วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ศูนย์เรียนรู้ฯพะโต๊ะเด่น เข้มข้นปราบทุเรียนอ่อน

               ช่วงหนึ่งของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ผมมีโอกาสเดินทางร่วมกับคณะผู้บริหารกรมส่งเสริมการเกษตรที่พาสื่อมวลชนจากส่วนกลางมาศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการคุณภาพทุเรียน เลขที่ 120 หมู่ 13 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
              โดย "นำชัย พรหมมีชัย" รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า การพาสื่อมวลชนมาดูงานที่ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการคุณภาพทุเรียนครั้งนี้ ก็เพื่ออยากเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับรู้ว่ากรมส่งเสริมการเกษตรทำอะไรอยู่บ้าง และผลที่ออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นนโยบายที่อยากทำความเข้าใจกับประชาชนและเกษตรกรด้วย ซึ่งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อ.พะโต๊ะแห่งนี้ เป็นศูนย์ที่มีสถานที่และมีแปลงเกษตรทุเรียนที่ประสบความสำเร็จ มีเกษตรกรที่จะ
ถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ มีหลักสูตรของการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยที่ศูนย์แห่งนี้ก็เป็นเป้าหมายหนึ่งที่จะให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ มีศูนย์เรียนรู้สำหรับเกษตรกรที่ช่วยในการแก้ปัญหาผลผลิตตกต่ำ
"นายนำชัย" กล่าวด้วยว่า การพัฒนาโดยใช้ระบบ MRCF เนื่องจากทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจจังหวัด และจังหวัดกำหนดเป็นพืชยุทธศาสตร์ในการพัฒนา มีศักยภาพในการแข่งขันสูง และมีตลาดเป็น
ตัวนำ โดยมีจุดรับซื้อในจังหวัดจำนวน 172 จุด (ล้ง) ซึ่งมีการส่งเสริมการผลิตทุเรียนตามกระบวนการ GAP เพื่อให้ได้ทุเรียนที่มีคุณภาพและปลอดภัย พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนหนามเขียว งดการฉีดยากำจัดศัตรูพืชมาใช้อาหารเสริมและฮอร์โมน และร่วมกับ มกอช.ในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับด้วย QR code ในสวนนำร่อง คัดเลือกเกษตรกรที่มีศักยภาพมาพัฒนาให้เป็น Smart Farmer ต้นแบบ เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี GAP ส่งผลให้ผลผลิตของจังหวัดชุมพร ร้อยละ 84 เป็นทุเรียนที่มี
คุณภาพ และจากการที่มี Smart Farmer ต้นแบบด้านการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ QR code ที่พร้อมขยายผล ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาสูงขึ้นและขายได้จำนวนมากขึ้น อีกทั้งได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคมั่นใจที่จะซื้อทุเรียนหนามเขียว อันเกิดจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล และที่จังหวัดชุมพรก็ยังมีการจั้งจุดสกัดเพื่อป้องกันทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดอีกด้วย
