วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อีกครั้งที่เกาะสมุยข้าวผัดหมูแดงเยี่ยม

            "เกาะสมุย" จ.สุราษฎร์ธานี นอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงาม หาดทรายขาวละเอียด สะอาดบริสุทธิ์ จนมีชื่อเสียงไปทั่วโลก เพราะเป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว ที่สำคัญ "เกาะสมุย" 
             นอกจากจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกแล้ว บนเกาะสมุยแห่งนี้ ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกรูปแบบอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหลากหลายรูปแบบจำนวนมาก มีการคมนาคมที่สะดวก และยังมีสนามบินอยู่บนเกาะอีก
    ด้วยเหตุนี้ ทำให้การเดินทางมาที่ "เกาะสมุย" สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยว และเติมเต็มให้เกาะแห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่
ปัจจุบัน "เกาะสมุย" จะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของทะเลอ่าวไทยตอนใต้ ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติหลั่งไหลมาเยี่ยมเยือนเกาะสวรรค์แห่งนี้ปีละหลายล้านคนทีเดียว
ถือได้ว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่ "เกาะสมุย" ซึ่งทุกๆ ครั้งที่มีโอกาสมาเยือนเกาะแห่งนี้ ก็มีเรื่องราวที่แตกต่างกันไป บริเวณหาดหน้าทอน และสถานที่จอดเรือเฟอร์รี่ที่เกาะสมุย ส่วนใหญ่ผู้คนที่มาเกาะสมุยจะรู้จักกันดี เพราะเป็นจุดศูนย์รวมหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร
ร้านค้าต่างๆ มีถนนเลียบชายหาด เหมาะแก่การเดินเล่น โดยเฉพาะช่วงเย็นๆ ยังเป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งด้วย
  "เกาะสมุย" แห่งนี้ ยังดาดาษมากมายไปด้วยร้านอาหารที่ขึ้นชื่อและของอร่อยๆ อีกมากโขทีเดียวครับ โดยเฉพาะบริเวณหาดหน้าทอน ถือเป็นแหล่งรวมร้านอาหารอร่อยๆ หลากหลายมากมาย แถมมีชาวบ้านเปิดหน้าร้านขายอาหารทะเลสดๆ ริมถนนให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อหากันในราคาถูกอีกด้วย สำหรับการมาเยือนเกาะสมุยครั้งนี้ ช่วงมื้อเช้าก็มีโอกาสแวะเวียนมา


ที่ "ร้านปุยหยก" ตรงข้ามตลาดหน้าทอน
ถือเป็นร้านเก่าแก่ร้านหนึ่ง เป็นร้านดั้งเดิม และร้านแรกๆ บนเกาะสมุย ซึ่งเปิดกิจการกันมานานกว่า 30 ปี ร้านเป็นห้องแถวสองชั้นครึ่งไม้ ครึ่งปูน สภาพความโบราณยังมีให้เห็นอยู่ การตกแต่งภายในร้าน ความเก่าของเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ เก้าอี้ ยังคงบ่งบอกถึงกาลเวลาจากอดีตจนถึงปัจจุบันของร้านนี้ได้เป็นอย่างดีครับ
     "ร้านปุยหยก" นอกจากจะมีอาหารจานด่วนหลากหลายเมนู ทั้งก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง เส้นหมี่เหลือง ข้าวหมูกรอบ และซาลาเปาสูตรโบราณที่ขึ้นชื่อของร้านแล้ว หากมาร้านนี้แล้วไม่ลองลิ้มรสหรือสั่ง "ข้าวผัดหมูแดง" 
