วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

วัดร่องขุ่น พุทธศิลป์ของชาติ

             ลังเหตุแผ่นดินไหวที่ จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นแผ่นดินไหวที่สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน อาคาร สถานที่ต่างๆ ในรอบ 100 ปีสำหรับประเทศไทยแล้ว วัดชื่อดังระดับโลก อย่างวัดร่องขุ่น ที่ตั้งอยู่เขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของชาวเชียงราย ก็ได้รับความเสียจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
                นายเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ หรืออาจารย์เฉลิมชัย ศิลปินของจังหวัดเชียงราย ผู้สร้างวัดร่องขุ่น บอกว่า พอเกิดอาฟเตอร์ช็อกหลายต่อหลายครั้ง อะไรๆ ก็พังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพอสำรวจวัดแล้วก็พบว่าเสียหายหนัก ใครหลายคนอาจจะมองแค่ว่ายอดฉัตรหัก ดูเหมือนเสียหายนิดเดียว แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของโครงสร้าง แถมภาพวาดผนังซึ่งเป็นงานศิลปะทั้งหมดก็พังกองลงไปกับพื้น ซึ่งถือว่าเสียหายใหญ่หลวงเลยทีเดียว โดยเมื่อสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วนทางวัดจะทำการเปิดบริเวณรอบๆ วัดให้ได้ชมกัน ส่วน
ในโบสถ์ยังไม่สามารถให้เข้าชมได้
    อาจารย์เฉลิมชัย บอกอีกว่า ในส่วนที่เสียหายหนักที่ทำตนนั้นช็อกไปเลย ก็คือภาพวาดบนผนัง คือใช้เวลาวาดเป็น 10 ปี กว่าจะร่าง กว่าจะลงสี แต่สรุปสุดท้ายทุกอย่างก็กองลงมาที่พื้น ซึ่งภาพวาดนี้เป็นจุดขายฝรั่ง เพราะภาพแต่ละภาพประมวลเรื่องราวตั้งแต่อดีตถึงโลกปัจจุบันผสมผสานเป็นศิลปะที่ลงตัว ส่วนการซ่อมแซมนั้นคงจะยากหน่อย เหมือนกับการซ่อมจิตรกรรมโบราณ เพราะต้องทำสีให้เหมือนกัน
ต้องใช้เวลา และความปราณีตเป็นอย่างมาก
        ผมหยิบยกเรื่องราวของวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นวัดพุทธ และวัดฮินดูมาเขียนถึง เพราะครั้งหนึ่งช่วงที่มาจังหวัดเชียงรายก่อนเกิดแผ่นดินไหว ก็เคยมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่วัดร่องขุนแห่งนี้ครับ "วัดร่องขุ่น" เป็นวัดที่สร้างขึ้นและออกแบบจากแรงศรัทธาของ "อาจารย์เฉลิมชัย" ตั้งแต่ พ.ศ.2540 เพื่อมุ่งสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ของตัวเอง
และประกาศความยิ่งใหญ่ต่อคนทั้งโลก เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในนาม "White Temple" โดยระยะเวลาในการสร้างนั้นไม่มีกำหนดจนกว่าจะแล้วเสร็จ
   นอกจาก "อาจารย์เฉลิมชัย" สร้างวัดร่องขุ่นขึ้นด้วยแรงปณิธานที่มุ่งมั่นแล้ว ยังรังสรรค์งานศิลปะที่งดงามแปลกตา ผสานวัฒนะธรรมล้านนาอย่างกลมกลืน ทั้งลวดลายปูนปั้นประดับ กระจก และจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ ลักษณะเด่นของวัดคือ พระอุโบสถถูกแต่งด้วยลวดลายกระจกสีเงินแวววาวเป็น
เชิงชั้นลดหลั่นกันไป หน้าบันประดับด้วยพญานาคมีงวงงาดูแปลกตาน่าสนใจมาก ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถเป็นฝีมือภาพเขียนของ "อาจารย์เฉลิมชัย" เองด้วย
    "ผมหวังที่จะสร้างงานพุทธศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผมให้ปรากฏเป็นงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลกมนุษย์นี้ให้ได้ เพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของประเทศชาติของผมไปสู่มวลมนุษยชาติทั้งโลก" คำกล่าวของ "อาจารย์เฉลิมชัย"


