วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตะลุยฟาร์มเห็ดเขาใหญ่

 
           ตะลอนตามอำเภอใจ-ากเอ่ยถึง "เห็ด" ในสมัยก่อนเป็นที่รู้กันว่า "เห็ด" คือผลิตผลที่ได้จากป่า หรือตามสวน ท้ายไร่  ปลายนา คือขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งช่วงฤดูฝนจะมีเห็ดขึ้นชุกชุม
ชาวบ้านส่วนมากจะเก็บ "เห็ด" มาปรุงอาหารกินในครัวเรือน บางครั้งก็เก็บไปขายสร้างรายได้ให้ครอบครัวอีกด้วย ภายหลังมีคนนิยมกินเห็ด หรือบริโภคมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านการเพาะเห็ดที่มีมากขึ้น ทำให้มีการเพาะเห็ดขายในเชิงพาณิชย์ เกิดความคึกคักตามมาด้วย และเราสามารถบริโภคเห็ด ได้ทุกฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็น เห็ดหูหนู ,เห็ดฟาง ,เห็ดนางฟ้า  เห็ดเข็มทอง ฯลฯ  "เห็ด" ยังถือว่ามีคุณค่าทางโภชนาการใกล้เคียงกับผัก แถมเห็ดบางชนิดยังมีโปรตีนสูงอีกด้วย สามารถนำไปทำอาหาร ทั้งชุบแป้งทอด ,ผัด ,ยำ ,แกงจืด ,ต้มยำ และอีกหลากหลายเมนู ที่เดียวเชียว แล้วแต่จะคิดกันขึ้นมา
        ส่วนในประเทศจีนและญี่ปุ่น การกินหรือ
บริโภคเห็ด นิยมนำมาทำน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย  ขณะที่แถวประเทศแถบยุโรป ก็นิยมนำ"เห็ด" ไปปรุงเป็นซุป สำหรับประเทศไทย ก็มีการนำมาผสมในแกงต่าง ๆ รวมถึงต้มยำ และบางชนิด ก็นิยมนำมาต้มจิ้มน้ำพริก และมีการจำหน่ายเห็ด เพื่อการกินหรือบริโภค จนเกิดธุรกิจทำฟาร์มเห็ด หรือการเพาะเห็ด เพื่อจำหน่ายเห็ดสด รวมทั้ง
แปรรูปเห็ดเป็นอาหาาร ต่างๆขึ้นมากมาย  
      "เห็ด" นอกจากจะมีจำนวนมากกว่า 1 แสนชนิดแล้ว ยังพบว่า "เห็ด" ส่วนใหญ่จะเก็บมาจากแหล่งธรรมชาติต่างๆ ทั้งในป่า หรือตามสวน การบริโภคเห็ด จึงต้องระมัดระวัง เพราะเห็ดบางชนิด เป็นเห็ดพิษ เมื่อกินหรือบริโภคเข้าไป อาจทำให้ถึงตายได้ ที่ผ่านมาจึงมีการค้นคว้าศึกษาการเพาะปลูกเห็ด และมีเห็ดจำนวนหลากหลายชนิดสามารถนำมาเพาะขาย จนกลายเป็นการค้าเชิงพาณิชย์ ที่สำคัญ "เห็ด" ยังถือมีประโยชน์ในด้านการนำไปใช้เป็นพืชสมุนไพร ช่วยในการรักษาโรคต่างๆ  เนื่องจากเห็ดไม่มีสารพวกคลอเรสเตอรอลที่ทำให้เกิดโรคเส้นเลือดอุดตัน จึงสามารถป้องกันไขมันในเส้นเลือด โรคความ


ดัน และบำบัดโรคมะเร็งได้  จึงทำให้คนหันมาสนใจเห็ด และนิยมกินหรือ
บริโภคเพิ่มมากขึ้น
      ผมหยิบเรื่องราวของ "เห็ด" มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชม"ฟาร์มเห็ด" ของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" (Khao Yai panorama farm) บน
 เนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ริมถนนธนะรัชต์ หมู่6 ตำบลหนองน้ำแดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ของ "คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์" ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการฟาร์มเห็ด แห่งนี้ และถือเป็นวันดีๆที่ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" จัดพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เปิดตัวธุระกิจฟาร์มเห็ดอย่างเป็นทางการ