ก็ดูเหมือนว่าจะขาดอะไรสักอย่าง เพราะ "ข้าวผัดหมูแดง" ถือเป็นเมนูเด็ดของทางร้านก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่หากใครมา "ร้านปุยหยก" ก็จะไม่พลาดที่จะต้องสั่ง  "ข้าวผัดหมูแดง" มากินกัน เนื่องจากถูกผู้คนกล่าวขานล่ำลือกันมากถึงเมนูนี้
จนกลายเป็นเมนูหนึ่ง และเป็นจุดขายของร้านไปเลยก็ว่าได้ เพราะสังเกตจากการมานั่งในร้านนี้ มองไปรอบๆ จะเห็นว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่ง "ข้าวผัดหมูแดง" มากินเพื่อเรียกน้ำย่อยกันมากจริงๆ ผมเองก็เลยสั่ง "ข้าวผัดหมูแดง" และอีกหลายอย่างมากิน แถมยังย่องเข้าไปถึง
หลังครัวของร้าน ดูการทำข้าวผัดหมูแดงกันชนิดประชิดตัวแม่ครัวเลยก็ว่าได้ ทำให้เช้าวันนั้นผมอิ่มท้องบวกอร่อยจริงๆ...กดไลค์ให้เลยครับ
   การมาเยือน "เกาะสมุย" ครั้งนี้ เริ่มต้นก็แนะนำของกินอร่อยๆ กันเลย มาเกาะสมุยทั้งที ถ้าไม่เขียนถึง หรือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวบ้าง ก็ดูเหมือนจะยังมาไม่ถึงเกาะนี้นะ "หินตาหินยาย" บริเวณหาดละไม ต.มะเร็ด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ห่างจากหาดเฉวงประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตแห่งหนึ่งที่ผมได้มาเยือนอีกครั้ง จำได้ว่าเรื่องราวของ

"หินตาหินยาย" เคยนำมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ใครมา "เกาะสมุย" ก็ต้องแวะมาถ่ายรูปชิวๆ เป็นที่ระลึกกัน
     ด้วยความแปลกของ "หินตาหินยาย" บวกกับตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมา ก็เลยทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศต้องมาเยี่ยมเยือนดูความอัศจรรย์ที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ซึ่งเกิดจากน้ำทะเล สายลม และแสงแดดได้กัดเซาะหินแกรนิตจนเกิดเป็นรูปร่างคล้ายอวัยวะเพศชายชายตั้งชี้ฟ้าอยู่
เรียกว่า "หินตา"  ส่วนหินแกรนิตขนาดมหึมา มีลักษณะเหมือนร่างของผู้หญิงตั้งแต่ช่วงเอวลงไป นอนทอดตัวลงไปในทะเล หันหน้ารับคลื่นลมที่ซัดสาดอยู่เป็นระยะเรียกว่า "หินยาย"  
   ส่วนตำนานที่มีการเล่าสืบต่อกันมาของ "หินตาหินยาย" ว่ากันว่าเมื่อนานมาแล้วมีตายายคู่หนึ่งชื่อ "ตาเครง" และ "ยายเรียม" เป็นชาวปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จะเดินทางไปสู่ขอลูกสาวของ "ตาม่องล่าย" ที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้กับลูกชายชื่อ "นายคง" โดยแล่นเรือสำเภาออกไป และมี "นายปราบ"
เพื่อนของ "นายคง" เป็นนายท้ายเรือ ขณะที่เรือแล่นมาถึงบริเวณแหลมละไม ก็เกิดพายุใหญ่ทำให้เรือล่ม จนสินสอดทองหมั้นที่ตระเตรียมมาจมน้ำหายไปจนหมด
ขณะที่ญาติสนิท มิตรสหาย ที่เดินทางร่วมกันมาก็จมน้ำเสียชีวิต จนกลายเป็นเกาะเล็ก เกาะน้อย รายรอบเกาะสมุย และอีกหลายๆ คนที่ถูกน้ำพัดไป ก็กลายเป็นหมู่เกาะอ่างทอง ส่วน "นายคง" ถูกน้ำซัดไปทางหาดเชิงมนเสียชีวิต ก็กลายเป็นเกาะกง ส่วน "นายปราบ" ตอนนั้นได้เกาะเรือสำเภาของตัวเองลอยไปทางอ่าวบ้านดอน จนเมื่อจะ
ถึงอ่าวบ้านดอน เรือสำเภาก็จมลงจนกลายเป็นเกาะนกเภา พอ "นายปราบ" เสียชีวิต ก็กลายเป็นเกาะปราบ อยู่บริเวณอ่าวบ้านดอนนั่นเอง
