วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568

สัมผัสเสน่ห์แบบบ้านๆ ตลาดศาลาน้ำร้อน ย่านสถานีรถไฟธนบุรี


 ใครว่ากรุงเทพฯ มีแต่ห้างหรู รถติด และชีวิตเร่งรีบ ถ้าคุณอยากสัมผัสเสน่ห์แบบบ้านๆที่ยังคงมีลมหายใจของอดีตซุกซ่อนอยู่ ช่วงหนึ่งของ "ตะลอน ตามอำเภอใจ" มีโอกาสมาเดินชิวๆเรื่อยเปื่อยที่ตลาดศาลาน้ำร้อน ย่านบางกอกน้อย กรุงเทพฯ ติดกับสถานีรถไฟธนบุรี

ตลาดแห่งนี้จัดเป็นตลาดขนาดใหญ่ บรรยากาศคึกคักไปด้วยผู้คนหลากหลาย ทั้งชาวบ้าน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยวที่อยากมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ที่นี่มีของขายสารพัด ตั้งแต่ผักสด ผลไม้ ขนมโบราณ อาหารปรุงสำเร็จ เสื้อผ้าไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน

ส่วนที่มาของศาลาน้ำร้อนมีเรื่องเล่าว่า ชาวบ้านในย่านนี้นิยมนั่งดื่มร้อนน้ำชากาแฟกัน พบปะสังสรรค์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน พอผู้คนเยอะขึ้นก็มีการนำของมาขายกันหลากหลายกลายเป็นตลาดขึ้นมา

ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอน ตามอำเภอใจ" ตลาดศาลาน้ำร้อนเป็นเหมือนโอเอซิสที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองใหญ่ เป็นสถานที่ทำให้เราได้พักจากความวุ่นวายมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม และอิ่มอร่อยกับอาหารอร่อยๆ ในราคาเป็นกันเอง ถ้าใครกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่เหมือนใครในกรุงเทพฯ ลองแวะมาที่ตลาดศาลาน้ำร้อน รับรองว่าจะไม่ผิดหวัง

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

เสน่ห์ตลาดตรอกหม้อ ย่านเสาชิงช้าพระนคร

               "ตลาดตรอกหม้อ" นับเป็นชุมชนและตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งย่านเสาชิงช้า เขตพระนคร กรุงเทพฯ มีของกินทั้งอาหาร คาวหวานมากมายเลยทีเดียว แม้ในวันที่มา "ตะลอนตามอำเภอใจ"ที่ตลาดแห่งนี้จะเป็นเวลาที่สายๆแล้วแต่ผู้คนก็ยังดูคึกคัก ทำให้"ตลาดตรอกหม้อ" แห่งนี้สดใสมีชีวิตชีวาจริงๆ  

 ิ             "ตลาดตรอกหม้อ" ถือเป็นหนึ่งในตลาดทีคึกคักและเก่าแก่ที่สุด ย่านเมืองเก่าของกรุงเทพฯตั้ง

อยู่ในแขวงวัดราชบพิธ  

                  "ตลาดตรอกหม้อ" ไม่เพียงเป็นแหล่งรวมอาหาร แต่ยังสะท้อนวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนกรุงเทพฯ  กลิ่นอายความเป็นชุมชนเก่าแก่ยังคงอบอวลอยู่ทั่วบริเวณ  อาคารบ้านเรือนบางหลังอาจดูเก่าแก่แต่กลับมีความสวยงามตามแบบฉบับของมัน 
                นอกจากนี้ บรรยากาศที่เป็นกันเองทำให้รู้สึกเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีต เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของพ่อค้า แม่ค้า เสียงคนเดิน  เสียงรถเข็น  ผสมผสานกันอย่างลงตัว กลายเป็นเสน่ห์ของ "ตลาดตรอกหม้อ" แห่งนี้
               ช่วงสุดท้ายของ"ตะลอนตามอำเภอใจ" แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ "ตลาดตรอกหม้อ" ก็ยังคงเป็นสถานที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อันแสนประทับใจและมาเยือนเสมอ
"ตะลอน"


วันพุธที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

มื้อแซ่บแกงเผ็ดปลาดุก ราดขนมจีนบ้านๆ

 


               เป็นอีกมื้อที่แซ่บจริงๆ สำรับขนมจีนน้ำยาแกงเผ็ดปลาดุกอิ่มอร่อยแบบบ้านๆ  แกงเผ็ดถือเป็นเมนูยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะในภาคกลาง  ความหอมมันของกะทิผสานกับรสชาติเผ็ดร้อนของเครื่องแกงที่ปรุงจากสมุนไพรไทย ผักพื้นบ้านหลากหลายช่วยดับกลิ่นคาวของปลาดุกได้อย่างลงตัว  