         ในช่วงนั้นผมมีโอกาสเดินชม"ฟาร์มเห็ด" ที่รูปแบบโรงเรือนเห็ด ออกแบบลักษณะสไตล์โมเดิร์น ใช้ผนังตาข่าย หลังคาเป็นเหล็กแผ่น มีความโปร่งสามารถระบายอากาศได้ดี ตามแบบที่เห็ดชอบ แถมเป็นช่องลม ทำให้อากาศถ่ายเทดีได้อย่างดีอีกด้วย "น้องเอิน" หรือด.ญ.ปรายดาว สิทธิวงศ์  วัย 8 ขวบ เรียนอยู่ชั้นป.3 โรงเรียนพิชญศึกษา ลูกสาว "คุณปรเมศวร์" ที่มาช่วยงานคุณพ่อที่"ฟาร์มเห็ด" ในวันหยุดเรียนจะคอยเป็น "มัคคุเทศก์" ตัวน้อยๆ และพานักท่องเที่ยวชมโรงเรือนเห็ดชนิดต่างๆ พร้อมอธิบายความรู้ เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของเห็ดแต่ละชนิด ได้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ไม่แพ้"มัคคุเทศก์"มืออาชีพทีเดียวครับ
          "น้องเอิน" บอกว่า "เห็ดนางรม" (ฮังการี) มีสายพันธุ์เดิมมาจากประเทสฮังการี ซึ่งเป็นเมืองหนาว สามารถนำไปทำอาหาร อย่างแกงจืด และชุบแป้งทอด อร่อยมาก ส่วน "เห็ดนางฟ้าภูฐาน" ซึ่งพบที่ประเทศภูฐาน เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับ"เห็ดนางฟ้า" สามารถนำไปทำอาหารประเภทยำ ก็อร่อยไม่แพ้กัน สำหรับ "เห็ดเป๋าฮื้อ" หรือเห็ดหอยโข่งทะเล  มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีนและไต้หวัน  เป็นเห็ดตระกูลเดียวกับ"เห็ดนางฟ้า"และ"เห็ดนางรม" โดยธรรมชาติเห็ดชนิดนี้จะเกิดขึ้นทั่วไปตามเปลือกไม้หรือขอนไม้ผุ ในสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น ประเทศไทย จีน พม่า ลาว และภูฐาน
           ปัจจุบันสามารถเพาะ"เห็ดเป๋าฮื้อ"ได้ผลดีทุกฤดูกาล ในทุกภาคของประเทศ ด้วยวิธีการเพาะลงในถุงพลาสติก นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหาร ที่สูงแล้ว ยังมีสรรพคุณทางยา ที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรียพวกกรัมบวก และป้องกันโรคมะเร็ง และเชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัดช่วยการไหลเวียนของเลือด และโรคกระเพาะได้อีกด้วย "น้องเอิน" บอกว่า เห็ดชนิดนี้ เมื่อนำไปย่าง กินกับน้ำจิ้มจะอร่อยมาก จึงเรียกเมนู "เห็ดเป๋าฮื้อย่าง" ว่า "ปลาหมึกบก" แถมยังไปทำอาหารเมนูต่างๆได้อย่างหลากหลาย เช่น นำไปใส่สุกี้ ก็อร่อยดี
          ขณะที่ "เห็ดโคนญี่ปุ่น" หรือยานางิ
 ดอกเห็ดมีสีน้ำตาลอ่อน จนถึงน้ำตาลออกส้ม ก้านดอกสีขาวเนื้อแน่น รสชาติของเห็ดโคนญี่ปุ่นจะเป็นเอกลักษณะเฉพาะตัว คือจะมีหมวกดอกที่เหนียวนุ่มเหมือนเห็ดหอม แต่บริเวณขาของเห็ดโคนญี่ปุ่นจะกรอบอร่อย เห็ดโคนญี่ปุ่น เป็นเห็ดที่ใช้ประกอบอาหารได้ดี โดยเฉพาะก้านดอกซึ่งมีเนื้อเยื่อยาวและแน่น เวลาเคี้ยว จะได้รสชาติดีคล้ายเห็ดโคน ให้คุณค่าทางอาหารสูงเช่นเดียวกับเห็ดชนิดอื่นๆ  "น้องเอิน" บอกว่า "เห็ดโคนญี่ปุ่น" ที่เห็นอยู่ เอาไปทำสุกี้ โดยเฉพาะเอาไปยำ อร่อยมากทีเดียวล่ะครับ
        "เห็ดชนิดนี้เวลาคุณแม่นำมาประกอบอาหารให้ทาน โดยเฉพาะนำมายำ หนูชอบ
 มากค่ะ เพราะมันอร่อยดี แต่เห็ดชุปแป้งทอดก็ชอบเหมือนกัน "น้องเอิน" บอก