พอพูดถึงเรื่อง "ทุเรียนอ่อน" ผมอดคิดถึงข่าวคราวชิ้นหนึ่ง เหตุเกิดประมาณปลายเดือนเมษายน
ปี 2557 เรื่องนี้ฮือฮาอย่างมาก กรณีศาลจังหวัดระยองสั่งจำคุกพ่อค้าทุเรียน 15 วัน ฐานหลอกลวงประชาชนขายทุเรียนอ่อน จนถูกลูค้าแจ้งความจับ และศาลตัดสินสั่งจำคุกทันทีไม่รอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นแบบอย่างและเป็นการทำลายอาชีพของเกษตรกรชาวสวนทุเรียน และถือเป็นรายแรกของประเทศไทย
           "สุรสิทธิ์ สิงหพรพงศ์" เกษตรจังหวัดชุมพร บอกว่า มาตรการป้องกันการนำทุเรียนอ่อนออกสู่ตลาดของจังหวัดชุมพร ทางจังหวัดฯ ได้ประกาศชัดเจนแล้วว่าหากใครนำทุเรียนอ่อน หรือตัด
ทุเรียนอ่อนจากสวนและนำมาจำหน่ายให้กับผู้บริโภค หรือจำหน่ายภายในตลาด รวมถึงที่อื่นๆ ซึ่งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจจับได้ นอกจากนี้ ทางจังหวัดชุมพรก็มีการตั้งจุดตรวจสกัด และตรวจสอบคุณภาพของทุเรียน ซึ่งการตัดทุเรียน หากมีแป้งไม่ถึง 23 เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นทุเรียนอ่อน เพราะทุเรียนโดยทั่วไปที่ตัดจำหน่ายยังต่างประเทศ หรือจำหน่ายที่อื่นๆ นั้น ความแก่ของทุเรียนจะไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ สำหรับที่ อ.พะโต๊ะ จะมีการตั้งด่านตรงเส้นทาง

ก่อนที่จะเข้า อ.หลังสวน จ.ชุมพร
     "การตั้งด่านตรวจสอบคุณภาพของทุเรียน ถือเป็นนโยบายของทางผู้ว่าฯ ซึ่งให้ตั้งคณะทำงานในทุกอำเภอของจังหวัดชุมพร โดยมีนายอำเภอเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบคุณภาพทุเรียน ก่อนที่จะนำมาจำหน่ายภายในตลาดต่างๆ และมีเกษตรอำเภอเป็นเลขานุการฯ และมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ พัฒนาชุมชนฯ, อบต., สาธารณสุขฯ, สหกรณ์ฯ เป็นต้น ก็มาร่วมกันทำหน้าที่ใน
การตั้งด่านสกัด และมีหน่วยงานของศูนย์วิจัยพัฒนาด้านการเกษตรมาร่วมด้วย ซึ่งจะมีการตรวจเปอร์เซ็นต์แป้งของทุเรียนว่าถึงเกณฑ์มาตรฐานตามที่ต้องการหรือไม่ ซึ่งการตั้งด่านตรวจสอบคุณภาพของทุเรียนจะดำเนินการในช่วงที่เกษตรกรตัดทุเรียนออกจากสวน หรือช่วงที่จะมีทุเรียนออกสู่ตลาดจำนวนมาก ซึ่งการขนย้ายทุเรียนผ่านมาที่ด่านตรวจสอบคุณภาพของทุเรียน ทางเจ้าหน้าที่จะใช้วิธีการสุ่มตรวจจับ

ทุเรียนว่าอ่อนหรือแก่" เกษตรจังหวัดชุมพร กล่าว
"นายสุรสิทธิ์" บอกด้วยว่า ส่วนเวลาที่ประชาชนจะซื้อทุเรียนมาบริโภค อาจสงสัยว่าทุเรียนผลไหนสามารถกินได้หรือยัง อันดับแรก คือ ดูจากหนามของผลทุเรียนว่าหนามแข็งหรือไม่ เวลาบีบเข้าหากัน ถ้าเป็นทุเรียนแก่หนามจะดีดตัวออกเหมือนสปริง จะไม่นิ่ม อันที่สองให้ดูร่องน้ำ หรือร่องกลางของพลูทุเรียนจะมีเส้นแบ่งเป็นเส้นตรงเป็นรอยคล้ายร่องน้ำ ดูว่าเป็นร่อง