          รสชาติเข้มข้นกลมกล่อมสะท้อนถึงเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันออกกลางและอินเดีย  แต่ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับรสชาติของคนไทยจนกลายเป็นเมนูที่ทานได้ทุกเพศทุกวัย ความอร่อยแบบนี้หาทานได้ไม่ยาก  แม้แต่ในร้านอาหารตามสั่ง ร้านข้าวแกงทั่วไปก็ยังมีให้เลือกทาน 


              นี่แหละคือเสน่ห์ของอาหารไทยที่ไม่เพียงแต่เป็นอาหาร  แต่ยังเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมและความทรงจำจากรุ่นสู่รุ่นอีกด้วย

วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เดินทอดน่องเบาๆ กินไก่ทอดสี่พระยา สัมผัสชีวิตผู้คน


              สายลมเย็นๆ พัดผ่านใบหน้าขณะที่เดินเรื่อยเปื่อย ตะลอนตามอำเภอใจไปตามถนนย่านสี่พระยา  กรุงเทพฯ แสงแดดอ่อนๆ ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย  การเดินแบบนี้ได้ออกกำลังกายเบาๆ  และยังได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน ได้เห็นตึกแถวเก่าแก่สลับกับอาคารสมัยใหม่มันเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจเสมอ

               เดินมาได้สักพัก ความหิวเริ่มถามหา    สายตาเหลือบไปเห็นร้านไก่ทอดเล็กๆ  กลิ่นหอมกรุ่นของไก่ทอดกระตุ้นต่อมรับรสอย่างเหลือเชื่อ  เลยต้องแวะเข้าไปสั่งไก่ทอดสองชิ้นกับข้าวเหนียวห่อหนึ่ง  รสชาติของไก่ทอดร้อนๆ กรอบนอกนุ่มในเข้ากันได้ดีกับข้าวเหนียวเหนียวนุ่ม  เพียงเท่านี้ก็อิ่มท้องพร้อมที่จะเดินต่อแล้วนะ



วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

บะหมี่ตำนานกว่า 4 พันปี เวลาหิวมันไม่ธรรมดาเลย


           บะหมี่หมูแดงธรรมดาๆ ชามหนึ่ง  อาจดูเหมือนเป็นเพียงอาหารง่ายๆ  แต่เมื่อความหิวโหยมาเยือน  มันกลับกลายเป็นสิ่งวิเศษที่หาอะไรมาเปรียบไม่ได้  รสชาติที่คุ้นเคย  กลิ่นหอมของหมูแดงที่อบช้าๆ  และเส้นบะหมี่ที่เหนียวนุ่ม  ล้วนเป็นส่วนผสมที่ลงตัว  สร้างความสุขเล็กๆ ให้กับชีวิตประจำวันได้อย่างน่าประหลาดใจ

          ความเป็นมาของบะหมี่นั้นยาวนาน  มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า  มีการรับประทานบะหมี่มาแล้วไม่ต่ำกว่าสี่พันปี  การค้นพบชามบะหมี่โบราณในมณฑลชิงไห่ ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 2545  ซึ่งมีอายุถึงสี่พันปี  เป็นเครื่องยืนยันถึงความเก่าแก่และความสำคัญของบะหมี่ในประวัติศาสตร์อาหารโลก  ไม่เพียงแต่ในจีนเท่านั้น  แต่ยังมีการพัฒนาและดัดแปลงสูตรบะหมี่ให้หลากหลายไปตามแต่ละภูมิภาคและวัฒนธรรม  จนกลายเป็นอาหารยอดนิยมที่แพร่หลายไปทั่วโลก

 


             นอกจากหลักฐานทางโบราณคดีแล้ว  ยังมีตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับบะหมี่อีกมากมาย  เช่น  เรื่องเล่าที่กล่าวว่าบะหมี่แห้งถือกำเนิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการและการพัฒนาของอาหารชนิดนี้  ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี  บะหมี่ได้ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาสูตร  จนมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ  ทั้งบะหมี่น้ำ  บะหมี่แห้ง  บะหมี่ผัด  และอื่นๆ อีกมากมาย  แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด  บะหมี่ก็ยังคงเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง  และยังคงมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมอาหารของหลายประเทศทั่วโลก  รวมถึงประเทศไทยของเราด้วย

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เดินย่ำต๊อกเยาวราช วันสายฝนโปรยปราย หมั่นโถวมีตำนาน