         นอกจากนี้ "น้องเอิน" ยังพาไปดู "เห็ดหูหนูเผือก"  ดอกเห็ดสีขาว สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงจืดวุ้นเส้น ,ยำ  ,ผัดผัก  ,ไก่ผัดขิง  ,กระเพาะปลา ฯลฯ มีสรรพคุณทางยา คือแก้ร้อนใน ส่วน "เห็ดหูหนูดำ"  ในทางแพทย์จีน ถือว่าเป็นยาบำรุงเลือดและพลัง มีส่วนประกอบคล้ายกับเห็ดหูหนูขาว สรรพคุณทางยา ไม่ร้อน ไม่เย็น รสหวาน วิ่งเส้นลม-ปราณไต  เป็นเห็ดที่ได้รับพลังยินสะสม ทำให้

ลดความร้อน หรือเกิดความเย็นแก่กระเพาะอาหารได้ มักนำมาเป็นอาหารสำหรับคนที่มีความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดแดงแข็งตัว ฯลฯ และ "เห็ดนางนวล" ดอกจะบานเป็นสีชมพู ทำอาหารได้อีกหลากหลายเมนู เช่นกัน
        ตะลอนตามอำเภอใจ" มีโอกาสได้สนทนากับ "คุณปรเมศวร์" เจ้าของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" ซึ่ง "คุณปรเมศวร์" บอกว่า "ฟาร์มเห็ด" แห่งนี้ นอกจากจะเปิดเป็นฟาร์มเห็ด ใน

ลักษณะท่องเที่ยวเชิงเกษตรแล้ว คือ นักท่องเที่ยวที่ผ่านมาแถวเขาใหญ่ สามารถมาเยี่ยมชมฟาร์มเห็ด เลือกซื้อ และเก็บเห็ดสดๆด้วยตัวเองแล้ว ที่มีเห็ดที่ยืนพื้นอยู่ประจำ 9 ชนิด ยังจะมีเห็ดชนิดใหม่ๆ ที่เตรียมไว้เพิ่มและหมุนเวียน เช่น เห็ดนางรมทอง เห็ดหัวลิง เห็ดโต่งฝน ที่อยู่ในดินเป็นเห็ดพื้นบ้านของประเทศลาว เห็ดตืนแรด เป็นเห็ดพื้นบ้านของโคราช เป็นเห็ดป่า นอกจากนี้ ยังเตรียมทำโรงก้อนเชื้อ เพื่อต่อไปจะทำเป็นเห็ดชุดในแพ็คเก็จ ของฝาก เพื่อจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวนำไปเพาะสนุกๆ เป็นการเสริมกิจกรรมให้กับการท่องเที่ยว คือ อยู่ระหว่างออก
 แบบว่าจะเป็นในรูปแบบไหน เพื่อสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวในการนำพาก้อนเชื้อเห็ดไปปลูกที่บ้านได้อย่างสะดวก  ดูดีและสวยงาม
         สำหรับ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" แห่งนี้ นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเก็บเห็ดกันสดๆแล้ว ที่นี่ยังนำเห็ดชนิดต่างๆ มาแปรรูปเป็นอาหาร คาว หวาน อีกหลากหลายเมนู อีกด้วย   "คุณปรเมศวร์" บอกว่าการแปรรูปเห็ด นอกจากจะช่วยแก้ไขปัญหากรณีขายเห็ดสดไม่หมดแล้ว ประกอบกับคุณแม่ของ "คุณปรเมศวร์" เองเป็นคนที่ทำอาหารเก่ง และอร่อย จึงเป็นการเริ่มต้นของการแปรรูปเห็ด หลากหลายเมนู ขึ้นมา อาทิ  แหนมเห็ดโคนญี่ปุ่น ,เห็ดโคน
 ลวกจิ้ม ,ปลาหมึกบก กินกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ,ไส้อั่วเห็ด ,น้ำพริกเห็ด น้ำเห็ดเพื่อสุขภาพ , ทองม้วนเห็ด และอีกหลากหลายอย่าง ซึ่งขณะนี้ผลผลิตที่ได้ไม่มีการส่งไปขายในตลาด เพราะปริมาณไม่พอสำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเที่ยวอยู่แล้ว แต่คาดว่าในอนาคตผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเห็ดของ "เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม" คงจะกระจายสู่ตลาดโดยทั่วไป
        ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ในอนาคตหากนักท่องเที่ยวแวะเวียนผ่านมาเที่ยวที่ฟาร์มเห็ด แห่งนี้ อาจจะเห็น "รีสอร์ตเพื่อสุขภาพ" ผุดขึ้นมาแบบครบ