        "อาจารย์เฉลิมชัย" ศิลปินของจังหวัดเชียงรายเคยบอกว่า แรงบันดาลใจในการสร้างวัดแห่งนี้อยู่ 3 ประการ คือ เพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ จึงตั้งความปรารถนาที่จะถวายชีวิต ใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของตนเองสร้างงานพุทธศิลป์เพื่อเป็นงานประจำรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ได้
และจะถวายชีวิตไปจนตายคาวัดวัดร่องขุ่น ที่สำคัญยังตั้งความหวังที่จะมอบชีวิตในวัยที่มีค่าพร้อมที่สุดของอาชีพจิตรกร ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา ฝีมือจินตนาการ ให้แก่โลกไปจวบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
     "ผมสร้างงานพุทธศิลป์ด้วยความศรัทธา ไม่ได้มุ่งหวังสิ่งใดๆ ตอบแทน ไม่ต้องการและไม่ชอบการทำบุญเอาหน้า วัดนี้ไม่เคยเรี่ยไรเงินด้วยกฐินผ้าป่า วัดนี้ไม่รีบร้อนสร้างเพื่อฉลองในโอกาสใดๆ ทั้งสิ้น ผมคิดเพียงอย่าง

เดียวต้องดีที่สุด สวยที่สุด สร้างจนหมดภูมิปัญญาทางโลกและทางธรรมของผม ผมสร้างวัดโดยไม่เคยเรี่ยไรเงินจากใคร ผมต้องการปัจจัยที่มาจากแรงศรัทธาอันบริสุทธิ์ใจของชาวพุทธที่ปรารถนาจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาและงานพุทธศิลป์ของชาติเท่านั้น ผมไม่การต้องปัจจัยจากผู้ที่หวังผลประโยชน์จากการบริจาค" "อาจารย์เฉลิมชัย" เคยกล่าวไว้
    ที่สำคัญอุโบสถวัดร่องขุ่นที่ "อาจารย์เฉลิมชัย" ได้สรรค์สร้างขึ้นมาล้วนแต่มีความหมายยิ่ง
เพราะเป็นการเนรมิตวัดให้เหมือนเมืองสวรรค์ เป็นวิมานบนดินที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ โบสถ์ เปรียบเหมือนบ้านของพระพุทธเจ้า สีขาว แทนพระบริสุทธิคุณของพระพุทธเจ้า กระจกขาว หมายถึง พระปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่เปล่งประกายไปทั่วโลกมนุษย์และจักรวาล สะพาน หมายถึง การเดินข้ามวัฏสงสารมุ่งสู่พุทธภูมิ ครึ่งวงกลมเล็ก หมายถึง โลกมนุษย์
            วงใหญ่ที่มีเขี้ยวเป็นปากของพญามารหรือพระราหู หมายถึง กิเลสในใจแทนขุมนรกคือทุกข์ ผู้ที่จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าในพุทธภูมิต้องตั้งจิตปลดปล่อยกิเลสตัณหาของตนเองลงไปในปากพญามาร เพื่อเป็นการชำระจิตให้ผ่องใสก่อนที่จะเดินผ่านขึ้นไปพบกับพระราหูอยู่เบื้องซ้าย และพญามัจจุราชอยู่เบื้องขวา อสูรกลืนกัน 16 ตน บนสันของสะพาน หมายถึง อุปกิเลส 16 จากนั้นก็จะถึง กึ่งกลางสะพาน หมายถึง เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา
สระน้ำด้านล่าง หมายถึง สีทันดรมหาสมุทร มีสวรรค์ตั้งอยู่ด้วยกัน 6 ชั้นด้วยกัน ผ่านสวรรค์ 6 เดินลงไปสู่พรหม 16 ชั้น แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 16 ดอกรอบพระอุโบสถ ดอกที่ใหญ่สุด 4 ดอก ตรงทางขึ้นด้านข้างโบสถ์ หมายถึง ซุ้มพระอริยเจ้า 4 พระองค์ ประกอบด้วย พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ เป็นสงฆ์สาวกที่ควรกราบไหว้บูชา
            ครึ่งวงกลมก่อนขึ้นบันได หมายถึง โลกุตตรปัญญา บันไดทางขึ้น 3 ขั้นแทนอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ผ่านแล้วจึงขึ้นไปสู่อรูปพรหม 4 แทนด้วยดอกบัวทิพย์ 4 ดอกและบานประตู 4บาน บานสุดท้ายเป็นกระจกสามเหลี่ยมแทนความว่าง ซึ่งหมายถึงความหลุดพ้น แล้วจึงก้าวข้ามธรีประตูเข้าสู่พุทธภูมิ ภายในประกอบด้วยภาพเขียนโทนสีทองทั้งหมด ผนัง 4 ด้าน เพดานและพื้นล้วนเป็นภาพเขียนที่แสดงถึงการหลุดพ้นจากกิเลสมาร มุ่งเข้าสู่โลกุตตรธรรม ส่วนบนของหลังคาโบสถ์ได้นำหลักการของการปฏิบัติจิต 3 ข้อ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นำไปสู่ความว่างคือความหลุดพ้นนั่นเอง
                 ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" แม้วัดร่องขุ่นแห่งนี้จะเกิดความเสียหายอย่างหนักต่อเหตุแผ่นดินไหว แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าประชาชนคนไทยยังคงต้องหาโอกาสสักครั้งเพื่อมาชมวัดร่องขุ่น ชมงานพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ให้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งในวันนั้นที่ผมมาวัดร่องขุนก็มีโอกาสมานั่งพักร้อนดื่มกาแฟที่ร้านครูศรีจันทร์กาแฟสด หน้าวัดร่องขุ่น แล้วก็ถือโอกาสเดินช้อปปิ้งร้านขายของในย่านนี้ด้วย...วันนี้โบกมือลากันไปก่อน...!!!
                        นวย เมืองธน
******************************************

วันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เศรษฐกิจพอเพียง จวนพ่อเมืองสตูล

             มื่อคราวที่มีโอกาสมาทำข่าวกับกรมการปกครอง เพื่อติดตามภารกิจบทบาทฝ่ายปกครองในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ชายแดนและการท่องเที่ยวรองรับ AEC และการขยายผลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงสู่ชุมชน ศูนย์เรียนรู้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลเกตรี หมู่ที่ 3 ต.เกตรี อ.เมือง จ.สตูล
            ซึ่งที่ชุมชนตำบลเกตรีจะมีการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ที่ผ่านมามีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างประเทศ อาทิ นักศึกษาจากประเทศสวีเดนได้มาศึกษาเรียนรู้และใช้ชีวิตกับครอบครัวที่นักศึกษาได้มาอาศัยอยู่
   หลังจากนั้น นักศึกษาประเทศสวีเดนก็มีการบอกต่อให้เพื่อนนักศึกษาในต่างประเทศมาท่องเที่ยวในชุมชนตำบลเกตรีด้วย ส่วนการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลเกตรีก็มีการประชุมประจำเดือนของคณะกรรมการศูนย์บริหาร
          และถ่ายทอดเทคโนโลยีประจำตำบลเกตรี ทำให้มีการขับเคลื่อนขยายจุดเรียนรู้หลายจุด เช่น พลังงานทดแทน, การใช้พลังงานลมผลิตกระแสไฟฟ้า, การทำโรงเพาะฟัก, ปลาน้ำจืด, การเลี้ยงปลาน้ำจืด, ห้องอบสมุนไพร, โฮมสเตย์ และแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น
 โดยมีการขยายจุดเรียนรู้ไปยังหมู่บ้านใน ต.เกตรี เพื่อเป็นเครือข่ายการเรียนรู้โดยชุมชน เช่น ที่บ้านเกตรี ม.1 ก็มีจุดเรียนรู้การแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และการทำขนม, ม.2 มีจุดเรียนรู้ปศุสัตว์ เลี้ยงแพะ และการทำเครื่องจักสาน,
            ม.3 มีศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลเกตรีเป็นจุดศูนย์รวม, ม.4 มีจุดเรียนรู้การปลูกผักปลอดสารพิษ, ม.5 มีจุดเรียนรู้การทำสวนผลไม้เกษตรผสมผสาน, ม.6 มีจุดเรียนรู้การทำไร่อ้อย, และม.7 มีจุดเรียนรู้พลังงานทดแทน ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 43
        นอกจากนี้ ยังมีการฝึกอบรมกลุ่มโฮมสเตย์ของชุมชนบ้านเกตรี เพื่อเพิ่มความรู้ในเรื่องการจัดการโฮมสเตย์ จึงเกิดการบริหารจัดการท่องเที่ยวเต็มรูปแบบ ทำให้มีการต้อนรับนักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยว
          ที่ศูนย์ฯ แห่งนี้ ได้แก่ หน่วยงานราชการต่างๆ ที่มาจัดอบรมสัมมนา, นักศึกษาที่มาเรียนรู้การบริหารการจัดการกลุ่ม, นักท่องเที่ยวจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส มาศึกษาดูงาน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มาพักโฮมสเตย์ของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลเกตรีอีกด้วย
     "คุณเหนือชาย จิระอภิรักษ์" ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล บอกว่า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลเกตรีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต้องการให้เป็นศูนย์กลางการรวมกลุ่มองค์ความรู้ในเรื่องต่างๆ ให้ประชาชนได้ศึกษา

        และนำไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน และยึดเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เพื่อเสริมสร้างสถานภาพความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น รวมทั้งได้มีโอกาสเรียนรู้ในเรื่องการถ่ายทอดประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม ตลอดจนเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชุมชน โดยการจัดกิจกรรมที่สอดคล้อง
กับความต้องการของคนในชุมชน เพื่อให้ปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และก่อให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ น่าท่องเที่ยว น่าพักพิง มุ่งไปสู่การพัฒนาแบบพึ่งตนเอง
           ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล บอกอีกว่า ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบ้านเกตรียังเป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนในชุมชน ก่อให้เกิดความเข้มแข็งยั่งยืน โดยภายในศูนย์การเรียนรู้ชุมชนแห่งนี้ได้จัดฐานการเรียนรู้ไว้ 7 ฐาน เพื่อให้บริการความรู้ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งกลุ่มคนภายในและภายนอก
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     ผมหยิบยกเรื่องราวของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตำบลเกตรีมาเขียนถึง เพราะในคราวนั้นยังมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ซึ่งคุณเหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ท่านก็อุตส่าห์เปิดจวนให้คณะสื่อมวลชนมาแวะมาพักเหนื่อย และให้สัมภาษณ์ประเด็นต่างๆ ผมเองก็มีโอกาสเดินชมสวนผักต่างๆ ที่อยู่หลังจวนผู้ว่าฯ ซึ่งมีพืชผักต่างๆ โดยเฉพาะพืชผักสวนครัวมากมาย ซึ่งท่านผู้ว่าฯ สั่งให้ปลูกไว้เพื่อเป็นต้นแบบในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง

         ผมเดินดูแล้วเพลิดเพลิน ทำให้ผ่อนคลายอย่างมาก เลยอดไม่ได้ที่จะสัมภาษณ์ท่านผู้ว่าฯ เกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
         คุณเหนือชาย จิระอภิรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล บอกว่า การปลูกพืชผักต่างๆ เพื่อเป็นต้นแบบในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงไว้หลังจวนนั้น หลังจากที่มีการทำโครงการท่องเที่ยวโดยชุมชนแล้ว ก็มีความคิดว่าน่าจะมีต้นแบบไว้ให้ดูหรือศึกษาเพิ่มเติม คือ ไปเห็นแปลงผักที่ไหน
ก็นำมาทำ มาปลูกในที่ดินด้านหลังจวนที่ว่างอยู่ ซึ่งที่ดินทุกตารางนิ้วจะทำให้เกิดประโยชน์ทั้งหมด นอกจากจะมีพืชผักสวนครัวต่างๆ แล้ว ยังมีการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และเลี้ยงกบ รวมทั้งการทำแก๊สชีวภาพ และยังทำโฮมเสตย์ต้นแบบอีกด้วย
       ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล บอกอีกว่า ที่ผ่านมาใครมาที่จวน ทั้งข้าราชการก็จะแจกผลผลิตที่ปลูกไว้ให้ไปกินกัน มาถึงก็เก็บได้เลย เพราะจวนแห่งนี้เปิดให้ข้าราชการ และประชาชนได้มาพบปะกันอยู่แล้ว ส่วนการดูแลสวนผัก หลักๆ ก็จะมีอาสารักษาดินแดน หรืออส. และผู้
เชี่ยวชาญด้านการเกษตรฯ ช่วยกันดูแลหมุนเวียนกันมา ก็ถือเป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน
    "การลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ เราทำได้แล้ว ลดรายจ่ายก็คือ เอาผักสวนครัวมากินกัน เพิ่มรายได้ก็จากการทำโฮมสเตย์ พอตอนเย็นทีมเกษตรเค้าจะมา ถ้าผมอยู่ก็จะนั่งคุยกันในสวน ไปพรวนดิน ปลูกอะไรกันสนุกสนาน เสร็จแล้วก็เก็บผลผลิตมากินกัน" ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าว
    ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" คงต้องบอกไว้ว่า ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีการเลิกลา
            นอกจากผมและคณะสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ที่มาจวนท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลจะได้ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงในวันนั้นแล้ว เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะได้แรงบันดาลใจกลับไปปลูกผักที่บ้านกันบ้าง วันนี้ขอลาไปก่อนครับ ครั้งหน้าติดตามกันว่าผมจะไปตะลอนฯ ที่ไหนบ้าง...!!!
                                นวย เมืองธน

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

กำไลไฮเทค EM คืนคนดีสู่สังคม

             นห้วงเวลาที่ดูเหมือนนานาประเทศทั่วโลกเดินเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งประเทศไทยเองก็โดนหางเลขกับเค้าด้วย เพราะดูเหมือนเศรษฐกิจบ้านเรา กำลังคืบคลาน หรือคลานเรียบร้อยแล้ว สำหรับยุค "ข้าวยาก หมากแพง" ส่วนจะเป็นผลพวงจากพิษเศรษฐกิจโลก หรือการเมืองวุ่นๆ ของไทยพ่นพิษ เราคงไม่ต้องพูดถึงให้ปวดหัวกัน
               เอาเป็นว่าหลายๆ ประเทศทั่วโลกกำลังหาวิธีลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้กระทำความผิดสถานเบาที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน อาทิ การเมาแล้วขับ จนถึงลักเล็กขโมยน้อย ด้วยการกักกันบริเวณให้อยู่แค่บ้านของตัวเอง โดยเฉพาะการให้ผู้ต้องโทษสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring : EM ) ไว้ที่ข้อเท้าตลอดเวลา และมีเจ้าหน้าที่คอยควบคุมผ่านทางสัญญาณที่อุปกรณ์ดังกล่าวส่งกลับมาที่ศูนย์บัญชาการนั่นเอง
           ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ของประเทศฟินแลนด์เคยทดลองคุมขังผู้ต้องโทษด้วยวิธีสวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ไว้ที่ข้อเท้าด้วยเช่นกัน และมีข้อมูลว่าระบบนี้ผู้ต้องโทษที่มีหน้าที่ออกไปทำงานรับใช้สังคมเป็นเวลา 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ยังสามารถไปทำธุระ ไปทำงาน ไปเรียน ได้ตามปกติ หรือแม้แต่การไปเข้าซาวน่าได้อีกด้วย แต่หากออกนอกบริเวณที่ตกลงกันไว้ โดยไม่ขออนุญาตล่วงหน้าเมื่อไหร่ ก็จะถูกย้ายจากเรือนจำเสมือนไปอยู่เรือนจำจริงๆ ทันที โดยกรมราชทัณฑ์ของฟินแลนด์เริ่มนำระบบดังกล่าวมาใช้จริงในปี 2014
หรือปี 2557 และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลนักโทษไปได้มากกว่าครึ่ง
   โดยก่อนหน้านี้เรือนจำของฟินแลนด์มีค่าใช้จ่ายต่อหัวในการดูแลนักโทษวันละ 200 ยูโร หรือ 8,600 บาท ในขณะที่ระบบควบคุมผ่านกำไลข้อเท้านั้นใช้งบประมาณเพียง 60 ยูโร หรือ 2,500 บาท ต่อคนเท่านั้นเอง และที่น่าสนใจเห็นจะเป็นสถิติที่ระบุว่าผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในบ้านตัวเองนี้ มีแนวโน้มในการกระทำผิดซ้ำน้อยกว่าผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังในเรือนจำนั่นเอง ที่สำคัญกำไลข้อเท้าดังกล่าวสามารถกันน้ำได้ที่ความลึกมากกว่า 3 เมตร 
จึงหมดปัญหาแน่นอนแม้บ้านของผู้ต้องขังจะเกิดน้ำท่วมก็ตาม
      ผมหยิบยกเรื่องราว "กำไลอิเล็กทรอนิกส์ข้อเท้าคุมขังผู้ต้องโทษ" มาเขียนถึงเพราะมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" เยี่ยมชมศูนย์ควบคุมการติดตามด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ของกรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม บริเวณ ชั้น 1 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ศูนย์ราชการอาคาร A) โดยมี น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมคุมประพฤติ พาเยี่ยมชมเมื่อช่วงกลางๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา

                 น.ส.รื่นวดี บอกว่า กรมคุมประพฤติได้รณรงค์และแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในคดีเมาแล้วขับมาโดยตลอด ภายใต้โครงการ "ดื่มแล้วขับ ถูกจับคุมประพฤติ" ปรากฏว่า การรณรงค์และแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีสถิติการกระทำผิดซ้ำลดลง ดังนี้ ปี 2553 กระทำผิดซ้ำ จำนวน 1,040 ราย จาก 42,113 ราย ลดลงคิดเป็นร้อยละ 2.46, ปี 2554 กระทำผิดซ้ำ 935 ราย จาก 44,070 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.12, ปี 2555 กระทำผิดซ้ำ 559 ราย จาก 43,628 ราย
 คิดเป็นร้อยละ 1.28  และในปี 2556 กระทำผิดซ้ำ 105 ราย จาก 41,165ราย คิดเป็นร้อยละ0.25
  อธิบดีกรมคุมประพฤติ บอกอีกว่า ในฐานะที่กรมคุมประพฤติเป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล
           และในปี 2557 กรมคุมประพฤติได้ริเริ่มในการนำมาตรการการใช้เครื่องมือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (EM) หรือกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับ โดยนายสุรจิตร ศรีบุญมา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงพระนครเหนือ ได้มีคำสั่งให้ผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์แทนการทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 7 วัน และห้ามออกจากที่พัก ตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 นาฬิกา
                ซึ่งศาลแขวงพระนครเหนือศาลแขวงพระนครเหนือเป็นศาลแห่งแรกที่ได้มีการสั่งให้มีการติดเครื่อง EM กับผู้ถูกคุมความประพฤติ ขณะนี้ศาลแขวงพระนครเหนือได้มีคำสั่งให้ผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์แล้วจำนวน 20 ราย นอกจากนี้ ทางศาลแขวงดุสิตได้เริ่มให้มีการใช้เครื่องมือ EM กับผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2557ด้วย นับเป็นการนำเรื่องการบังคับใช้ทางกฎหมายมาเป็นมาตรการเชิงรุกในการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง
เทศกาลต่างๆ
   "ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2557 ที่ผ่านมา ทางศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยคณะกรรมการเฉพาะกิจศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้เห็นความสำคัญของมาตรการบังคับใช้กฎหมายด้วยการนำนวัตกรรมด้านการนำเครื่องมือ EM มาใช้กับผู้กระทำผิดคดีเมาแล้วขับ และเห็นสมควรให้สื่อมวลชนมีการประโคมข่าวการบังคับกฎหมายในเรื่องนี้ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น" อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าว
               ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2557 ศาลแขวงสมุทรปราการ กรมคุมประพฤติ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จัดการประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการนำเครื่องมือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ EM มาใช้กับผู้กระทำผิด โดยเฉพาะมิจฉาชีพที่เข้ามาหาผลประโยชน์ ก่ออาชญากรรม หลอกลวง ฉ้อโกง อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือสร้างความเสียหายแก่นักท่องเที่ยวภายในบริเวณท่าอากาศสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อาทิ
กรณีไกด์ผี หรือแท็กซี่เถื่อน เป็นต้น โดยผู้กระทำผิดส่วนใหญ่มักมีพฤติกรรมกระทำผิดซ้ำ ฝ่าฝืนคำสั่งศาล และเข้าไปกระทำผิดในเขตที่ห้ามเข้า
           ที่ผ่านมาศาลแขวงสมุทรปราการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นภายในเขตท่าอากาศยานสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และคดีส่วนใหญ่จะเป็นคดีลักทรัพย์ บุกรุก หลอกลวง

