทยาไปด้วย ก็ถือเป็นการเพิ่มอัตถรสยิ่งขึ้น นานๆ ได้มีโอกาสทำบุญสักครั้ง ถือเป็นเรื่องมงคลให้กับชีวิต ถึงแม้ "เขาพระตำหนัก" แห่งนี้จะอยู่ใกล้กับกรุงเทพมหานคร แต่ก็น้อยครั้งมากที่จะตั้งใจเดินทางมาทำบุญเหมือนเช่นครั้งนี้ วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                       นวย  เมืองธน

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

หนีน้ำท่วมรังสิต แวะเวียนหาดจอมเทียน

           ตะลอนตามอำเภอใจ-ากเอ่ยถึง "เมืองพัทยา" น้อยคนนักที่จะบอกว่าไม่รู้จัก เพราะถือเป็นเมืองท่องเที่ยวทางภาคตะวันออกของไทย ที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกต่างรู้จักเป็นอย่างดี และถือเป็นเมืองเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว
ที่นักท่องเที่ยวจากทวีปยุโรป เอเชีย ฯลฯ นิยมมาพักผ่อนสัมผัสธรรมชาติ ทะเล ชายหาด และอาบแดด โดย เฉพาะหาดทรายที่ ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งทะเล จัดได้ว่ามีความสวยงามอีกแห่งของประเทศไทย อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ 140 กิโลเมตร ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลทาง
 ทิศตะวันออกของอ่าวไทย ซึ่ง"เมืองพัทยา" แบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ พัทยาเหนือ พัทยากลาง พัทยาใต้ และหาดจอมเทียน
          "เมืองพัทยา" นอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ ที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังมีแหล่งกิน แหล่งเที่ยว มากมาย โดยเฉพาะสถานบันเทิงในยามราตรี  ที่ผุดขึ้นในรูปแบบต่างๆ จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกอีกด้วย ปัจจุบัน "เมืองพัทยา" ถือเป็นเขตปกครองพิเศษเขตหนึ่ง ที่ตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา ฉบับวันที่ 29 พฤจิกายน พ.ศ. 2521 เทียบเท่าเทศบาลนคร ในเขตจังหวัดชลบุรี
         สำหรับประวัติ "เมืองพัทยา" มีคำบอกเล่าต่อกันมาว่า เมื่อ พ.ศ. 2310 ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า 3 เดือน 
"พระเจ้าตากสิน" ขณะนั้นยังเป็น "พระยากำแพงเพชร" ลงความเห็นว่า หากกรุงศรีอยุธยายังต่อสู้กับพม่าอย่างอ่อนแอ เช่นนี้ ต่อไปจะต้องสูญเสียกรุงศรีอยุธยาให้พม่าอย่างแน่นอน พระองค์ท่าน จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกออกไปตั้งหลักใหม่ ให้มีกำลังทัพเข้มแข็งขึ้นค่อยกลับมากู้กรุงศรีอยุธยา