 วงจรอีกด้วย เพราะดูเหมือนว่า "คุณปรเมศวร์" เตรียมลงทุนและลงแรง โดยใช้พื้นที่ 30 ไร่ ติดกับฟาร์มเห็ดแห่งนี้ และคงพื้นที่เดิมซึ่งเป็นสวนมะม่วง และน้อยหน่าเอาไว้ ซึ่งธุระกิจตรงนี้  "คุณปรเมศวร์" บอกว่า ไม่ได้คาดหวังสร้างความร่ำรวย แต่มีจุดหมายว่าอยากจะสร้างธุระกิจตรงนี้เพื่อให้ครอบครัวได้มาอยู่ร่วมกัน...!!!
                                                            นวย เมืองธน


วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งวิถีชีวิตชุมชนมอญ

          "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ช่วงประมาณปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าวโครงการ "กฟน...รักษ์ต้นไม้" เพื่อพัฒนาพื้นที่สีเขียวในโครงการสวนสาธารณะและสวนพฤกษชาติ ศรีนครเขื่อนขัน หรือพื้นที่กระเพาะหมู อำเภอพระปะแดง จังหวัดสมุทรปราการ
       โดย "นายทินกร ง้าวเทพนิมิตร" รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง และ"นายประยุทธ หล่อสุวรรณศิริ" รองอธิบดีกรมป่าไม้  ได้ลงบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ที่ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ชิดลม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงดีๆ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 84 พรรษา
           ซึ่งรองอธิบดีกรมป่าไม้ บอกว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน ณ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ ต.บางกะเจ้า อ.พระประแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของโครงการสวนกลางมหานคร เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2549 วันที่ 30 พ.ย. 2549 และวันที่ 16 พ.ค. 2551 โดยทรงพระราชทานพระราชดำริเพื่อเป็นแนวทางในการ
 อนุรักษ์ และพัฒนาพื้นที่สีเขียวของโครงการสวนกลางมหานคร เพื่อสร้างแนวร่วมอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว ซึ่งเปรียบเสมือนสร้าง "ปอด" เพื่อฟอกอากาศให้คนกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ ดังกล่าว
               ก่อนหน้านี้ ผมก็มีโอกาส มาร่วมกิจกรรม เดิน วิ่ง รวมใจปลูกต้นไม้ให้พ่อ สวนศรีนครเขื่อนขันธ์ มินิมาราธอน ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกับศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ กรมป่าไม้
    สำหรับพื้นที่โครงการสวนกลางมหานครเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ที่อยู่ใกล้กรุงเทพมหานครมากที่สุด  ทางราชการ จึงมีแนวคิดที่จะให้พื้นที่แห่งนี้เอื้อประโยชน์ โดยการเป็นพื้นที่ “ปอด” เพื่อฟอกอากาศให้คนในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร ดังนั้นจึงมีมติคณะรัฐมนตรี
 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2520  จึง ให้อนุรักษ์พื้นที่สีเขียวโครงการสวนกลางมหานคร อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการไว้  และมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2534 อนุมัติโครงการสวนกลางมหานคร ซึ่งการดำเนินงาน
          ที่ผ่านมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535-2542 กรมป่าไม้ สามารถจัดซื้อที่ดินเพื่อ อนุรักษ์ให้เป็นพื้นที่สีเขียวได้จำนวน 1,276 ไร่ และจัดสร้างสวนสาธารณะ เนื้อที่ 148 ไร่ โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงกรุณาโปรดกล้าฯ พระราชทานชื่อสวนสาธารณะและสวน