ฉ้อโกงนักท่องเที่ยว โดยผู้กระทำความผิดบางรายทำตัวเป็นไกด์ผี หรือแท็กซี่เถื่อน เข้ามากระทำความผิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว โดยศาลได้มีคำพิพากษาอย่างเด็ดขาดแก่ผู้กระทำความผิด แต่ภายหลังที่ศาลมีคำพิพากษาลงโทษและห้ามไม่ให้เข้าไปในเขตกำหนด คือพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว แต่ผู้กระทำผิดยังคงฝ่าฝืน กระทำความผิดซ้ำซาก โดยที่ไม่มีมาตรการใดตรวจสอบได้เลย ด้วยเหตุนี้ การนำกำไลอิเล็กทรอนิกส์มาควบคุมผู้กระทำความผิดไม่ให้ฝ่าฝืนคำสั่งศาลเพื่อไปกระทำความผิดซ้ำ จึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและชาวไทยอย่างดีในระดับหนึ่งด้วย
             ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" หลังจากที่ศาลอนุญาตให้ใช้กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์แทนการคุมขัง โดยผู้ถูกคุมประพฤติจะต้องใส่กำไลข้อเท้าติดตัวตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง และมีอุปกรณ์เครื่องรับสัญญาณติดตั้งไว้ที่บ้านด้วย หากผู้ถูกคุมประพฤติสามารถกำหนดพื้นที่ต้องห้ามไม่ให้เข้าไปได้ และหากมีการฝ่าฝืนเงื่อนไข เช่น ออกนอกเขตพื้นที่ต้องห้าม หรือพื้นที่ซึ่งถูกกำหนดไว้ รวมถึงการทำลายอุปกรณ์ จะมีสัญญาณแจ้งเตือนไปยังศูนย์ควบคุมการติดตามด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่
ทราบทันที จากนั้นเจ้าหน้าที่จะแจ้งเตือนไปยังผู้ถูกคุมประพฤติด้วยระบบโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมลล์ เพื่อสอบถามเหตุผล และบันทึกเป็นรายงานไว้ กรณีทำผิดเงื่อนไข เมื่อถูกบันทึกเป็นรายงานเสนอต่อศาล ก็ขึ้นอยู่กับศาลว่าจะพิจารณาให้ใช้กำไลข้อเท้าต่อไปหรือไม่ ส่วนกรณีผู้ถูกคุมประพฤติเข้าเขตพื้นที่สนามบินในระยะ 300 เมตร ระบบจะแจ้งเตือนไปยังศูนย์ควบคุมกลางที่กรมคุมประพฤติด้วยเช่นกัน
            ที่สำคัญ การนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ นอกจากเป็นการรองรับมาตรการทางเลือกแทนการจำคุกเพื่อบรรเทาปัญหาความแออัดในเรือนจำแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้สังคม โดยช่วยให้พนักงานคุมประพฤติสามารถตรวจสอบการฝ่าฝืนเงื่อนไขของผู้กระทำผิดลดความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ และเพิ่มโอกาสในการติดตามตัวผู้กระทำผิดอีกด้วย...!!!
                        นวย เมืองธน