ชัดเจนหรือไม่ อันที่สาม ก็ดูที่ขั้วของผลทุเรียน ช่วงระหว่างปลิงกับขั้วจะบวม ถ้าบวมมากแสดงว่าทุเรียนแก่จัด นอกจากนี้ ก็ดูในเรื่องของการดีดหรือการเคาะ ถ้าเคาะแล้วฟังเสียงยังแน่นๆ อยู่ก็แสดงว่าทุเรียนยังไม่แก่ ยังอ่อนอยู่ หรือใช้วิธีดูดโดยการตัดขั้วทุเรียนใหม่ๆ แล้วก็ดูดดูว่าตรงขั้วที่ตัดมีรสชาติอย่างไร มีรสหวาน หรือมีรสฝาด ถ้ามีรสหวานก็แสดงว่าทุเรียนแก่จัด ส่วนการดม หากมีกลิ่นหอมก็แสดงว่าสุกแล้ว
"ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล" เกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ สาขา
อาชีพการทำสวน ในฐานะ SMART FARMER ในการทำระบบการจัดการฟาร์มสวนทุเรียน GAP ต้นแบบเพื่อการส่งออก บอกว่า ที่ อ.พะโต๊ะ ถือเป็นพื้นที่ที่มีดิน น้ำ อากาศ ขนาบด้วยลมมรสุมทะเล ทำให้เหมาะแก่การปลูกทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ อาทิ ก้านยาว, พวงมณี, หมอนทอง ฯลฯ ซึ่งการทำงานตนได้ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความมั่นคงยั่งยืนในอาชีพการทำสวน โดยตนมีแปลงปลูกสวนทุเรียน 31 ไร่เศษ ส่วนบริเวณรอบสวนจะปลูกปาล์มน้ำมัน และกล้วย บริเวณริมรั้วก็จะปลูกไผ่ลืมแล้งและหมาก ข้างๆ
บ้านก็ปลูกพืชผักสมุนไพร ทำให้มีรายได้ทุกวันจากการขายพืชผัก รายเดือนเก็บหมาก ตัดปาล์มขายเดือนละ 1-2 ครั้ง รายปีก็ได้ทุเรียน โดยทุเรียนสวนของตนจะส่งออกไปขายที่ประเทศจีน และประเทศแถบยุโรปทั้งหมด
"นายฉัตรกมล" บอกอีกว่า การทำงานของตนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงทำอย่างไรในการผลิตพืชผักให้มีรายได้รายวัน รายเดือนและรายปี โดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากการจัดการสวนอย่างเป็นระบบ ถือเป็นหัวใจหลัก นอกจากนี้ ยังต้องหาข้อมูลช่วงเวลาของการออกดอก ออกผลของทุเรียน รวมถึง
การปรับปรุงพันธุ์ การใช้สารเคมีตามกฎหมายกำหนด โดยต้องทิ้งระยะปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง แถมยังต้องเข้าใจการเติบโตของต้นทุเรียน ตลอดจนการเข้าใจข้อมูลทางการตลาดว่าช่วงไหนทุเรียนจากจังหวัดอื่นๆออกผล สุดท้ายมาดูว่าคุณภาพของทุเรียนส่งออกเป็นอย่างไร และทำอย่างไรจึงจะได้คุณภาพของทุเรียนเช่นนั้น
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ อ.พะโต๊ะ นอกจากจะมีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และจุดถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการคุณภาพทุเรียน
ที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ต่างๆ ให้กับเกษตรกร อ.พะโต๊ะแล้ว การตั้งด่านตรวจสอบคุณภาพทุเรียนของจังหวัดชุมพร ยังถือเป็นมาตรการเข้มข้น เพื่อสกัดทุเรียนอ่อนไปยังผู้บริโภค รวมถึงประชาชนที่นิยมบริโภคทุเรียน จึงเบาใจได้ว่าจะไม่ถูกพ่อค้า แม่ค้าหลอกขายทุเรียนอ่อนอย่างแน่นอน...!!!