 คืน "พระเจ้าตากสิน" ได้เริ่มเคลื่อนทัพออกจากค่ายวัดพิชัยสงคราม มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สู้พลางร่นถอยหนีการตามล่า ของทหารพม่าไปพลาง จนกระทั่งเลยเข้าแขวงเมืองชลบุรี และหยุดพักทัพ ที่บริเวณหน้าวัดใหญ่อินทารามในปัจจุบัน  แล้วเดินทัพมุ่งตรงไปยังจันทบุรี ระหว่างทางได้พักที่บ้านหนองไผ่ ตำบลนาเกลือ แขวงเมืองบางละมุง ปัจจุบันอยู่ด้านหลังสถานีตำรวจภูธรพัทยา
       ตามพระราชพงศาวดารฉบับ พระราชหัตถเลขาเล่ม 2 กล่าวเอาไว้ว่า ขณะที่ "นายกลม" เป็นนายชุมนุมคุมไพร่ พลอยู่ที่นั่น
ตั้งทัพคอยสกัดคิดจะต่อรอง "พระเจ้าตากสิน" ในตอนนั้นขึ้นช้างพลายถือปืนนกสับรางแดง พร้อมด้วยพลทหารที่ร่วมเดินทางมาแห่ล้อมหน้าหลัง ตรงเข้าไปในระหว่างพวกพล "นายกลม" มาสกัดอยู่ ด้วยเดชะบารมีบันดาลให้ "นายกลม" เกิดเกรงกลัวพระเดชานุภาพวางอาวุธสิ้น พาพรรคพวกพล เข้าร่วมกองทัพกับ "พระเจ้าตากสิน"  จากนั้น "พระเจ้าตากสิน" ก็นำทัพไปหยุดประทับ ณ สถานที่ที่มีหนองน้ำครั้งรุ่งขึ้น หรือวันอังคารแรม 6 ค่ำ เดือนยี่
         "นายกลม" จึงนำไพร่พลหนึ่งหมี่นนำทัพไปถึง ณ ตำบลหนึ่ง และหยุดพักเสียหนึ่งคืน วันต่อมาจึงเดินทัพมาถึง นาจอมเทียน และทุ่งไก่เตี้ย สัตหีบ โดยหยุดพักแรมแห่งละคืน ต่อมาชาวบ้านก็เรียกตำบลนี้ว่า "ทัพพระยา" และเปลี่ยนมาเรียกใหม่ "พัทธยา" เนื่องจากเห็นว่าตรงบริเวณที่ "พระเจ้าตากสิน" มาตั้งทัพนั้นทำเลดี และมีลมทะเลชื่อ "ลมพัทธยา" ซึ่งก็คือลมที่พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ไปทิศตะวันออกเฉียงเหนือในต้นฤดูฝน จึงเรียกสถานที่ แห่งนี้ว่า "หมู่บ้านพัทธยา" ต่อมาปัจจุบันคำว่า "พัทธยา" ได้เขียนใหม่เป็น "พัทยา"
         ส่วนอีกเหตุการณ์สำคัญ ที่ทำให้ "พัทยา" เป็นที่รู้จักไปทั่ว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2502 เมื่อมีรถบรรทุกขนาดใหญ่ของทหารอเมริกันประมาณ 4-5 คัน บรรทุกทหารเต็มคันรถ ประมาณคันละ 100 คน จากจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งที่นั่นมีฐานทัพของทหารอเมริกันอยู่ มุ่งมาสู่ "พัทยา" และมาเช่าบ้านตาก
 อากาศของพระยาสุนทร บริเวณตอนใต้ของหาด โดยผลัดกันมาพักผ่อนเป็นงวด งวดละสัปดาห์ จากพฤติกรรมของทหารอเมริกัน เช่นนี้ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นการท่องเที่ยวเมืองพัทยาในตอนนี้เอง จากสภาพหมู่บ้านชายทะเลที่เงียบสงบ ก็พลันเปลี่ยนกลับกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวตากอากาศ ในเวลาต่อมา "หมู่บ้านพัทยา" ก็ถูกพัฒนาเป็นเมืองท่องเที่ยวขึ้นชื่อ ในระดับนานาชาติ เป็นที่รู้จักไปทั่วทุกมุมโลก จนกระทั่งปัจจุบัน
           ผมหยิบยกเรื่องราวของ "เมืองพัทยา" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" 