เรื่องเล่าตำนานครั้งนั้น คนที่รอดชีวิตอยู่ก็มีแค่ "ตาเครง" และ "ยายเรียม" ซึ่งถูกน้ำทะเลพัดเข้ามาที่หาดละไม ทั้งคู่เสียใจเป็นอย่างมากและกลัวว่า "ตาม่องล่าย" จะคิดว่าตนทั้งคู่เป็นคนไม่รักษาคำพูด จึงพากันอธิฐานขอให้เกิดเป็นสัญลักษณ์ให้ "ตาม่องล่าย" เห็นว่าพวกตนไม่ได้ผิดคำสัญญา จากนั้นก็กลั้นใจกระโดดน้ำที่หาดละไม ฆ่าตัวตาย
และกลายเป็น "หินตาหินยาย" จนถึงทุกวันนี้ครับ
ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่สำคัญ นอกจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของ "หินตาหินยาย" จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นจำนวนมากแวะเวียนมาชมความอัศจรรย์ของหินดังกล่าวอย่างไม่ขาดสายในทุกๆ วันแล้ว โดยเฉพาะในช่วงเวลาเย็นๆ ความสวยงามของวิวพระอาทิตย์ตกอันสวยงามจากบริเวณลานหินยังนับเป็นจุดที่สามารถมองเห็นพระอาทิตย์ลับไปหลังเนินหินได้อย่างสวยงาม
นอกจากการเดินเล่นชมบริเวณรอบๆ "หินตาหินยาย" แล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถเดินช็อปปิ้ง เลือกซื้อสินค้าที่ระลึก และของฝากนานาชนิดที่ร้านค้าบริเวณทางเข้า "หินตาหินยาย" ได้อีกด้วย โดยเฉพาะ "กาละแม" ถือเป็นของฝากขึ้นชื่อของเกาะสมุยเลยก็ว่าได้ เพราะ "กาละแม" ที่ขายอยู่บริเวณนี้อร่อยมาก ไม่ว่าจะเลือกซื้อ หรือเลือกชิมที่ร้านไหนก็อร่อยไม่แพ้กัน
              จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นนักท่องเที่ยวมักจะแวะซื้อติดมือกลับไปด้วยทุกครั้ง ส่วนของฝากประเภทผ้าบาติกและงานหัตถกรรมจากมะพร้าว ก็ถือว่าเป็นงานฝีมือ และศิลปะ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น น่าซื้อเป็นของฝากอย่างยิ่งเช่นกัน...!!!
นวย เมืองธน
*************************************

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชิวๆย่านหัวลำโพง อร่อยอื้อ-ตำนานเพียบ

            เมืองไทยในยุคก่อนเข้าสู่ปี พ.ศ.2500 มีการบอกเล่าสืบต่อกันมาว่า "ย่านหัวลำโพง" เต็มไปด้วยบรรดานักเลงหัวไม้ โดยเฉพาะตรอกสลักหิน ย่านหัวลำโพง พระนครขณะนั้น จนถึงย่านเยาวราช "จ๊อด เฮ้าดี้" และ "แดง ไบเล่"  ถือเป็นคู่หูอันตรายในยุคนั้น เพราะเติบโตขึ้นมาเป็นนักเลงระดับแถวหน้าในย่านนี้ แถมเป็นแหล่งรวมบ่อนการพนัน การค้าผู้หญิง รวมถึงยาเสพติด จนเรื่องราวของทั้ง "จ๊อด" และ "แดง" กลายเป็นตำนานในยุคนั้น ซึ่งปัจจุบันถูกพูดผ่านฟิล์มหนัง และหนังสือต่างๆ ที่ถูกเขียนถึงมากมาย ผิดบ้าง ถูกบ้าง เพราะนั่งเทียนเขียนกัน เน้นเอามันส์ๆ อย่างเดียวแค่นั้น
               ในอดีตย่านหัวลำโพง "ส้มตำหัวลำโพง" หาบละ 500 บาท ก็ถูกพูดถึงให้ได้ยินบ่อยมาก หากย้อนกลับไปช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนักเที่ยว บรรดาผู้ใช้แรงงาน ที่ชอบย่ำราตรี คงจะรู้จักกันอย่างดี เพราะเป็นที่ฮือฮา บวกกับความแปลก เอ๊ะ! ส้มตำอีหยังหว่า..ถึงได้ยกหาบขายกันเลย เรื่องนี้จึงถูกกล่าวขานเรื่อยมา กลายเป็นปริศนาว่าทำไมแม่ค้าส้มตำจึงไปรวมตัวกันในย่านหัวลำโพงอย่างผิดสังเกต