                               นวย เมืองธน
*************************************************

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

ปลุกจิตสำนึกรักษ์ป่า เต็มใจและสมัครใจ

         ช่วงปี พ.ศ.2504 พื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทยมีประมาณ 171 ล้านไร่ ต่อมาในปี พ.ศ.2551 ลดลงเหลือ 107 ล้านไร่ และในปี 2556 ลดลงเหลือ 102 ล้านไร่ ซึ่งสาเหตุของการลดลงของพื้นที่ป่าไม้เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น การบุกรุกเพื่อขยายพื้นที่เพื่อการเกษตร การบุกรุกรุกครอบครองของนายทุน การออกเอกสารสิทธ์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย การขาดจิตสำนึกสาธารณะ และการบริหารจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบขาดประสิทธิภาพ
        โดยปัญหาการบุกรุกทำลายป่ายังคงเป็นปัญหาระดับชาติที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยให้ความสนใจและพยายามแก้ไข แต่การดำเนินงานมักจะเป็นหน่วยงานภาครัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน
   ผมหยิบยกเรื่องราวของปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้มาเขียนถึง เพราะมีโอกาสเดินทางมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ร่วมกับคณะผู้บริหารของกรมป่าไม้ ที่พาสื่อมวลชนจากส่วนกลางมาดูงานการสร้างเครือข่ายป่าไม้ ณ หน่วยป้องกัน
รักษาป่าที่ ตก. 8 (แม่ละเมา) อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งจัดกิจกรรมอบรมหัวหน้าหน่วยและชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับป่า เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ปลุกจิตสำนึกรักษ์ป่าด้วยความเต็มใจ โดยมี "อำนวยพร ชลดำรงค์กุล" ผอ.สำนักจัดการเครือข่ายป่าไม้และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจัดการและควบคุมป่าไม้ กรมป่าไม้ เป็นประธาน และมี "ไสว  ตุ้ยดา" หัวหน้าหน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ตก.8 นำคณะเจ้าหน้าที่ฯ ผู้นำชุมชน และชาวบ้านพะกา หมู่ที่ 4 ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด
ซึ่งเป็นชาวปากะญอ ให้การต้อนรับและร่วมกิจกรรมครั้งนี้ด้วย ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้ถือเป็นเครือข่ายความร่วมมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของกรมป่าไม้อย่างเข้มแข็ง
    "นางอำนวยพร" บอกว่า จังหวัดตาก มีพื้นที่ป่าในปี 2551 จำนวน 7.95 ล้านไร่ แต่จากการแปลพื้นที่ป่าจากดาวเทียมไทยโชตในปี 2556 ลดลงเหลือ 7.79 ล้านไร่ หายไปประมาณกว่า 160,000 ไร่ ซึ่งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ร่วมกันประเมินลำดับความรุนแรงของ
สถานการณ์ป่าไม้ กำหนดให้ จ.ตาก เป็น 1 ใน 12 พื้นที่วิกฤติรุนแรง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และในส่วนของ อ.แม่สอด จากข้อมูลช่วงปี 2556 พบมีพื้นที่ป่า 536,956.70 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึง 33.779.01 ไร่ และส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าใน อ.แม่สอด มีการสร้างเครือข่ายและมวลชนสัมพันธ์ในการป้องกันรักษาป่า ร่วมกับการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้
ในกรณีรายใหญ่และผู้มีอิทธิพลด้วย ซึ่ง อ.แม่สอด มีหน่วยป้องกันรักษาป่า 2 หน่วย คือ หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ตก.5 (ห้วยไม้แป้น) และหน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ ตก. 8 (แม่ละเมา) โดยมีการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า มีเครือข่ายความร่วมมือในการควบคุมไฟป่าบ้านถ้ำเสือ หมู่ที่ 5 ต.พระธาตุผาแดง และเครือข่ายและพันธมิตรในการป้องกันรักษาป่า บ้านพะกา หมู่ที่ 4 ต.ด่านแม่ละเมา เป็นต้น
"ผอ.สำนักจัดการเครือข่ายป่าไม้" บอกอีกว่า ปัญหาการบุกรุก