 ช่วงที่อพยพหนีน้ำท่วมจากบ้านย่านรังสิต มาที่ "เมืองพัทยา" แห่งนี้ และมีโอกาสมาแวะเวียน "หาดจอมเทียน" ซึ่งเป็นหาดทรายสวยงามทอดตัวเป็นแนวยาว อยู่ห่างจาก "พัทยาใต้" ประมาณ 4 กิโลเมตร ตามถนนเลียบชายหาด หรือแยกขวาจากถนนสุขุมวิท ตรงกิโลเมตรที่ 150.5 เข้าไปอีก 2 กิโลเมตร เป็นสถานที่ ซึ่งนักท่องเที่ยวทั้งคนไทย และต่างชาติ นิยมพาครอบครัวมาพักผ่อน เนื่องจากเป็นชายหาดที่สงบ และมีสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนน้อย เมื่อเปรียบเทียบ กับหาดพัทยา "หาดจอมเทียน" นั้นมีชายหาดที่ยาวแถมน้ำทะเลยังสะอาดกว่า และยังเป็นสถานที่เหมาะสำหรับการว่ายน้ำด้วย
ส่วนการเดินทางจากกรุงเทพ ฯ สามารถเดินทางไปจังหวัดชลบุรีได้ 4 เส้นทาง โดยใช้เส้นทางสายบางนา-ตราด ทางหลวงหมายเลข
34 เข้าสู่จังหวัดชลบุรี เส้นทางสายกรุงเทพฯ-มีนบุรี ทางหลวงหมายเลข 304 ผ่านจังหวัดฉะเชิงเทรา-บางปะกง เข้าสู่จังหวัดชลบุรี เส้นทางสายเก่า ถนนสุขุมวิท ทางหลวงหมายเลข 3 ผ่านจังหวัดสมุทรปราการ ไปจนถึงแยกอำเภอบางปะกง และให้แยกเข้าสู่เส้นทางหมายเลข 34
 ไปจนถึงจังหวัดชลบุรี และเส้นทางหลวงพิเศษ (MOTOR WAY) สายกรุงเทพฯ-ชลบุรี-พัทยา หากมารถโดยสารประจำทาง สามารถขึ้นรถจากสถานีเอกมัย มีทั้งรถโดยสารแบบธรรมดา และรถโดยสายปรับอากาศ
            ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการมาพักผ่อน "หาดจอมเทียน" นั้นมนต์เสน่ห์ อย่างหนึ่งเห็นจะหนี้ไม่พ้น การที่มีบรรดาพ่อค้า แม้ค้ามาเร่ขายอาหารให้กับนักท่องเที่ยวบริเวณหาดทราย และ "ลุงจิตร" วันชัย สระแก้ว ชาวจังหวัดสุรินทร์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มายึดอาชีพขาย ปู กุ้ง ชุปแป้งทอด

 ให้กับนักท่องเที่ยวในย่านนี้ น่ากินทีเดียว ใครแวะเวียนมาหาดจอมเทียน สามารถอุดหนุนกันได้ เพราะ "ลุงจิตร"ยึดอาชีพนี้มากว่า 20 ปีแล้วครับ
        ส่วน "พี่น้อย" สมพงษ์ ชื่นบาน ชาวจังหวัดยโสธร ที่มายึดอาชีพเร่ขายอาหารซีฟู๊ด ด้วยจักรยานยนต์พ่วงข้าง มีทั้งเมี่ยงปลา ปลาเผา หอยแครงเผา หอยแมลงภู่เผา ฯลฯ ในย่านหาดจอมเทียน เป็นเวลา 4-5 ปี  บอกว่าลูกค้าจะมีทั้งคนไทย และต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย จะนิยมมาอุดหนุนซีฟู๊ดของตนเองมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะปลาเผาเกลือ "คนรัสเซีย"ชอบมาก ส่วนราคาที่ขายนั้น "พี่น้อย" บอกว่าทั้งคนไทย และต่างชาติขายราคาเท่ากันไม่มีชาร์จแน่นอน หากใครผ่านมาอยากอุดหนุนซีฟู๊ด ช่วงเย็นๆ"พี่น้อย" จะปักหลักอยู่แถวหน้าธนาคารกรุงเทพ สาขาจอมเทียน มาลองลิ้มชิมรสกันได้ วันนี้ลาไปก่อนครับ...!!!