พฤกษชาติว่า "ศรีนครเขื่อนขันธ์"  ซึ่งหมายถึง สวนสาธารณะที่เป็นศรีแก่นครเขื่อนขันธ์ ซึ่งเป็นชื่อเดิมของอำเภอพระประแดง ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ สำนักโครงการพระราชดำริและกิจการพิเศษ กรมป่าไม้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
 สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริไว้เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของศูนย์จัดการพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศนครเขื่อนขันธ์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2549 "ให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ในวันสำคัญๆ โดยร่วมกันหลายๆ ฝ่าย หลายๆ กิจกรรม เช่น เดิน วิ่ง การกุศล   แล้วมาร่วมกันปลูกต้นไม้จะได้สบายกายสบายใจ"
             ผมหยิบยกเรื่องนี้ มากล่าวถึง เพราะในช่วงที่ได้มาเยือนพื้นที่ "กระเพาะหมู" ของ "พระปะแดง" ก็มีโอกาสมา...ลัลล้า "ตะลอนตามอำใจ" ที่ "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง"  แหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ"พระปะแดง" เค้า ได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวมอญ แถมยังเที่ยวตะลอนกินของอร่อยที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง แห่งนี้อีก
"ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" เกิดจากแนวคิดขององค์การบริหารส่วนตำบลบางน้ำผึ้ง และประชาชนในพื้นที่ มีความเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องการทำตลาดน้ำขึ้นมา เพื่อจัดทำเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตผลทางการเกษตรเท่านั้น  ต่อมาได้รับการตอบรับและขยายการดำเนินงานให้กว้างขวางขึ้นในลักษณะศูนย์จำหน่ายสินค้าของชุมชน
มีการจัดสร้างซุ้มจำหน่ายสำหรับขายของ ซุ้มจำหน่ายสินค้าโอท็อปและสะพานริมปูน ริมคลอง ปรับปรุงภูมิทัศน์พื้นที่โดยรอบ  ปัจจุบันนี้ชาวบ้านได้นำผัก ผลไม้ที่มีอยู่ในสวน อาหารคาวหวานพื้นเมือง งานฝีมือ มาจำหน่ายซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ดำเนินงานที่จะเน้นการท่องเที่ยวแบบผสม
 ผสานเชิงอนุรักษ์ ซึ่งเป็นแนวคิดในการดำเนินงานและเอกลักษณ์ที่สำคัญของ"ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง"
        ภายในตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง นอกจาก จะมีซุ้มจำหน่ายผลิตผลของชาวบ้านมีทั้งผลไม้ตามฤดูการ อาทิเช่น กล้วยน้ำว้า มะพร้าวอ่อน ชมพู่มะเหมี่ยว มะม่วงน้ำดอกไม้ ผลไม้ที่ขึ้นชื่อของตำบลบางน้ำผึ้งเพราะมีรสชาติดีและกลิ่นหอม ผักพื้นบ้าน อาทิเช่น ผักตำลึง ผักบุ้ง ผักกระถิน พริกขี้หนูสวน มะแว้ง มะเขือพวง ตะไคร้ ไม้ดอกไม้ประดับ กล้วยไม้นานาชนิด และมีขอกินเป็นฝีมอชาวบ้านให้เลือกมากมาย เช่นขนมถ้วย ขนมจาก ลูกจากเชื่อม ม้าหอ ข้าวมด
 มัด น้ำตาลสด ฝรั่งแช่บ๊วย ทอดมันปลาอินทรีย์ ไข่ปลาหมึกย่าง ปลาแนม ไส้กรอกโบราณ แกงบอน หอยทอด ผัดไทย หมี่กะทิ ข้าวตู เมี่ยงคำ เป็นต้น