พื้นที่ป่าไม้ที่ผ่านมามีอยู่อย่างต่อเนื่อง นับเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความไม่เข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนมานานเรื้อรัง ซึ่งกรมป่าไม้พยายามปรับปรุงรูปแบบการดำเนินงาน รวมทั้งหาวิธีการแก้ไขและสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชน มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อตัดสินปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเป็นธรรม แต่เนื่องจากกรมป่าไม้เป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการใช้พื้นที่ป่าไม้ ด้วยภาพลักษณ์และบทบาทดังกล่าว อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน

ซึ่งกรมป่าไม้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว และได้พยายามเข้าถึงชุมชนและสร้างความใกล้ชิด ปรับภาพลักษณ์จากผู้รักษากฎระเบียบ เป็นผู้ให้ความรู้ ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องการป่าไม้ มีการลงพื้นที่ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับคุณค่าและความสำคัญของ
ทรัพยากรป่าไม้ ทั้งในระดับเยาวชนและระดับผู้นำชุมชน ภายใต้แนวคิด ประชาชนคือหัวใจสำคัญของการรักษาป่าไม้อย่างยั่งยืน
"นางอำนวยพร" บอกด้วยว่า มิติใหม่ในการป้องกันยับยั้งการทำลายป่าของหน่วยป้องกันรักษาป่า โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณป่าหรือใกล้ป่าเป็นผู้มีส่วนร่วมในการดูแลป้องกันรักษาป่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้ต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานและสร้างแนวร่วมในการป้องกันรักษาป่า และควบคุมไฟป่า โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางมากยิ่งขึ้น หาวิธีการแก้ไข
และสร้างความเข้าใจอันดีกับประชาชนในพื้นที่
               "พันธกิจของผู้พิทักษ์ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ ทั้งที่อาศัยและหากินอยู่กับป่า ทั้งเก็บเห็ด เก็บหน่อไม้ และผลผลิตจากป่า ต้องช่วยกันอย่างจริงจัง เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะท้ายที่สุดแล้วพลังความร่วมมือและจิตสำนึกรักษ์ป่าด้วยความเต็มใจและสมัครใจของประชาชนในพื้นที่ จะเป็นเกราะป้องกันการบุกรุกทำลายป่าได้ดีกว่ากฎหรือข้อบังคับใดๆ" นางอำนวยพร กล่าว


         "สอี คีรีพงษ์พัฒน์" ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 บ้านพะกา ต.ด่านแม่ละเมา อ.แม่สอด จ.ตาก บอกว่า ในการดูแลป่าของบ้านพะกา หมู่ที่ 4 จะอาศัยแกนนำหลักของหมู่บ้าน ในการประสานกับชาวบ้าน เพื่อช่วยกันดูแลรักษาป่า โดยให้ชาวบ้านเข้าไปร่วมปลูกป่า และแนะนำการใช้ประโยชน์จากป่า และการที่กรมป่าไม้เข้ามาสร้างเครือข่ายป่าไม้นั้น ถือเป็นแนวทางที่ดี เพราะชาวบ้านต้องอยู่กับป่าให้ได้ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่ฯ จะได้ตรงกัน เพราะเดิมทีชาวบ้านจะไม่เข้าใจเจ้าหน้าที่ฯ เท่าที่ควร
เนื่องจากมีความเกรงใจและความกลัว เมื่อกรมป่าไม้เข้ามาช่วยเหลือและเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำต่างๆ จึงทำให้ชาวบ้านกล้าเปิดใจคุยกันมากขึ้น เวลาเกิดปัญหาต่างๆ ก็จะช่วยกันหาแนวทางแก้ไข
"ตอนนี้ชาวบ้านเริ่มเข้าใจมากขึ้น กล้าเข้ามาหาเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งแรกๆ ที่ยังไม่มีโครงการนี้ ชาวบ้านลำบากมาก เพราะเวลามีปัญหาอะไร ชาวบ้านก็กลัวเจ้าหน้าที่ฯ อย่างเดียว พอมีปัญหาก็จะหนีอย่างเดียว แต่พอมีโครงการอย่างนี้เกิดขึ้น ชาวบ้านก็กล้าที่จะเข้าหาเจ้าหน้าที่ฯ มากขึ้น ในการหาทางออกร่วมกัน และอยากฝากทางกรมป่าไม้ว่า ในวิถีชีวิตชาวปากะญอ บ้านผมยังมีจิตสำนึกในการรักษาและดูแลป่าอย่างดี หากมีการบุกรุกป่าหรือแผ้วถางป่าเพิ่มขึ้น ผมก็อยากให้ทางกรมป่าไม้เข้ามาดูแลและหาทางออกให้กับชาวบ้าน" นายสอี กล่าว
                ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" การที่ได้เดินทางมาที่ "บ้านพะกา" แห่งนี้ นอกจากผมจะได้สัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่แล้ว ยังได้เห็นความสำคัญและบทบาทการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน โดยเฉพาะการเข้าถึงประชาชนของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ รวมทั้งการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และปลูกจิตสำนึกชาวบ้าน ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการเป็นเกราะป้องกันการบุกรุกทำลายป่ามากกว่ากฎหรือข้อบังคับใดๆ ที่ทางราชการกำหนดขึ้น...!!! 