            สายฝนโปรยปรายทั่วเยาวราช กรุงเทพฯ 
มีโอกาสตะลอนตามอำเภอใจ เดินเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์  ความชุ่มฉ่ำของสายฝนผสมกับกลิ่นอายของถนนเก่าแก่  ช่างเป็นบรรยากาศที่หาเปรียบไม่ได้  มองไปเห็นหมั่นโถว ร้านริมทางเล็กๆ เลยต้องลิ้มลองหน่อยรสชาติหวานอ่อนๆ  

           ชวนให้นึกถึงฉากในภาพยนตร์จีนกำลังภายในที่คุ้นเคย  โรงเตี้ยมเก่าๆ  ผู้คนพลุกพล่าน  เหล่าจอมยุทธต่างนั่งจิบน้ำชา  กินหมั่นโถว  เป็นภาพที่อบอุ่นและน่าประทับใจ  หมั่นโถว  อาหารง่ายๆแต่กลับอิ่มท้อง กินแทนข้าวได้สบายๆ  

             ยิ่งไปกว่านั้น  มันยังเป็นอาหารจีนโบราณ  ที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา  กล่าวกันว่า  หมั่นโถวถือกำเนิดตั้งแต่สมัยสามก๊ก  ความเก่าแก่  ความเรียบง่าย  และรสชาติที่อร่อย  

             ทำให้หมั่นโถวเป็นมากกว่าขนม  มันคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์  และวัฒนธรรมจีน  ที่ยังคงอยู่คู่กับผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้  ทุกคำที่กัดกิน  จึงไม่ใช่แค่การรับประทานอาหาร  แต่เป็นการเดินทางย้อนเวลาไปสัมผัสกับเรื่องราวต่างๆมากมาย    



วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

"ขนมจีน" อาหารเส้น สะท้อนวัฒนธรรมไทย


            ขนมจีน อาหารเส้นยอดนิยมของไทย  รสชาติและวิธีรับประทานแตกต่างกันไปตามแต่ละภาคของประเทศ  ความหลากหลายนี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาการทำอาหารของคนไทย   

ในภาคกลาง  ขนมจีนมักเสิร์ฟพร้อมน้ำยาหลากหลายชนิด  เช่น น้ำยาปู น้ำยาปลา น้ำยากะทิ  หรือน้ำพริกต่างๆ  รสชาติเข้มข้นกลมกล่อม  รับประทานคู่กับผักสดหลากสีสัน เช่น ผักกาดขาว  ถั่วงอก  แตงกวา  และใบแมงลัก  เพิ่มความสดชื่นและช่วยตัดรสชาติเผ็ดร้อนได้เป็นอย่างดี

 สำหรับภาคเหนือ  ขนมจีนหรือที่เรียกว่า "ข้าวเส้น"  มักรับประทานกับน้ำเงี้ยว  น้ำซุปใสรสชาติกลมกล่อมที่ปรุงจากกระดูกหมู  เครื่องในหมู  และผักต่างๆ  เสิร์ฟพร้อมแคบหมูกรอบๆ  เพิ่มความหอมกรุ่นและรสชาติที่ลงตัว

 ในภาคอีสาน  ขนมจีนหรือ "ข้าวปุ้น"  นิยมรับประทานกับน้ำยาที่ปรุงจากปลาร้า  ซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว  และรสชาติจัดจ้าน  นอกจากนี้ยังนิยมนำขนมจีนมาใช้ทำส้มตำ  หรือที่เรียกว่า "ตำซั่ว"  ซึ่งเป็นเมนูที่ผสมผสานความแซ่บของส้มตำกับความนุ่มนวลของเส้นขนมจีนได้อย่างลงตัว

สุุุดท้ายในภาคใต้  ขนมจีนหรือ "โหน้มจีน"  มักรับประทานกับแกงไตปลา  แกงที่มีรสชาติจัดจ้าน  เผ็ดร้อน  และกลิ่นหอมเฉพาะตัวของไตปลา  รับประทานคู่กับผักสดต่างๆ  เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนและเพิ่มความสดชื่น

 


            ขนมจีนจึงไม่เพียงเป็นอาหารเส้นที่ได้รับความนิยม  แต่ยังเป็นตัวแทนของความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาการทำอาหารไทย  ที่สะท้อนให้เห็นถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละภาค  และสร้างความประทับใจให้กับผู้ได้ลิ้มลอง  ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ


วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ตลาดสายหยุดกม.11 วิถีชาวบ้านเรียบง่าย