                                                              นวย  เมืองธน

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลุยน้ำท่วม ส้มตำ..ไก่ย่าง..สุดยอดอ่ะ

           ตะลอนตามอำเภอใจ-"น้ำ" ว่ากันว่าเป็นทรัพยากร ที่สามารถเกิดหมุนเวียน ไม่มีวันหมดสิ้น เมื่อไอน้ำลอยสู่อากาศ จะได้รับความเย็นและกลั่นตัวกลายเป็นละอองน้ำเล็กๆ
ลอยจับตัวกันเป็นกลุ่มเฆม เมื่อจับตัวกันมากขึ้น และกระทบความเย็นก็จะกลั่นตัวกลายเป็นหยดน้ำตกลงสู่พื้นโลก น้ำบนพื้นโลกจะระเหยกลายเป็นไอน้ำอีกเมื่อได้รับความร้อนจากดวงทิตย์
โลก น้ำบนพื้นโลกจะ
ระเหยกลายเป็นไอน้ำอีกเมื่อได้รับความร้อนจากดวงทิตย์ ไอน้ำจะรวมตัวกันเป็นเมฆและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำกระบวนการเหล่านี้ ถือเป็นวัฏจักรหมุนเวียนต่อเนื่องกันตลอดเวลา เรียกว่า วัฏจักรน้ำทำให้มีน้ำเกิดขึ้นบนผิวโลกอยู่สม่ำเสมอ
   "น้ำ" ถือเป็นแหล่งกำเนิดชีวิตของสัตว์ พืช และมนุษย์ นอกจากนี้ น้ำยังมีความจำเป็นในภาคเกษตรกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ  แต่อุทกภัยวิกฤติน้ำท่วมใน
 บ้านเรา หลายๆจังหวัด ของประเทศไทย ขณะนี้นั้น ดูเหมือนว่าปัญหาขาดน้ำคงเป็นไปไม่ได้ เพราะวิกฤติน้ำท่วมขณะนี้นั้น ประชาชนในหลายพื้นที่กำลังลำบากอย่างหนัก ซึ่งบางพื้นที่อยู่ในขั้นแสนสาหัส ด้วยเหตุที่น้ำล้นจนเกินความจำเป็น
กลายเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ  คร่าชีวิต ทำลายทรัพสินของประชนและหน่วยงานรัฐ  ในสถานการณ์ขณะนี้ ถือว่าสาหัสจริงๆ โดยเฉพาะมวลน้ำมากมาย ที่กำลังมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของเรา อย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ ทางด้านเศรษฐกิจ และความมั่นคงของชาติ
ปัญหาของทรัพยากรน้ำ สำคัญๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และปัจจุบัน มีอยู่หลายกรณี เช่น ปัญหาการมีน้ำน้อยเกินไป เกิดการขาดแคลนอันเป็นผลเนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ปริมาณน้ำฝนน้อยลง เกิดความแห้งแล้งเสียหายต่อพืชเพาะปลูก และการเลี้ยงสัตว์ ปัญหาการมีน้ำมากเกินไป เป็นผลมาจากการตัดไม้มากเกินไป ทำให้เกิดน้ำท่วมไหลบ่าในฤดูฝน สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาน้ำเสีย เป็นปัญหาใหม่ในปัจจุบัน
 สาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำเสียได้แก่ น้ำทิ้งจากบ้านเรือน ขยะมูลฝอยและสิ่งปฎิกูลที่ถูกทิ้งสู่แม่น้ำลำคลอง น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม น้ำฝนที่ชะล้าง พาเอาสารพิษที่ตกค้างจากแหล่งเกษตรกรรมลงสู่แม่น้ำลำคลอง น้ำเสียที่เกิดขึ้นนี้ ส่งผลเสียหายทั้งต่อสุขภาพอนามัย เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ และมนุษย์ ส่งกลิ่นเหม็น รบกวน ทำให้ไม่สามารถนำแหล่งน้ำนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งการอุปโภค บริโภค เกษตรกรรม และอุตสาหกรรม
        สำหรับผลกระทบของน้ำเสียต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากเป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโรค เช่น อหิวาตกโรค บิด ท้องเสีย เป็นแหล่ง
 เพาะพันธุ์ของแมลงนำโรคต่างๆ ทำให้เกิดปัญหามลพิษต่อดิน น้ำ และอากาศ ส่งผลให้เกิดเหตุรำคาญ เช่น กลิ่นเหม็นของน้ำโสโครก ทำให้เกิดการสูญเสียทัศนียภาพ เกิดสภาพน้ำที่มีสีดำคล้ำไปด้วยขยะ และสิ่งปฎิกูล  สูญเสียพันธุ์ปลาบางชนิด จำนวนสัตว์น้ำลดลง เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ
      "น้ำ"มีสมบัติเป็นตัวทำละลายที่ดีมาก จึงไม่ค่อยพบน้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ น้ำสะอาดที่เหมาะสมต่อการบริโภคของมนุษย์ จึงเป็นทรัพยากรที่มีค่ายิ่ง บางประเทศ เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบ
ต่อสังคม และเศรษฐกิจของประเทศนั้นอย่างกว้างขวาง แต่วันนี้หลายจังหวัดของไทย น้ำมันมากเกินจนกลายเป็นอุทกภัย ที่เชื่อว่าคงไม่มีใครปราถนาจะให้เกิด ซึ่งพวกเรา "ชาวน้ำท่วม" คงต้องปรับตัวให้อยู่กับอุทกภัยน้ำท่วมครั้งนี้ อย่างมีสติ อีกนานเลยทีเดียว
ผมหยิบยกเรื่อง"น้ำ" มาบ่นถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ย่านถนนนาวงประชาพัฒนาและหมู่บ้านเมืองเอก ซึ่งทั้ง
สองแห่ง อยู่ในตำบลหลักหก อำเมือง จังหวัดปทุมธานี  ซึ่งมีพื้นที่ติดต่อเขตดอนเมือง  ได้เห็นชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกรอกทรายใส่กระสอบป้องกันน้ำท่วม จนในที่สุดก็ไม่สามารถเอาชนะกระแสน้ำที่ถาโถมได้ ทำให้ถนนนาวงประชาพัฒนา ค่อยๆเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และกลายเป็นคลองน้ำบนถนนในที่สุด ในขณะที่
    ผมเดินทอดน่องผ่านสายน้ำบนถนนที่กลายเป็นคลอง เพื่อเดินถ่ายภาพต่างๆ อยู่นั้น
เห็นเด็กๆเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน หลายครอบครัวหอบข้าวของเพื่ออพยพไปอยู่ที่อื่น เพราะบ้านที่เคยอยู่น้ำท่วมไม่สามารถอยู่ได้อีกต่อไป รถบรรทุกของทหาร วิ่งฝ่าสายน้ำเข้าออกไม่ขาดสาย ชาวบ้านจำนวนมากก็ได้อาศัยรถทหารเนี่ยล่ะ ในการสัญจรไปมา ก็ถือว่าคลายความลำบากในการเดินทางไปมาได้มากทีเดียว แม้จะต้องลุยน้ำออกมารอดักรถทหารที่ผ่านมาก็ตาม บางครั้งเห็นผู้สูงอายุติดรถทหารออกมา สีหน้าและแววตาของผู้เฒ่า ผู้แก่ เหล่านั้นยังบ่งบอกถึงความกังวล และทุกข์ใจอยู่ไม่ใช่น้อยกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ต้องเผชิญอยู่เบื้องหน้า

ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสติดรถบรรทุกข์ของทหารเข้าไปในหมู่บ้านเมืองเอก แถวย่านมหาวิทยาลัยรังสิต แม้แถวนี้น้ำจะยังเข้าไม่ถึง ขณะเดียวกันหลายโครงการในหมู่บ้านนี้ก็มีน้ำท่วมแล้ว ร้านขายอาหารที่มีอยู่ดาษดื่นก็ปิดร้านกันหมด มีร้านส้มตำ อยู่ร้านหนึ่งเยื้องๆกับป้อมตำรวจ ยังคงเปิดขายอยู่ไม่มีชื่อร้าน แต่ผ้ากันเปื้อนเค้าพิมพ์ว่า "มะละกอหอม" คิดว่าน่าจะเป็นชื่อร้าน
จะถามก็เกรงใจ เห็นแม่ค้ารีบเร่งทำอาหารให้ลูกค้า ก็เลยไม่ได้ถาม  แถมมีคนยืนรอซื้อจำนวนหนึ่ง ก็ถือว่าโชคดีของผม ที่อุตส่าห์ลุยน้ำ โบกรถทหารมาถึงตรงนี้ และดูเหมือนว่าสถานการณ์น้ำท่วมขณะนี้ การได้กินข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง มันเข้าขั้นสุดยอดเลยทีเดียว

               ก่อนอำลากันในวันนี้ก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ จงเข้มแข็ง มีสติ ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้ เพราะผมเองก็กำลังเผชิญปัญหาน้ำท่วมเหมือนกัน ขณะปิดต้นฉบับเสร็จก็เป็นเวลา 04.00 น.พอดีเข้าสู่วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม 2554  น้ำท่วมรอบบ้านแล้ว...ง่วงจริงๆครับ...!!!
                                                         นวย  เมืองธน
       ล.หลังจากที่ผมปิดต้นฉบับเรื่องนี้เสร็จสถานการน้ำท่วมในซอยวัดนาวง และหมู่บ้านเมืองเอก น้ำได้ท่วมสูงขึ้นเรื่อยๆถึง 2-3 เมตรในบางพื้นที่ ถูกตัดไฟ ทำให้ชาวบ้านบางส่วนที่ไม่ยอมอพยพไปไหนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส
*********************************