                 นวย  เมืองธน
********************************************

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

ศูนย์ดำรงธรรมฯปากช่อง รุกเร็วประชาชนพึงพอใจ

             "ศูนย์ดำรงธรรม" ถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับพี่น้องประชาชนในระดับตำบล อำเภอ และจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดย "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96/2557 ประกาศ ณ วันที่ 18 ก.ค.57
            เรื่อง การจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัดและให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการในจังหวัดสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเสมอภาค มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานและประชาชนได้รับความพึงพอใจ
  นอกจากนี้ ตามประกาศ คสช. ฉบับดังกล่าวได้กำหนดให้ทุกกระทรวง กรม ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐ สนับสนุนการดำเนินการของศูนย์ดำรงธรรมในทุกด้าน และยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดในการสั่งการ บังคับบัญชา
กำกับ ดูแล บรรดาข้าราชการและพนักงานของรัฐในเขตจังหวัดอีกด้วย เพื่อให้การบูรณาการบริหารจัดการร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐในการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ ขั้นตอน และวางแนวทางการปฏิบัติภายในศูนย์ดำรงธรรมเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ การป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด การป้องกันและปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ การแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ การคุ้มครองป้องกันหรือช่วยเหลือประชาชนผู้ด้อยโอกาสให้ได้รับ
ความเป็นธรรม และการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยในสังคม
ผมหยิบยกเรื่องราวของศูนย์ดำรงธรรมมาเขียนถึง เนื่องจากมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ลงพื้นที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ร่วมกับคณะผู้บริหารกรมการปกครองที่นำสื่อมวลชนมาศึกษาดูงานบทบาทฝ่ายปกครองของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่อง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลและแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียน รวมถึงการดูแลผู้ด้อยโอกาส คนพิการ ครอบครัวยากจน เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น บริการแก้ไขปัญหา

ชาวบ้านในระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้านแบบเบ็ดเสร็จ (one stop service) ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงใน จ.นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร
จุดแรกที่คณะของเราได้ไปเยี่ยมชมก็คือ ที่ว่าการอำเภอปากช่อง และเป็นที่ทำการของศูนย์ดำรงธรรมฯ
โดย "วิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์" นายอำเภอปากช่อง บอกว่า ภาพรวมพื้นที่ อ.ปากช่อง และโมเดลต้นแบบในการแก้ไขปัญหาผู้ด้อยโอกาส โดยศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่องจะมีการดำเนินการโดยใช้ชุดปฏิบัติการตำบล (ชปต.) เป็นหลัก เพราะชุดปฏิบัติการดังกล่าวมีหลายหน่วยงานร่วมกันทำงาน ส่วนตนเองในฐานะนายอำเภอ ก็จะใช้คณะกรรมการอำนวยการอำเภอในการบริหารการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนในทุกๆ ด้าน ขณะเดียวกันในระหว่างที่คณะของเราดูงานอยู่นั้น ก็พบว่ามีชาวบ้านมาร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมฯ เพราะมีปัญหา