          สายลมพัดโชยอ่อนๆ ยามเช้าที่ตลาดสายหยุด  กลิ่นหอมของอาหารหลากหลายลอยฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ  ตลาดเช้าริมถนนกำแพงเพชร 2  ย่านชุมชนรถไฟ กม.11  ตลาดเก่าแก่บ้านๆ แห่งนี้  เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา  ผู้คนพลุกพล่าน  เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วปนกับเสียงพ่อค้าแม่ค้า สร้างบรรยากาศคึกคักเป็นอย่างมาก

           การเดินเรื่อยเปื่อยตะลอนไปตามซอกซอยต่างๆ  เพลิดเพลินกับการชมสินค้ามากมาย  ตั้งแต่อาหารสดใหม่ๆ ผักผลไม้หลากสีสัน  จนถึงอาหารแห้ง และของกินสารพัดชนิด  ที่วางเรียงรายอยู่  เสื้อผ้ามือหนึ่งและมือสองก็มีให้เลือกสรร เดินไปเรื่อยๆก็เจอร้านขายของชำเก่าแก่ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างดี

         แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับร้านต้มเลือดหมูเล็กๆริมทางดูบ้านๆ  แต่ดูน่ากินทีเดียว  ไม่รอช้าจึงสั่งต้มเลือดหมูมาหนึ่งชาม  รสชาติกลมกล่อมเครื่องในสดใหม่ กินคู่กับข้าวสวยอิ่มอร่อยจนจุกทีเดียว  

            บรรยากาศของตลาดสายหยุดไม่เพียงแต่เป็นแหล่งรวมอาหารและสินค้ามากมาย  แต่ยังเป็นเสมือนศูนย์รวมของชุมชน  ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เรียบง่าย  อบอุ่นและน่าประทับใจ


วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

เสน่ห์ท่าดินแดง ชุมชนเก่าแก่ฝั่งธนฯ


        
        ถือเป็นอีกวันที่มีโอกาสมาเดินเรื่อยเปื่อยตะลอนตามอำเภอใจ ย่านท่าดินแดง ฝั่งธนบุรี

            
          ย่านท่าดินแดงชุมชนเก่าแก่ฝั่งธนฯที่ซ่อนเสน่ห์และเรื่องราวไว้มากมาย  ไม่ใช่แค่ความคึกคักของการค้าขาย แต่ยังเป็นการผสมผสานระหว่างอดีตและปัจจุบันได้อย่างลงตัว ใครจะรู้ว่าชุมชนเก่าแก่แห่งนี้  ซ่อนร้านอร่อยเด็ดๆไว้มากมาย ตั้งแต่ของหวาน ของคาว ไปจนถึงเครื่องดื่ม  นี่แหละคือเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและให้มาเยือนไม่ขาดสาย

           
            การเดินเล่นเรื่อยๆ ได้เห็นตึกแถวเก่าๆ บางหลังยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง  ระหว่างทางจะพบกับร้านค้าต่างๆ  ตั้งแต่ร้านขายของชำ ร้านขายยา  ไปจนถึงร้านอาหาร  แต่ละร้านมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว  บางร้านอาจจะดูธรรมดา แต่กลับซ่อนรสชาติอาหารที่แสนอร่อยเอาไว้  

           
             นอกจากนี้  ย่านท่าดินแดงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย  เช่น ศาลเจ้า ตลาด  และแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ  การมาเยือนย่านนี้  เปรียบเสมือนการเปิดประตูสู่อดีต  สัมผัสถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชน และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้

            
              ท้ายนี้ลองใช้เวลาสักวันมาเดินเล่นชิลๆ  ตะลอนตามอำเภอใจ ย่านท่าดินแดงจะได้พบกับสิ่งที่น่าสนใจ และอย่าลืมเก็บภาพความทรงจำดีๆ  เอาไว้เป็นที่ระลึกด้วยนะ

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ไอ้ควาย

 

           คุณคิดเหมือนผมไม๊เวลาถูกด่า "ไอ้ควาย" ทำไมเรารู้สึกหัวร้อน โกรธ ไม่พอใจ ทั้งๆที่ตั้งแต่โบราณควายถือเป็นสัตว์ที่มีคุณประโยชน์กับคนมากมาย เพราะเราใช้ควายไถนาปลูกข้าวให้คนกิน แม้ในปัจจุบันเราจเปลี่ยนมาใช้รถไถนาแทนการใช้ควายไถนาก็ตามที