แถมแม่ค้าส้มตำที่มานั่งขายส่วนใหญ่รูปร่างหน้าตาอยู่ในขั้นดี แต่งกายสวมเสื้อยืดรัดรูปเอวลอย
โชว์เนินอกหรือแผ่นหลัง ซึ่งแม่ค้าส้มตำแต่ละรายจะนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกตัวเล็กๆ เฝ้าหาบส้มตำของตัวเอง มองหาลูกค้าที่ผ่านไปมา บางครั้งก็ใช้วิธีเรียกลูกค้าด้วยการโบกมือให้เข้าไปนั่งสั่งอาหาร เวลาลูกค้ามานั่งกินส้มตำ แม่ค้าจะพูดคุยอย่างสนิทสนม บางรายกินเสร็จก็จูงมือกันเดินออกไป
 แน่นอนครับว่า ที่เล่ามาทั้งหลายทั้งปวงนี้ คือ แม่ค้าส้มตำบางรายที่แอบแฝงขายบริการทางเพศย่านหัวลำโพง แต่ก็ไม่ได้เหมารวมนะครับว่า คนที่หาบส้มตำมาขาย จะแฝงขายบริการทางเพศ
เสียทั้งหมด เพราะเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตที่เกิดขึ้นในย่านหัวลำโพง ส่วนปัจจุบันจะมี "ส้มตำหาบละ 500 บาท" เหมือนในอดีตหรือไม่นั้น ผมว่าถ้ายังพอมีเหลืออยู่ ก็คงจะเกิน 500 บาท เพราะข้าวของขึ้นราคากันหมดแล้วว่าจริงมั๊ย
   ส่วนเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่เล่าสืบต่อกันมา คือ ในอดีต "หัวลำโพง" ถือเป็นแหล่งรวมรวมบรรดามิจฉาชีพทุกรูปแบบ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต่างๆ มีทั้งการหลอกลวงปลดทรัพย์ ใช้วิธีผสมยาไว้ในกาแฟกระป๋อง โดยใช้เข็มฉีดยาเจาะเข้าไปที่ก้นกระป๋อง
แล้วติดสก๊อตเทป ทำทีมาพุดคุยตีสนิทว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน จากนั้นก็ชักชวนให้ดื่มกาแฟ เหยื่อส่วนมากเดินมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ หลงเชื่อเพราะคิดว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน สลบไม่ได้สติ เพราะฤทธิ์ยา พอตื่นขึ้นมาอีกที แก๊งมิจฉาชีพก็ขโมยกระเป๋าและทรัพย์สินต่างๆ ไปแล้ว และยังมีวิธีการต่างๆ อีกมากมาย แต่พฤติกรรมต่างๆ ที่หลอกเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ จึงถูกเรียกรวมๆ กันว่า "ผีหัวลำโพง" 
    ผมหยิบเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่เกิดขึ้นใน "ย่านหัวลำโพง" 
มาเขียนถึง เพราะช่วงหนึ่งมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ชิวๆ ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ หรือที่นิยมเรียกกันว่า สถานีรถไฟหัวลำโพง ซึ่งเป็นสถานีรถไฟหลักของประเทศไทย และเป็นสถานีที่เก่าแก่ที่สุด สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5
ในปี พ.ศ.2453 สร้างเสร็จและเริ่มใช้งานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2459            ปัจจุบันสถานีรถไฟหัวลำโพงมีทางเชื่อมต่อที่มีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ดูกลมกลืนกับรถไฟฟ้ามหานครหรือรถไฟฟ้าใต้ดินบริเวณถนนพระรามที่ 4 สำหรับการก่อสร้างสถานีกรุงเทพฯ จะก่อสร้างในลักษณะโดมสไตล์อิตาเลียนผสมกับศิลปะแบบเรอเนสซองซ์ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสถานีรถไฟแฟรงก์เฟิร์ตในประเทศเยอรมนี ประดับด้วยหินอ่อน และเพดานมีการสลักลายนูนต่างๆ โดยมีนาฬิกาขนาดใหญ่