       นอกจากนี้ ยังมีซุ้มจำหน่ายสินค้าโอท็อป มีสินค้าโอท็อปมาให้เลือกซื้อหากันอย่างมากมายหลายชนิด เช่น ดอกไม้บัว ดอกไม้เกล็ดปลา ธูปหอมสมุนไพร กระจกกัดลาย ภาพประดิษฐ์จากรกมะพร้าว ปลาสลิดบางบ่อ กุ้งเหยียด หอยดอง ขนมเกสรลำเจียก ทองม้วนสมุนไพร และน้ำพริก
แล้ว  ยังมีเรือจำหน่ายสินค้า มีพ่อค้าแม่ค้าพายเรือขายอาหารมากมาย เช่น ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ส้มตำ ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวพริกกระเหรี่ยง และน้ำผลไม้ต่างๆให้เลือกกิน
ตามใจชอบ หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการเดินชมรอบตลาดน้ำ หากเมื่อยก็สามารถแวะบริเวณซุ้มนวดนวดแผนไทย ซึ่งจะมีบริการทั้งนวดตัวและนวดตัวและผ่าเท้า โดยจะมีสมาชิกกลุ่มนวดตัวบางน้ำผึ้งไว้คอยให้บริการ  เรียกได้ว่ามาที่นี่ได้กินได้เที่ยวแบบคุ้มค่าจริงๆ
              การเดินทาง มาทางสี่แยกบางนา ถนนสรรพาวุธ เมื่อสุดถนนสรรพาวุธ นั่งเรือข้ามฟากมาทางวัดบางน้ำผึ้งนอก หรือวัดบางน้ำผึ้งใน พอขึ้นจากเรือนั่งรถมอเตอร์ไซค์มาลงที่ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง หรือมาทางด่วนสายบางนา-ดาวคะนองเลี้ยวซ้ายลงที่สุขสวัสดิ์ขับมาถึงสามแยกพระประแดงเลี้ยวซ้ายเข้ามาขับตามทางจะพบทางบังคับเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเพชรหึงษ์ประมาณ 5 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าถนนเพชรหึงษ์ 26 ขับมาตามทางสังเกตซุ้มประตูวัดบางน้ำผึ้งในเลี้ยวรถเข้ามาจะพบลานจอดรถ
          "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนเชื้อสายมอญ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่าเหมาะแก่การเที่ยวชม และเลือกซื้ออาหารและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาขายล้วนแต่เป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีคุณค่า และถือเป็นเสน่ห์วิถีชีวิตชาวบ้านริมคลองจริงๆ
         ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ก่อนแวะเที่ยว "ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง" ก็ควรจะแวะเติมพลังกันที่ร้าน "แป๊ะเฮง เป็ดย่างน้ำผึ้ง เป็ดพะโล้ " เข้าไปทางตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง ตรงข้าม เซเว่น จอดรถฝั่งตรงข้ามได้เลย ร้านนี้เปิดตั้งแต่เช้ามืด มีกะละมังใหญ่ๆ แยกเป็น ไส้เป็ด ตีนเป็ด ปีก เลือด ตุ๋นจนเปื่อยและหอมเครื่องตุ๋นพะโล้

             แถมยังมี ทั้งข้าวหน้าเป็ดย่าง ข้าวหน้าเป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวเป็ดย่าง ก๋วยเตี๋ยวเป็ดพะโล้ หากซื้อเป็นตัวกลับบ้านสามารถสั่งแบบเลาะกระดูกได้ด้วย แถมโครงกระดูกไปต้มน้ำซุปอีกต่างหาก น้ำจิ้มที่นี่ก็รสเด็ด ตามด้วยกลิ่นหอมของเต้าเจี้ยวที่ชูรสให้แตกต่างจากร้านอื่นๆ ใครชอบเป็ดถ้ามีโอกาสก็แวะมาทานกันได้  แต่หากมาเสาร์-อาทิตย์ หลังเที่ยงไม่เกินบ่าย 2 ก็หมดแล้ว แต่ถ้าวันธรรมดามาก่อน 4 โมงเย็น ดูน่าจะมีลุ้น เพราะคนเยอะมาก วันนี้ลาไปก่อนครับ...แค่คิด...ท้องก็ร้องจ๊อกๆๆแล้ว...!!!