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อปัจจุบันเนื้อควายราคาแพงกว่าเนื้อวัว เนื้อหมูอีกด้วยนะแถมบางประเทศสเต็กที่ทำจากเนื้อควายก็มีราคาแพงกว่าสเต็กเนื้อวัวด้วยซ้ำไป

         อันที่จริงเวลาใครมาด่า "ไอ้ควาย" เราไม่ควรหัวร้อน ควรยิ้มรับอย่างภาคภูมิใจ เพราะเขากำลังยกย่องว่าคุณเป็นคนที่ขยันและอดทนเหมือนควาย ขอบคุณสำหรับคำชมเชิญด่ารัวๆได้เลย "ไอ้ควาย"

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ผีดลใจ

             การพบศพชายนิรนามถูกอุ้มไปทิ้งในป่าละเมาะริมถนนสายเอเชีย พื้นที่บ้านยางงาม หมู่ 10 ต. ท่าช้าง อ.บางกล่ำ ฝั่งขาไป อ.รัตภูมิ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2568 โดยสภาพศพถูกเสื้อยางคลุมไว้ถูกยัดในกระสอบปุ๋ยห่อด้วยผ้าห่มอีกชั้น ศีรษะถูกคลุมด้วยถุงดำ คาดว่าเสียชีวิตมาแล้ว 5 วัน

และน่าจะเป็นแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาหลบหนีเข้าเมือง เนื่องจากมีเชือกสีน้ำเงินผูกที่ข้อมือขวา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ขบวนการขนแรงงานเถื่อนจะผูกไว้เพื่อแยกว่ามาจากกลุ่มไหน

หลายคนเชื่อการพบศพชาวเมียนมาครั้งนี้อาจเป็นวิญญาณของคนตายดลจิตดลใจให้คนพบเห็นศพ จนตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลาและชุดสืบสวนตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จ.สงขลา และผู้เกี่ยวข้อง สามารถขยายผลติตามจับกุมชายชาว จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นคนขับรถยนต์ตู้ทึบขนคนเมียนมา จำนวน 33 คน และรับว่าเป็นคนขับรถนำศพชาวเมียนมามาทิ้ง เพราะเป็นลมเสียชีวิตในรถ 

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

อำพรางถ่วงน้ำ

 

             นับเป็นคดีสะเทือนขวัญที่อยู่ในความสนใจของสังคมคดีหนึ่ง กรณีชาวบ้านไปตกปลาพบสาวปริศนาผมสีทอง อายุประมาณ 30 ปี ถูกฆาตรกรรมนำศพยัดกระเป๋าเดินทางสภาพเปลือยกายถ่วงสระน้ำแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง คาดว่าเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 5 วัน เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา

แน่นอนว่าคดีนี้ประชาชนให้ความสนใจ และคงอยากรู้ว่าผู้หญิงที่ถูกฆาตรกรรมเธอเป็นใครกัน ที่สำคัญคนทำเป็นใคร และฆ่าเธอทำไม ซึ่งตำรวจในพื้นที่กำลังเร่งตามหาญาติของสาวเคราะห์ร้ายคนนี้อยู่เพื่อจะได้รู้ว่าเธอคือใคร 

และบรรดานักสืบของตำรวจภูธรภาค 2 คงต้องทำงานกันอย่างหนักเพื่อหาคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2568

ไข้ปั้ง

 

เรื่องมันสั้นตามอำเภอใจ / เสียงผู้คนจ๊อกแจ๊กจอแจและดูวุ่นวายไปหมดสำหรับบรรยากาศเร่งรีบช่วงเช้าๆภายในตลาดเช้าย่านชานเมืองหลวง ซึ่งที่ร้านกาแฟในตลาดฮือฮาอย่างมาก เพราะ "อาแป๊ะ" แกใส่เสื้อเกราะมาขายกาแฟ 

 ลูกค้าขาประจำคนหนึ่งจึงทักทายอาแป๊ะอย่างออกรสชาติ "โหแป๊ะวันนี้ลื้อกินยาลืมเขย่าขวดหรือไงวะใส่เสื้อเกราะยังกับจะไปออกรบ"

 "อาแป๊ะ มองหน้าลูกค้าพร้อมออกอาการปาก คอสั่น แล้วบอกว่า "ช่วงนี้ลื้อไม่ดูข่าวเหรอ ไข้ปั้งระบาด เอะอะก็ปั้ง ปั้ง ปั้ง เมื่อไม่นานนี้วัยรุ่น ปั้ง ปั้ง การ์ดผับดังดับอนาถที่ศรีษะเกษ ส่วนอีกรายที่อยุธยา คนร้ายขับจักรยานยนต์กระหน่ำ ปั้ง ปั้ง ปั้ง อดีตครูดับอนาถคารถเก๋ง"