การขัดแย้งเรื่องแนวเขตที่ดินกับเพื่อนบ้าน ทาง "นายอำเภอปากช่อง" จึงเข้าไปรับเรื่องด้วยตัวเอง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว
          "ปัญหาต่างๆ นั้น เมื่อชาวบ้านมาร้องทุกข์ที่ศูนย์ดำรงธรรมฯ หากเราสามารถประสานหน่วยงานต่างๆ และเคลียร์ปัญหาความทุกข์ต่างๆ ของชาวบ้านให้จบลงโดยง่าย ณ ที่ว่าการอำเภอฯ ชาวบ้านก็ไม่ต้องลำบากเดินทางไปร้องทุกข์ ร้องเรียนกันกับหน่วยงานต่างๆ" นายอำเภอปากช่อง กล่าว
ขณะเดียวกัน "นายอำเภอปากช่อง" ก็พาคณะของเราลงพื้นที่เพื่อเยี่ยม "ช่อ สำมะนา" ที่บ้านพรหมประดิษฐ์ เลขที่ 529 หมู่ที่ 14 ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นกรณีหนึ่งที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่องได้รับเรื่อง และให้ชุดปฏิบัติการประจำตำบลจันทึกตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือ โดย "นายช่อ" จัดอยู่ในกลุ่มเป็นครัวเรือนยากจน ต้องการการสงเคราะห์ เนื่องจากไม่มีอาชีพและเป็นโรคสมองฝ่อ แถมลักษณะที่อยู่อาศัยยังทรุดโทรมไม่ถูกสุขลักษณะอีกด้วย
          ต่อจากนั้นก็ได้ไปเยี่ยม "สว่าง ชงรัมย์" ที่บ้านไร่ เลขที่ 565 หมู่ที่ 18 ต.จันทึก อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ซึ่ง "นายสว่าง" จัดอยู่ในกลุ่มครัวเรือนยากจน แม้ยังสามารถพัฒนาได้ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ ซึ่งเป็นโรคกระดูกทับเส้นและโรคเก๊า ทางชุดปฏิบัติการประจำตำบลจันทึกจึงต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยเช่นกัน
  ส่วนอีกที่หนึ่งซึ่ง "นายวิบูลย์" พาคณะของเราไปเยี่ยม คือ กรณี "อรัญญา อินทรโลก" ชาวบ้าน ต.ขนงพระ อ.ปากช่อง
จ.นครราชสีมา ซึ่งมีฐานะยากจน และสภาพปัญหา คือ ต้องเลี้ยงบุตรแฝดตามลำพัง และไม่มีที่อยู่อาศัย ทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่องได้ส่งเรื่องให้ชุดปฏิบัติการประจำตำบลขนงพระตรวจสอบข้อเท็จจริง และประสานขอความช่วยเหลือไปยังสำนักงานกิ่งกาชาดอำเภอปากช่อง             ปัจจุบัน "นางอรัญญา ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องเครื่องนุ่งห่ม นมผง และอยู่ระหว่างที่กิ่งกาชาดอำเภอปากช่องกำลังก่อสร้างบ้านพักอาศัยให้ ซึ่งทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่องได้มีการติดตามและประเมินผลเป็นระยะๆ อีกด้วย


            "นายอำเภอปากช่อง" บอกด้วยว่า การตั้งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่อง เป็นการตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครราชสีมา ในการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน ส่วนงานของศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่อง อาทิ การรับเรื่องราวและแก้ไขปัญหาร้องเรียน ร้องทุกข์ ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ การให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชน การให้บริการ (one stop service) ซึ่งขณะนี้กำลังพัฒนาอยู่ ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาการร้องเรียน ร้องทุกข์นั้น ทางอำเภอปากช่องก็ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง
ในนามของศูนย์อำนวยความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อทางศูนย์ดำรงธรรมฯ มีข้อมูลของคนยากจน ยากไร้ในพื้นที่ และข้อมูลในพื้นที่นั้นๆ ส่งมาให้
เพื่อให้ทางศูนย์ดำรงธรรมฯ เข้ามาช่วยเหลือเป็นกรณีไป ซึ่งการช่วยเหลือจะมีชุดปฏิบัติการตำบล ประกอบด้วยหน่วยงานระดับตำบล อาทิ ปลัดอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน, สาธารณสุขตำบล, เกษตรตำบล, พัฒนากรตำบล, กศน., สายตรวจตำบล, อบต. ฯลฯ เข้ามาทำงานร่วมกัน โดยชุดปฏิบัติการตำบลจะเข้ามาตรวจสอบว่าเดือดร้อนเรื่องอะไร มีปัญหาเรื่องอะไร และก็จัดกลุ่ม
ถ้ามีปัญหาเรื่องทำมาหากิน ความยากจน อาชีพและรายได้ ก็จะจัดเป็นกลุ่มๆ ไป แล้วก็ให้ความช่วยเหลือ
"อภิชาติ เทียวพานิช" รองอธิบดีกรมการปกครอง บอกว่า จากการลงพื้นที่ อ.ปากช่อง จะเห็นได้ว่าส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาให้กับชาวบ้าน เมื่อทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอปากช่อง โดย "นายอำเภอปากช่อง" ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้ใช้ระบบการสื่อสารทางไลน์ ( LINE) ในการประสานติดต่อกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อทางผู้ใหญ่บ้านแจ้งเหตุมาว่ามีชาวบ้านหมู่ที่ 23
ต.หนองสาหร่าย อ.ปากช่อง ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาโรงงานแห่งหนึ่งที่สร้างมลภาวะ ทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี ส่งกลิ่นเหม็น ทางนายอำเภอฯ ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมชุดปฏิบัติการตำบลอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเรียกตัวแทนชาวบ้าน และทางฝ่ายโรงงานมาหาทางออกในการแก้ไขปัญหาร่วมกันจนได้ข้อยุติ ซึ่งทางโรงงานรับปากว่าจะแก้ไขเรื่องกลิ่นเหม็นภายใน 1 เดือน
ส่วนการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสนั้น ในศูนย์ดำรงธรรมฯ ก็มีหลายฝ่าย โดยชุดปฏิบัติการตำบลจะเข้าไปดูข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ
ความทุกข์ ความเดือดร้อนของชาวบ้าน โดย "อธิบดีกรมการปกครอง" ได้เน้นย้ำให้ใช้ยุทธศาสตร์ตามพระราชดำริ คือ "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา" เพราะบางทีชาวบ้านไม่สามารถมาบอกให้ส่วนราชการรู้ว่าต้องการอะไร ทางศูนย์ดำรงธรรมฯ ก็ต้องส่งชุดปฏิบัติการตำบลลงพื้นที่เพื่อเข้าถึงประชาชน การพัฒนาคุณภาพชีวิตต่างๆ ของชาวบ้านต้องได้รับความพึงพอใจ
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สำหรับการช่วยเหลือชาวบ้านนั้น "รองอธิบดีกรมการปกครอง" ย้ำว่าในแต่ละพื้นที่ปัญหาไม่เหมือนกัน ทางนายอำเภอจะต้อง
จัดกลุ่มของปัญหา เพราะทุกปัญหาจะต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะปัญหาที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน การแก้ปัญหาต้องรวดเร็ว อันไหนที่แก้ไขได้ต้องรีบดำเนินการทันที ส่วนปัญหาไหนที่ใหญ่เกินอำนาจของทางอำเภอ ก็ต้องรายงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ที่รับผิดชอบมาดำเนินการแก้ไข ขณะเดียวกันทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอก็ต้องติดตามงานจนกว่าจะแล้วเสร็จ ห้ามทิ้งปัญหาไว้ เพื่อให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ ตามสโลแกนที่ว่า "คิดไม่ออก บอกศูนย์ดำรงธรรม โทร.1567"...!!!
        นวย  เมืองธน
***************************************