                                                         นวย  เมืองธน

วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ท่องเที่ยวเชิงเกษตรฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค

        "ตะลอนตามอำเภอใจ"-ากเอ่ยถึง "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" ความหมายก็คงคือ การท่องเที่ยวที่นำเอาวิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี การประกอบอาชีพของเกษตรกร ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาผสมผสาน ด้วยระบบการบริหารการจัดการทรัพยากร ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชน อันก่อให้เกิดการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ของเกษตรกร นำไปสู่การถ่ายทอดภูมิปัญญา และเทคโนโลยีการเกษตร แก่นักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไป แต่ที่สำคัญ "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร"  ก็คือการเดินทางท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ชุมชนเกษตรกรรม สวนเกษตร สวนสมุนไพร ฟาร์มปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง และอื่นๆ อีกมากมาย
      แต่หากเอ่ยถึง "คาวบอย" (cowboy) ก็คือ คนที่มีอาชีพเกี่ยวกับปศุสัตว์ เลี้ยงวัว ม้า ในฟาร์มปศุสัตว์ ในทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ มีข้อถกเถียงเกี่ยวกับคำจำกัดความของอาชีพ"คาวบอย" บ้างก็เจาะจงที่เลี้ยงม้า เพิ่มเติมมา คือการทำงานในฟาร์มปศุสัตว์ การต้อนสัตว์ "คาวบอย" บางคนก็
ทำแค่ต้อนสัตว์ ส่วนคนที่มีอาชีพนี้ ที่เป็นเพศหญิงจะเรียกว่า "คาวเกิร์ล" (cowgirl) ส่วน "คาว..." ที่นอกเหนือจากสองเพศนี้ ก็ยังไม่ปรากฎว่าจะเรียกว่า "คาว..." อะไรดี แต่ก็ช่างเถอะครับ...?
        เอาเป็นว่า ผมหยิบยกเรื่อง "การท่องเที่ยวเชิงเกษตร" และ "คาวบอย" มากล่าวถึง เพราะอยากจะบอกว่า ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี ที่สำคัญจังหวัดสระบุรี แห่งนี้ ถือได้ว่าเป็นเมือง "คาวบอย"
เพราะผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการเกษตร ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์ อย่างโคนม โคเนื้อ กันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะที่อำเภอมวกเหล็ก ด้วยเหตุนี้ การได้มาเยือนไร่ ชมฟาร์มต่างๆจึงเสมือนหนึ่ง ได้สัมผัสกลิ่นไอของ "คาวบอยเมืองไทย" ไปในตัวเสียด้วยซ้ำ  ด้วยมนต์เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ลูกทุ่งๆ เหมือนใน
 หนังไทยยอดฮิตหลายเรื่อง อย่าง "ตะวันเดือด" ละครหลังข่าวทางช่อง 3 ที่เพิ่งลาจอโทรทัศน์ไปเมื่อไม่นาน ในฉากส่วนหนึ่งก็มาถ่ายทำที่ "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" แห่งนี้
         "ม.ร.ว.อัจฉราพันธุ์ จักรพันธุ์" หัวหน้าสำนักท่องเที่ยวเชิงเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) บอกว่า "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" อยู่บนเนื้อที่ 2,700 ไร่ สถานที่แห่งนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ และจุดเริ่มต้นการเลี้ยงโคนมของประเทศไทย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จประพาสประเทศ
เดนมาร์ค ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์ค เป็นอย่างมาก ต่อมารัฐบาลเดนมาร์ค และสมาคมเกษตรกรโคนมเดนมาร์ค ได้ร่วมใจกันน้อมเเกล้าถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนม โดยร่วมมือกับรัฐบาลไทยจัดตั้งฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทยเดนมาร์คขึ้น ที่
อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี
         พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระเจ้าเฟรดเดอริค พระมหากษัตริย์องค์ที่ 9 ของประเทศเดนมาร์ค ได้เสด็จเปิดฟาร์มโคนม เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 ต่อมาได้โอนกิจการทั้งหมดให้รัฐบาลไทย และให้จัดเป็นองค์การส่งเสริม
 กิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงโคนมและรับซื้อนมดิบจากเกษตรกรมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นม
           ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร นั้น "ม.ร.ว.อัจฉราพันธุ์" กล่าวว่า อ.ส.ค. เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์ค ตั้งแต่วันที่ 14 กรกฎาคม 2550 เป็นต้นมา เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และจุดเรียนรู้ด้านโคนมอย่างครบวงจร สำหรับประชาชนที่สนใจทั่วไป กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสในการเยี่ยมชมฟาร์มแห่งนี้ ได้แก่ การนั่งรถพ่วงชมทุ่งหญ้ากับฝูงโคนม ชมวีดีทัศน์ประวัติ อ.ส.ค. ชมการสาธิตรีดนม ทดลองรีดนม ชมพิพิธภัณฑ์สองกษัตริย์ไทย-เดนมาร์ค ป้อนนมให้ลูกโค บรรยายการเลี้ยงโคครบวงจร การทำอาหารหมักสำหรับโค การแสดงวิถีชีวิตคาวบอย เช่น การบ่วงบาศโค การ
 บังคับโค ชมแปลงสาธิตหญ้าอาหารโคกว่า 35 ชนิด และชมกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์คในทุกขั้นตอน สำหรับอัตราค่าเข้าชม เด็ก 50 บาท ผู้ใหญ่ 100 บาท ชาวต่างชาติ 200 บาท นอกจากนี้ อ.ส.ค. ยังจัดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติในช่วงประมาณเดือนมกราคม ของทุกปี หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.thaidenskmilk.com
         "นายนพดล ตันวิเชียร" รองผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รักษาการผอ.อ.ส.ค. บอกว่า ขณะนี้ทาง อ.ส.ค. มีแผนที่จะพัฒนา "ฟาร์มโคนมไทยเดนมาร์ค" ให้เป็น"เมืองคาวบอย" มีการสร้างเป็นบ้านพัก และกิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งแผนงานขณะนี้ได้เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยการดำเนินการอยู่ในขั้นตอนการสรรหาผู้ที่จะมาร่วมลงทุน ซึ่งโครงการนี้จะใช้เงินจำนวนมาก เราต้องการเนรมิตรให้ที่นี่เป็น "เมืองคาวบอย" และเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักของจังหวัดสระบุรี  หลังจากนี้ไม่เกิน 3 ปีคาดว่าจะเสร็จเรียบร้อย โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเสนอต่อฝ่ายนโยบาย และหาผู้มาร่วมทุนที่จะมาพัฒนาร่วมกับทางเรา
        "นายนพดล"  กล่าวว่า นอกจาก มีกิจกรรมที่พัฒนาจากการเลี้ยงโคนม โดยปกติแล้ว  ก็พยายามจะหาเรื่องผจญภัยเสริมเข้ามาในด้านการท่องเที่ยวภายในฟาร์มฯ  อาทิ การปีนเขา ดูนก ดูดาว ที่มีอยู่แล้วตอนนี้ก็เป็น การขับรถเอทีวี หรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ ชื่นชมธรรมชาติภายในฟร์ามฯ จักรยาน ขี่ม้า โชว์บ่วง
บาศโค และก็จะมีการจัดกิจกรรมเสริมบริเวณด้านหน้าของอาคารที่ทำการ อาจมีการละเล่นของแปลกๆมาให้ดู อาจจะเป็นทุกวันเสาร์ และอาทิตย์  ซึ่งตอนนี้ก็มีคนมาติดต่อเพื่อทำตลาดคนเดิน เพื่อสร้างสีสันให้กับนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปผ่านมา ซึ่งกำลังดูโปรเจคอยู่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเนรมิตร "เมืองคาวบอย"
ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้น จะมีการลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้เกิดกับชุมชนในย่านนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเดือนละประมาณ 1,500 คน อนาคตเชื่อว่าคงจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในแต่ละเดือนนับหมื่นคน
          ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การได้นั่งรถราง "ท่องเที่ยวเชิงเกษตร"  ชมทัศนียภาพอันสวยงามภายใน "ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค" แห่งนี้ ช่างถือเป็นช่วงที่ปลดปล่อยอารมย์ ทิ้งไว้ที่กรุงเทพฯ เสียจริงๆ แถมยังมี "นางสมคิด มุ่งจอมปรางค์ มัคคุเทศก์ของอ.ส.ค.มาคอยให้ความรู้ ตามจุดต่างๆที่พาชม ตลอดระยะการท่องเที่ยวภายในฟาร์มฯแห่งนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับผม และใครอีกหลายคนในทิปนี้ เห็นจะหนีไม่พ้นการได้รีดนมวัว ของจริงตัวเป็นๆ บอกไม่ถูกว่าอาการขณะนั้น มันตื่นเต้นขนาดไหน...!!!
                                                        นวย  เมืองธน