เมื่อลูกค้าได้ยิน"อาแป๊ะ"เล่าอย่างออกรสชาติ จึงบอก "อาแป๊ะ" ว่า "อั้วว่าตอนนี้ลื้อรีบๆชงกาแฟดีกว่าเพราะลูกค้ารอคิวเยอะแล้ว ก่อนที่ลื้อจะเจอ ปั้ง ปั้ง" 


วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2568

สแกนหม้อ

 เรื่องมันสั้นตามอำเภอใจ / ร้านกาแฟเล็กๆในตลาดเช้าชานเมือง เสียงคนพูดคุยกันพอจับใจความได้

 "เฮ้ยแป๊ะเดี่ยวนี้ลื้อเอาโซ่ล่ามหม้อน้ำต้มกาแฟเลยเหรอเมื่อก่อนไม่เห็นกลัวหายเลย" ลูกค้าคนหนึ่งทักอาแป๊ะด้วยความแปลกใจ 

อาแป๊ะพอได้ยินลูกค้าทักแกก็เลยบอกว่า "ช่วงนี้มีข่าวว่า "สแกนหม้อ" กำลังระบาดหนัก อั้วเลยต้องล่ามไว้ก่อนกลัวหม้อหาย"  

เมื่อลูกค้าได้ยินเช่นนั้นจึงบอกว่า "โธ่แป๊ะลื้อเล่นฮาแต่เช้าเลยนะไอ้ที่ระบาดเขาไม่ได้เรียก "สแกนหม้อ" เขาเรียก "สแกมเมอร์" 



วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2567

เซ็งเบื่อคิดอะไรไม่ออก เดินชิวๆย่านตลาดน้อย

          ใครที่ชอบเดินเท้าท่องเที่ยวซอกแซกไปตามตรอกซอกซอยต่างๆ ย่านตลาดน้อย ถนนเจริญกรุง กรุงเทพฯ คงเป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ตอบโจทย์คนที่ชอบเดินเท้าเที่ยว 

        
           เราคนหนึ่งนะที่เวลาคิดอะไรไม่ออกเซ็งๆก็มักจะมาเดินเล่นย่านตลาดน้อยเห็นชุมชนบ้านเรือนเก่าๆ ศาลเจ้า แม่น้ำเจ้าพระยา แล้วรู้สึกเพลินตาเพลินใจดี 

             นอกจากนี้ "ตลาดน้อย" ยังมีงานศิลปะแนวสตรีทอาร์และภาพถ่าย ที่บอกเล่าเรื่องราวของย่านตลาดน้อยมีให้ชมกันเพลินๆตามกำแพงต่างๆมากมายทีเดียว ส่วนเรื่องของกิน และคาเฟ่นั่งเล่นชิวๆก็มีให้เลือกนั่งกันมากมายเหมือนกัน

           
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากการขยายตัวของสำเพ็ง ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงเกิดชุมชนจีนย่านตลาดน้อยขึ้นเรียกว่า "ตะลัคเกียะ" แปลเป็นไทยว่า "ตลาดน้อย" นั่นเอง

                                                "ตะลอน" 

วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

นิทรรศการศิลปะ 80 ปี "กมล ทัศนาญชลี" ศิลปินสองซีกโลก


       นับเป็นการเปิดหู เปิดตาจริงๆที่มีโอกาสมาตะลอน ตามอำเภอใจ ชมผลงานนิทรรศการศิลปะ 80  ปีของอาจารย์กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินสองซีกโลก ระหว่างประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา  ซึ่งงานศิลปะร่วมสมัยที่นำมาจัดแสดงถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของศิลปินจริงๆ

                      ผมเดินดูงานของอาจารย์กมลแล้ว รู้สึกเพลิดเพลินใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะมีงานศิลปะที่หลากหลากไม่ว่าจะเป็นงาน จิตรกรรม ศิลปะสื่อผสม และปฏิมากรรม ล้วนมีความหมายในตัวเอง 

           สำหรับนิทรรศการ “ผลงานศิลปะ 80  ปี กมล ทัศนาญชลี ศิลปินแห่งชาติ” จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 11 ก.พ. 2567 ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน กรุงเทพ

วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2566

"ยุติธรรม" ตั้งโต๊ะช่วยเหลือแรงงานไทยจากอิสราเอล

             "ยุติธรรม" ตั้งโต๊ะช่วยเหลือแรงงานไทยจากอิสราเอล กรมคุ้มครองสิทธิฯจับมือกรมบังคับคดีให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือน

           จากกรณี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ร่วมต้อนรับแรงงานไทยที่มาจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ณ โรงแรม SC Park กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 และมีความห่วงใยต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงได้สั่งการให้กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และกรมบังคับคดี ร่วมตั้งโต๊ะกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้การช่วยเหลือตามภารกิจของแต่ละหน่วยงานนั้น

              ล่าสุดนายธีรยุทธ แก้วสิงห์  โฆษกกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและกรมบังคับคดี จะช่วยเหลือการแก้ไขปัญหาหนี้สินของแรงงาน เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม ทั้งหนี้นอกระบบและหนี้ในระบบ รวมถึงให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย และรับเรื่องราวร้องทุกข์  โดย นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบหมายให้ เจ้าหน้าที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ลงพื้นที่ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดี  ตั้งจุดบริการเพื่อให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาหนี้สินครัวเรือนแก่แรงงานไทยที่กลับจากอิสราเอล 

           ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา มีแรงงานไทยจำนวน 377 ราย จากอิสราเอลเดินทางกลับประเทศไทย ได้รับคำปรึกษาจากกระทรวงยุติธรรม และพบว่ามีแรงงานไทยจากอิสราเอล จำนวน 49 ราย มีความประสงค์ขอรับการช่วยเหลือจากภาระหนี้สินกับ ธกส.  สถาบันการเงิน (ลิซซิ่ง) รายละประมาณ 40,000 - 200,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่ได้ให้คำปรึกษากฎหมาย แนะนำและประชาสัมพันธ์ให้ใช้บริการได้ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกแห่งในการติดต่อประสานงานกับเจ้าหนี้ เพื่อขอไกล่เกลี่ยหนี้สินหรือการปรับโครงสร้างหนี้กับสถาบันการเงินด้วย

            นายธีรยุทธ กล่าวด้วยว่า กระทรวงยุติธรรมจะบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยที่มาจากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอลในทุกเที่ยวบินต่อไป และหากแรงงานที่เดินทางกลับมา มีความประสงค์ขอรับบริการเพิ่มเติม สามารถติดต่อสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทุกแห่งได้ทั่วประเทศ หรือติดต่อที่สายด่วนยุติธรรม โทร. 1111 กด 77 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง


วันอาทิตย์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2566

รมว.ยุติธรรมควงกรมคุ้มครองสิทธิ มอบเงินเยียวยาเหยื่อพลุระเบิดมูโนะ


             รมว.ยุติธรรมลงพื้นที่นราธิวาสพบปะประชาชนถกหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดชายแดนใต้ ควงกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อโกดังพลุระเบิดตำบลมูโนะ

            ที่โรงเรียนบ้านมูโนะ ตำบลมูโนะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส วันที่ 14 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงานมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา ภายใต้กิจกรรม คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ : เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม พื้นที่นราธิวาส โดยมี นายปรีชา นวลน้อย รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส กล่าวต้อนรับคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม โดย นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายยู่สิน จินตภากร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม นางพงษ์สวาท นีละโยธิน  ปลัดกระทรวงยุติธรรม ร่วมมอบเงินช่วยเหลือเยียวยา  และนายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวรายงาน  

             ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ กรณีโกดังพลุระเบิดในบริเวณบ้านมูโนะ จังหวัดนราธิวาส เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 11 ราย และผู้บาดเจ็บ จำนวน 345 ราย รวมทั้งสิ้น 356 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,041,888 บาท ซึ่งในรายผู้เสียชีวิต ท่านนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 มอบเงินให้ความช่วยเหลือแล้ว 9 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงอีก 2 ราย 

           โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยารายบาดเจ็บ จำนวน 345 ราย รวมเป็นเงิน 2,241,888 บาท นอกจากนั้น ยังได้เป็นประธานการประชุมหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงร่วมกับคณะผู้บริหารกระทรวงยุติธรรมเข้าพบปะพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ณ โรงเรียนสอนศาสนาตาดีกาดารุลฮูดา หมู่ตำบลกาวะ อำเภอสุไหงปาดีจังหวัดนราธิวาส โดยมี ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนจำนวน 200 คน ให้การต้อนรับ

         สำหรับ "พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2559)" ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาบุคคล 2 กลุ่มได้แก่

         1. ผู้เสียหายในคดีอาญา ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่นโดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นหรือที่เรียกว่า“เหยื่ออาชญากรรม” 