เส้นผ่าศูนย์กลาง 160 เซนติเมตร ตั้งอยู่กลางสถานีรถไฟเป็นสัญลักษณ์แห่งหนึ่ง
          นอกจากนี้ ตัวสถานีแบ่งเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ อาคารมุขหน้า มีลักษณะเหมือนระเบียงยาว และอาคารโถงสถานีเป็นอาคารหลังคาโค้งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก เป็นงานเลียนแบบสถาปัตยกรรมโบราณของกรีก-โรมัน จุดเด่นของสถานีหัวลำโพงที่เห็นเด่นชัด คือ ช่องระบายอากาศจะประดับกระจกสีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ซึ่งประดับไว้อย่างผสมผสานกลมกลืน
กับตัวอาคาร
       ส่วนบริเวณที่พักผู้โดยสารเป็นห้องโถงชั้นครึ่ง ชั้นล่างซึ่งมีที่นั่งจำนวนมาก มีร้านค้าหลากหลาย อาทิ ร้านอาหารต่างๆ มากมาย ทั้งขนม เครื่องดื่ม ฯลฯ คือ ถ้าจะกินข้าวเหนียว ไก่ย่าง หรือเนื้อทอด ที่เร่ขายเหมือนในอดีต คงไม่มีแล้วครับ หรืออาจจะมีก็คือนั่งรถไฟออกไปแล้ว อาจมีมาขายบนขบวนรถไฟ ราคาอาจจะไม่เหมาะสมกับคุณภาพ เพราะแพงไปนิด แต่ก็ได้บรรยากาศบนรถไฟครับ
    ในย่านหัวลำโพง หากเดินจากสถานีรถไฟหัวลำโพง 
ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม เข้าสู่ถนนตรีมิตร เยื้องๆ กับซอยสุกร 1 จะเป็นที่ตั้งของวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร มีชื่อเดิมว่า "วัดสามจีน" ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นวิหารทานการบุญเมื่อปี พ.ศ.2482 ต่อมาพ่อค้าประชาชน คณะครูและนักเรียนได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนนามใหม่ เป็นชื่อ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" ซึ่งมีความหมายว่า เพื่อน 3 คนร่วมกันสร้างวัดนี้ ประกอบกับวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรม และโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณวัด
  ที่สำคัญเป็นที่ประดิษฐาน 
"พระพุทธรูปทองคำสุโขทัยไตรมิตร" หรือ "หลวงพ่อทองคำ" แต่เดิมพระพุทธรูปองค์นี้ถูกพอกปิดด้วยปูนทั่วทั้งองค์ พุทธลักษณะภายนอกไม่งดงามหรือโดดเด่น จากหลักฐานที่ปรากฏพบว่า เคยประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโชตินาราม หรือวัดพระยาไกร มาตั้งแต่แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แต่ในเวลาต่อมาวัดพระยาไกรขาดการดูแล อยู่ในสภาพรกร้าง ประกอบกับวัดสามจีนได้มีการบูรณะครั้งใหญ่ จึงได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดสามจีน ซึ่งก็ใช้เวลาถึง 20 ปี
วิหารอารามต่างๆ ในวัดสามจีนจึงสร้างแล้วเสร็จ
   ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" น่าเสียดายช่วงที่มาย่านหัวลำโพง ผมยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำบุญที่วัดไตรมิตรฯ เพราะต้องไปตะลอนฯ ที่อื่นอีก เลยได้แค่ถ่ายรูปวัดระยะไกลๆ ไว้ดูครับ แต่สำหรับซอยสุกร 1 เยื้องกับวัดไตรมิตรฯ ซอยแห่งนี้ ถือเป็นตำนานของกินอร่อยๆ มากมายทีเดียว เพราะไหนๆ ผมต้องมาต่อรถเมล์แถวปากซอยสุกร 1 อยู่แล้ว เดินเข้ามาหาอะไรกินหน่อย ก็คงดีเหมือนกัน ก็เลยสั่งอาหาร