          2. จำเลยในคดีอาญา ที่ถูกพนักงานอัยการฟ้องต่อศาลว่าได้กระทำความผิดอาญา และถูกจำคุกในระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาได้มีการถอนฟ้องหรือศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องว่าจำเลยไม่มีความผิดหรือที่เรียกว่า “แพะ” 

           ด้วยเหตุนี้ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม จึงได้ดำเนินการลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือเยียวยา กรณีโกดังพลุระเบิดในบริเวณบ้านมูโนะ จังหวัดนราธิวาส ภายใต้กิจกรรม “คุ้มครองคน คุ้มครองสิทธิ : เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม ครั้งที่ 2 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พื้นที่จังหวัดนราธิวาส” ขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ออกไปอย่างกว้างขวาง และให้ประชาชนได้ทราบถึงสิทธิตามกฎหมาย และยังเป็นการชี้แนะช่องทางการให้บริการภารกิจคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของกระทรวงยุติธรรม ผ่านสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งได้มีการกระจายอำนาจการพิจารณาให้ความช่วยเหลือไปทั้ง 76 จังหวัดให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม 



วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ยุติธรรมเยียวยาผู้เสียหายคดีอาญา 45 ล้านบาท

 

           กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาทั่วประเทศ จากงบกลาง (เร่งด่วน) จำนวน 45 ล้านบาท

         วันที่ 6 ตุลาคม 2566 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญาพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพิธีเชิงสัญลักษณ์โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารให้ผู้เสียหายทั่วประเทศ จากงบกลาง (เร่งด่วน) ภายใต้กิจกรรม “คุ้มครองคน  คุ้มครองสิทธิ : เพื่อสร้างวิถีชีวิตแห่งความเป็นธรรม” โดยมี นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นผู้กล่าวรายงาน และได้รับเกียรติจาก นายกูเฮง ยาวอหะซัน เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย นายวัลลภ นาคบัว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางสาวเอมอร เสียงใหญ่ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม นายเกิดโชค เกษมวงศ์จิตร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นางสุจิตรา แก้วไกร รองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เสียหายในคดีอาญาและทายาท ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้าร่วม

           สำหรับพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาในครั้งนี้ ภายใต้งบประมาณที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบกลาง เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 45 ล้านบาท โดยมีผู้เสียหายได้รับเงินช่วยเหลือจำนวนทั้งสิ้น 850 ราย ซึ่งมีผู้เสียหายจากคดีทั่วไปและคดีที่สาธารณชนให้ความสนใจในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นตัวแทนมารับมอบเงินช่วยเหลือ จำนวน 15 ราย เป็นเงินจำนวน 1,313,411 บาท พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่  2 ) พ.ศ. 2559)  ได้ให้ความช่วยเหลือเยียวยาบุคคล 2 กลุ่ม ได้แก่ 

         1. ผู้เสียหายในคดีอาญา ที่ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต เนื่องจากการกระทำความผิดอาญาของผู้อื่น โดยตนมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องการกระทำความผิดนั้น หรือที่เรียกว่า “เหยื่ออาชญากรรม” 

        2. จำเลยในคดีอาญา ที่ถูกพนักงานอัยการฟ้องต่อศาลว่าได้กระทำความผิดอาญา และถูกจำคุกในระหว่างพิจารณาคดี ต่อมาได้มีการถอนฟ้องหรือศาลมีคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ยกฟ้องว่าจำเลยไม่มีความผิดหรือที่เรียกว่า “แพะ” ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้รับงบประมาณประจำปี จำนวน 400 ล้านบาท เพื่อเยียวยาให้แก่กลุ่มบุคคลดังกล่าว แต่ด้วยงบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือเยียวยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จึงได้เห็นชอบให้ของบกลาง จำนวน 45 ล้าน เพื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา โดยได้ให้ความช่วยเหลือไปแล้วทั้งสิ้น 8,341 ราย เป็นเงินกว่า 445 ล้านบาท 

       กระทรวงยุติธรรม โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ จึงได้จัดพิธีมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้เสียหายคดีอาญา ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทุกจังหวัดทั่วประเทศ จากเงินงบกลาง (เร่งด่วน) เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ออกไปอย่างกว้างขวาง และให้ประชาชนได้ทราบถึงสิทธิตามกฎหมาย และยังเป็นการชี้แนะช่องทางการให้บริการภารกิจคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของกระทรวงยุติธรรม ผ่านสำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งได้กระจายอำนาจการพิจารณาให้ความช่วยเหลือไปทั้ง 76 จังหวัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่าง สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม ต่อไป