ประเภทจานด่วนที่ร้านเจ๊คิ้มโภชนามากินหน่อย เพราะหิวเหลือเกิน ว่ากันว่าร้านนี้เป็นร้านอาหารเก่าแก่เปิดขายมานานกว่า 60 ปีแล้ว เป็นร้านตึกแถว 1 คูหา เปิดโล่ง ดูสะอาดตา อาหารก็มีให้เลือกสรรหลากหลายเมนู
    แต่ที่น่าสนใจ เห็นจะเป็นร้านกุ่ยช่ายรถเข็น "นายฮี้" มีทั้งกุ่ยช่ายไส้เผือก ไส้หน่อไม้ ไส้มันแกว ไส้ผัก เปิดขายทุกวัน ภายในซอยสุกร 1 ถนนตรีมิตร ย่านหัวลำโพง จะหยุดเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญๆ ซึ่งวันนั้นทั้งผมและทีมงานอดใจไม่ไหวเลยต้องแวะอุดหนุนกุ่ยช่ายซื้อกลับไปกินที่บ้านกัน เพราะเค้าทำใหม่ๆ สดๆ ทุกวัน เรียกได้ว่าต้องเข้าแถวรอคิวกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะตอนที่ "เฮียฮี้" กำลังทอดกุ่ยช่ายในกระทะน้ำมันช่วงที่กลับกุ่ยช่ายไปมา...ผมขอสารภาพอย่างไม่อายเลยว่า...แหมมันชวนให้กลืนน้ำลายครั้งแล้ว...ครั้งเล่าจริงๆ...!!!
                     นวย เมืองธน
*************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อัศจรรย์สาหร่ายไก ภูมิปัญญาบ้านหนองบัว

            "บ้านหนองบัว" ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน สืบเชื้อสายมาจากชาวไทลื้อ แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากหมู่บ้านหนองบัวแห่งนี้จะมีวัฒนธรรมเก่าแก่
            มีสถาปัตยกรรมแบบไทลื้อที่สวยงามทรงคุณค่าทางศิลปะและหาดูได้ยากที่วัดหนองบัวแล้ว ยังมีประเพณีกำเมือง ซึ่งเป็นประเพณีเลี้ยงเทวดาหลวง หรือเจ้าหลวง และถือเป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไทลื้อบ้านหนองบัวที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองล้า แคว้นสิบสองปันนา มณฑลยูนนานของจีนอีกด้วย
           เมื่อคราวที่ผมมีโอกาสมา "ตะลอนตามอำเภอใจ" ที่บ้านหนองบัวแห่งนี้ นอกจากจะได้สัมผัสวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ชาวบ้านที่นี่ต่างช่วยกันอนุรักษ์รักษาสืบสานประเพณีเก่าแก่นี้ไว้ได้อย่างมั่นคงเข้มแข็ง ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง และน่าชมเชยที่ชาวบ้านได้สืบทอดประเพณีต่างๆ กันมาเป็นเวลายาวนานกว่าหนึ่งร้อยปี และที่บ้านหนองบัวนอกจากจะมีประเพณีเก่าแก่ที่น่าประทับใจแล้ว
  ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ยังมีอาหารซึ่งถือได้ว่ามีชื่อเสียงที่ทั้งคนไทยและต่างประเทศต่างรู้จัก ก็คือ "ไก" หรือสาหร่ายแม่น้ำน่าน
        "สาหร่ายไก" หรือที่ชาวน่านเรียกกันสั้นๆ ว่า "ไก" เป็นสาหร่ายน้ำจืด มีลักษณะเส้นสายยาว สีเขียวสดใส พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำไหล ที่น้ำมีคุณภาพดีจนถึงปานกลาง น้ำไหลไม่แรงนัก และจะต้องใสพอสมควร พื้นท้องน้ำที่สาหร่ายขึ้นค่อนข้างตื้น และมีหินขนาดใหญ่หรือก้อนหินเป็นที่ยึดเกาะ สำหรับแหล่งน้ำที่มีสาหร่ายไกเจริญมากที่สุดในประเทศไทยมีอยู่ 2 แหล่งน้ำคือ ลำน้ำน่าน และลำน้ำโขง บริเวณ อ.เชียงของ จ.เชียงราย
    สำหรับในลำน้ำน่าน จะพบ
สาหร่ายไกได้ทั่วไป ตั้งแต่ต้นลำน้ำบริเวณ อ.ทุ่งช้าง จนถึงปลายลำน้ำบริเวณ อ.เวียงสา แต่ที่มีมากที่สุดจะเป็นบริเวณที่น้ำไหลผ่าน อ.ท่าวังผา นอกจากลำน้ำน่านแล้ว ลำน้ำสาขา เช่น แม่น้ำยาว แม่น้ำว้า และอื่นๆ ก็มีสาหร่ายไกไม่น้อยเหมือนกัน โดยจะพบสาหร่ายไกในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมเรื่อยไปจนถึงเมษายน หรือพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาวต่อกับฤดูร้อน
   เมื่อถึงฤดูฝนน้ำในลำน้ำขุ่น สาหร่ายไกจะหยุดการเจริญและหายไปจากลำน้ำจนแทบจะมองไม่ออกเลยว่าบริเวณนั้นเคยมีสาหร่ายไกจำนวนมาก  ช่วงที่สาหร่ายไกเจริญนั้น เมื่อมองลงไปในลำน้ำจะเห็นเป็นเส้นสายยาวสีเขียวสะพรั่งเต็มลำน้ำไปหมด สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง นอกจากสาหร่ายไกแล้ว ยังพบสาหร่ายลอน ลักษณะเป็นก้อนเมือกสีเขียวแกมน้ำเงินขึ้นปะปนกับสาหร่ายไก แต่มีจำนวนไม่มากเท่าสาหร่ายไก
ที่สำคัญ ความน่าทึ่งของสาหร่ายไก ทำให้ชาวบ้านเกิดภูมิปัญญานำเอาไปเป็นอาหาร
ประจำถิ่นหลายชนิด เช่น ไกยี, ห่อนึ่งไก, หรือยำไก จัดเป็นอาหารพื้นบ้านง่ายๆ รับประทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ จัดเป็นมื้ออร่อยอีกมื้อหนึ่ง ภูมิปัญญานี้ปรากฏมานานเป็นเวลากว่าร้อยปี จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมกันอยู่ไม่เสื่อมคลาย และก็เป็นที่น่ายินดีที่ชาวบ้านในละแวกที่มีไกเจริญมากๆ จนกระทั่งมีการพัฒนากลายเป็นผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายไก โดยการแปรรูปเป็นอาหารขบเคี้ยวหรือขนมอบกรอบวางขายกันในตลาดใกล้บ้านหรืออาจขยายข้ามจังหวัดในลักษณะการขายส่งบ้าง แต่ยังไม่มากนัก
"แทน เทพเสน" หรือลุงแทน ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านหนองบัว ต.ป่าคา อ.ท่าวังผา จ.น่าน บอกว่า สาหร่ายไก ชาวไทลื้อที่หมู่บ้านหนองบัวนำมาทำเป็นอาหารพื้นบ้านมานานนับร้อยปี จนถือได้ว่านำชื่อเสียงมาสู่หมู่บ้าน ทำให้คนทั้งประเทศและต่างประเทศรู้จัก "ไก" หรือ "สาหร่ายแม่น้ำน่าน" หากนักท่องเที่ยวมีโอกาสเดินทางมาที่บ้านหนองบัว ก็อยากเชิญชวนแวะชมการผลิต และชิมอาหาร


ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทลื้อกัน
      นอกจากนี้ ช่วงปี 2542 -2543 คณะผู้วิจัยได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับความหลากหลายของสาหร่ายขนาดใหญ่ในลำน้ำน่าน และพบว่าหมู่บ้านหนองบัวมีการแปรรูปสาหร่ายไกเพื่อบริโภคและจัดจำหน่ายอย่างจริงจัง จึงเข้าไปช่วยชุมชนพัฒนาการแปรรูป
สาหร่ายขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วย สาหร่ายไก และสาหร่ายลอนให้มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ที่น่าสนใจ เพื่อการจำหน่ายที่กว้างขวางขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยก็น่าจะเป็นที่รู้จักกันในประเทศของเรามากขึ้นกว่าในปัจจุบัน
              "ศิริพร คำหว่าง" ประธานกลุ่มแปรรูปอาหารจากสาหร่ายไก บอกว่า ปัจจุบัน "ไก" เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่มีอยู่ในเขต อ.ท่าวังผา เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย เพราะภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
และสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตน่าน ได้นำสาหร่ายไกจากกลุ่มแม่บ้านไปวิจัย ซึ่งพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้ผู้บริโภคหันมาบริโภคไกกันมากขึ้น ทำให้ผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งต่อมาสาหร่ายไกได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานองค์การอาหารและยา (อย.)
              ที่สำคัญสาหร่ายไกให้โปรตีนสูงใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ เนื้อปลา นอกจากนั้น ยังมีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูงกว่าแครอทถึง 4 เท่า มีวิตามินบี 1 และบี 2 มากกว่าผัก
มีวิตามินซีมากที่สุด ซึ่งเป็นปริมาณที่น่าสนใจใกล้เคียงกับผลไม้ประเภทส้ม มีซิลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดีมีอยู่ในสาหร่ายเป็นปริมาณมาก มีวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยส่งเสริมความจำและช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีธาตุเหล็กและแคลเซียมช่วยบำรุงสมอง กระดูกและฟันให้แข็งแรง มีเส้นใยอาหารสูงจึงป้องกันโรคท้องผูก และยังเป็นอาหารที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้บริโภคอาหารเจและมังสวิรัติ ชาวบ้านเชื่อกันว่าการบริโภคสาหร่ายไกจะทำให้ผมดกดำไม่หงอกได้ง่าย และชะลอความแก่อีกด้วย
"ประธานกลุ่มแปรรูปอาหารจากสาหร่ายไก" บอกอีกว่า คนไทลื้อสมัยรุ่นทวดปู่ย่าตายาย นำ "ไก" มาปรุงเป็นอาหาร โดยการทำห่อนึ่งไก, คั่วไก, ไกแผ่น, และไกยี สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน เพราะ "ไก" เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้มีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืน ต่อมากลุ่มแม่บ้านนำสาหร่ายไกมาแปรรูปเป็นอาหารหลายๆ อย่างเช่น ข้าวตังหน้าไก, น้ำพริกไก, คุกกี้ไก, ไกกรอบ, กะหรี่ปั๊บไก, และไกผง ฯลฯ
           ช่วงสุดท้ายของ "ตะลอนตามอำเภอใจ" สาหร่ายน้ำจืด หรือสาหร่ายไก นอกจากจะเป็นของดีโอทอปเมืองน่านแล้ว ที่สำคัญความนิยมในการบริโภคสาหร่ายไกก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ไม่เฉพาะในหมู่คนพื้นบ้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำเท่านั้น แต่บรรดานักท่องเที่ยวที่ได้ไปเยือนเมืองน่าน หรือจ.เชียงราย เมื่อได้ลองชิม "ไก" ในรูปแบบต่างๆ แล้ว ก็รู้สึกพอใจในรสชาติ และคุณค่าทางอาหารของ "ไก" ก็สูงมากด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ "สาหร่ายไก" จึงกลายเป็นอาหารสุขภาพพื้นบ้านของไทยที่ถูกกล่าวขาน แถมยังสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านหนองบัวอีกด้วย...!!!
                                    นวย เมืองธน
*********************************************************